Showing posts with label แก้กรรมทำแท้ง กรรมเก่า วิบากกรรม. Show all posts
Showing posts with label แก้กรรมทำแท้ง กรรมเก่า วิบากกรรม. Show all posts

Sunday, November 14, 2010

การสวดมนต์และการทำสมาธิ...

การสวดมนต์และการทำสมาธิ...

โดย พลังแสงกายทิพย์...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)

การสวดมนต์และการทำสมาธิ คือ การเชื่อมโยงระหว่างเรากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กับพลังอำนาจที่มากกว่า......
ใช้เวลาในแต่ละวันในการก้าวออกจากความยุ่งเหยิงและความวุ่นวาย ความมุ่งมั่นประจำวันในการใช้เวลาในสถานที่อันเงียบสงบ คือความมุ่งมั่นต่อความกระจ่างแจ้งและสันติสุขภายใน เราต้องการเวลาและสถานที่แบบนี้ในชีวิตเราเพื่อที่จะระลึกได้ว่าเราเป็นใครอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญ และความจริงส่วนตัวของเราซ่อนอยู่ที่ไหน มันเป็นเวลาของเราที่จะทำจิตวิญญาณให้สงบและปลดปล่อย มันจะนำความสมดุลกลับมายังชีวิตของเรา และมันจะเชื่อมโยงเราใหม่กับต้นกำเนิดของเรา โดยผ่านการสวดมนต์ การทำสมาธิ และการใคร่ครวญ เราสามารถได้ยินเสียงภายในของเราได้ดีที่สุด มันเป็นเวลาเพื่อหยุดและติดต่อไม่เพียงกับเบื้องบน แต่กับตัวเราเองและจิตใต้สำนึกอันสร้างสรรค์ของเราด้วย ช่วงเวลาที่ใช้ในลักษณะนี้จะหล่อเลี้ยงในระดับลึกที่สุดทางกาย ทางอารมณ์ และทางจิตวิญญาณ
คนบางคนพูดว่า โดยผ่านการสวดมนต์ เรากำลังติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์.. และโดยผ่านการทำสมาธิ... เรากำลังฟังท่านอยู่ โดยผ่านการไตร่ตรองเงียบๆเราสามารถมองเข้าไปภายในและติดต่อสื่อสารอีกครั้งกับความจริง เพราะเรากำลังเปิดหัวใจและจิตใจ และเตรียมตัวเราเองเพื่อรับการนำทางและแรงบันดาลใจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
มีหลายวิธีในการทำสมาธิ แต่โดยพื้นฐาน มันประกอบไปด้วยความนิ่งและเงียบสักช่วงเวลาหนึ่ง และมุ่งความสนใจของคุณไปที่ลมหายใจหรือบทสวดอะไรสักอย่าง ถ้าคุณยังใหม่ต่อการฝึกทำสมาธิ- ความคิดของคุณจะล่องลอย และจิตใจของคุณจะชอบออกไปเที่ยวเตร่ในช่วงแรก จำไว้ว่าอย่ากดดันตัวเองเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น มันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในการทำสมาธิ อาจารย์ชอบเปรียบเทียบว่าการทำสมาธิก็เหมือนกับการยืนอยู่ริมน้ำและมองเรือที่ล่องลอยผ่านไป ทุกๆขณะใดขณะหนึ่ง คุณจะพบว่าตัวเองอยู่บนเรือที่กำลังล่องลอยไปที่ปลายน้ำ    เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เพียงแต่กระโดดออกจากเรือ ปีนกลับมาที่ท่าน้ำและเริ่มสังเกตเรือ (ความคิดของคุณ) อีกครั้ง อย่ากังวัลว่าคุณทำมัน “ถูก” วิธีหรือไม่ ความสามารถของคุณในการครองสติจะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาและการฝึกฝน......
การฝึกฝนทำสมาธิเป็นประจำจะช่วยขจัดสิ่งรบกวนออกจากใจ ทำความสะอาดความคิด และเพิ่มการเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของคุณ มันทำให้จิตวิญญาณของคุณสดใหม่ ผ่อนคลายร่างกาย และทำให้วิญญาณของคุณสงบ การทำสมาธิเป็นเครื่องมือเพื่อคิดใคร่ครวญและค้นหาภายใน และมันเป็นหนึ่งในทางที่ดีที่สุดที่จะทำความคิดของคุณให้นิ่งเพื่อรับการนำทางจากเบื้องบน โดยผ่านการฝึกฝนการทำสมาธิ คุณจะล่วงรู้ถึงแรงกระตุ้นทางลางสังหรณ์อันละเอียดอ่อน ความเข้าใจลึกซึ้ง แนวคิด อารมณ์และแรงบันดาลใจ
ใช้เวลาในแต่ละวันใคร่ครวญ สวดมนต์ หรือทำสมาธิเงียบๆ มันเป็นการยักย้ายถ่ายเทพลังงานซึ่งเกิดขึ้นผ่านการสวดมนต์และการทำสมาธิ พวกมันช่วยจิตใจของคุณให้ว่างจากความกังวลและความคิดลบ และมันสร้างที่ว่างสำหรับเติมความยินดี ความสุขและความรัก สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการแปรสภาพ ซึ่งจะเปลี่ยนคุณในระดับเซลล์ พวกมันจะเปลี่ยนรูปแบบของคลื่นสมองของคุณอย่าง-แท้จริง เพิ่มความรู้สึกที่ดีและสร้างสัมผัสแห่งความสุข ยิ่งไปกว่านั้น ความถี่ทางการสั่นสะเทือนของอารมณ์บวกเหล่านี้มีความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ต่อสิ่งที่คุณต้องการดึงดูดเข้ามาในชีวิต
โดยผ่านการสวดมนต์  การใคร่ครวญ และการทำสมาธิ คุณกำลังเข้าร่วมกับพลังที่สูงกว่า และเปิดตัวคุณเองเข้าไปสู่ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดและความเฉลียวฉลาดที่ไม่มีขอบเขตของจักรวาล ความทุ่มเทและความไม่ย่อท้อของคุณในการเติบโตและการพัฒนาของจิตวิญญาณจะเปลี่ยนความสำนึกรู้ของคุณ และเปิดคุณสู่ความล่วงรู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าของความมหัศจรรย์ เหตุการณ์ ความเป็นไปได้ และความสอดคล้องที่กำลังดำเนินอยู่ในชีวิตของคุณ โดยผ่านการสวดมนต์ คุณกำลังเห็นคุณค่าในความประเสริฐ คุณกำลังยอมรับว่ามีพลังสูงส่งกว่ากำลังเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ
การสวดมนต์ การใคร่ครวญ และการทำสมาธิเป็นเครื่องมือที่สำคัญและทรงพลังในชีวิตของคุณ
เพราะมันเป็นเส้นทางไปสู่จุดหมายของคุณ
ถ้าคุณเชื่อ...คุณจะได้รับอะไรก็ตาม
ที่คุณร้องขอ..ในการสวดอ้อนวอน...








ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)





















Copyright article from www.promdeva.com.

คุณเชื่อหรือไม่ !! บาปรุนแรงทางจิต 7 อย่าง ซึ่งก่อให้เกิดความล้มเหลวในชีวิต…

คุณเชื่อหรือไม่ !! บาปรุนแรงทางจิต 7 อย่าง ซึ่งก่อให้เกิดความล้มเหลวในชีวิต…
โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)

     วันนี้ขอให้ทุกท่านเข้ามาอ่านลองพิจารณาแต่ละข้ออย่างละเอียด ทั้งหมดคือบาป ซึ่งเรามักจะทำกันเป็นประจำวัน เพราะเป็นทาสแห่งจิต ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จครึ่งๆกลางๆ ทำให้เป็นคนขี้เบื่อ และมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ทำให้ชี้เห็นว่า คนเรามักจะทำอะไรเลยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดบาปต่างๆขึ้นมา ซึ่งอาจารย์จะอธิบายรายละเอียดเป็นข้อๆ
บาปข้อที่1.
การยอมให้คนอื่นมาบงการชีวิตของคุณ แทนที่คุณจะจัดการชีวิตของคุณเอง เพื่อคุณจะได้ทำในสิ่งที่คุณปราถนา เมื่อคุณทำบาปข้อนี้ ก็หมายความว่าคุณได้ยอมจำนนต่ออำนาจของชนชั้นสอง คุณยอมให้พวกเขาฉุดให้ต่ำลงในเรื่องของรายได้ แล้วคุณก็ยอมทำตาม และเขามักจะบงการคุณว่า คุณควรทำงานชนิดใด และออกคำสั่งให้คุณทำงานตามวิธีของเขาต้องการ ออกคำสั่งในชีวิตส่วนตัวของคุณ เช่น สามีที่ชักนำในทางที่ผิด ภรรยาที่ใช้อำนาจโดยปราศจากเหตุผล นายที่จ้องจะเอาแต่ใจตัวเอง จะคอยเข้ามายุ่งเกี่ยว สอดแทรกในความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนอื่นๆที่เข้ามาในชีวิตของคุณ วิธีที่อาจารย์จะบอกให้ก็คือ คุณจะต้องพิสูจน์ว่าสิ่งที่คุณตัดสินใจลงไป พิจารณาว่าคุณได้เลือกในสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ หรือว่าคุณได้เลือกสิ่งนั้นไปเพื่อตามใจคนอื่น

บาป ข้อที่2 .  
ปัดความผิดของคุณไปให้คนอื่น แทนที่จะตำหนิตัวเองทุกคนที่มีจิตสำนึกจะริเริ่มสร้างโอกาสให้กับตัวเอง แต่ทว่าคนส่วนใหญ่มักไม่มีจิตสำนึก  ครั้งหนึ่งนโบเลียนได้กล่าวว่า “โอกาสดีๆน่ะเหรอ ฉันมักจะสร้างโอกาสดีๆให้กับตัวฉันเองเสมอ” และนี่คือบุคคลที่ประสบความสำเร็จ บาปของการโยนความผิดไปให้แก่ผู้อื่นนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากจนเราไม่รู้ตัว คนทั่วไปที่คุณรู้จักมักจะทำผิดบาปข้อนี้ เมื่อพวกเขาคิดว่า..ทำไมพวกเขาถึงไม่ก้าวหน้าในอาชีพการงาน หรือทำไมจึงขายของไม่ดี หรือทำไมพวกเขาถึงเรียนได้เกรดไม่ดี หรือทำไมคนอื่นถึงได้ดีกว่าตัวเขาเอง   บาปข้อ2 นี้ก็เป็นบาปที่ส่งผลร้ายเช่นกัน ขณะที่คุณได้ศึกษาบทความที่อาจารย์ได้เขียนมาให้นี้ เพื่อทำให้คุณได้จัดระเบียบทางจิตใจ ก่อนที่เราจะเข้ามาจุดเทียนพลังทิพย์ ทั้ง 7 สีนี้ คุณจะค้นพบว่าคนที่หลีกเลี่ยงบาปทางจิตข้อนี้ จะได้รับรางวัลแห่งชีวิตนั่นเอง

บาปข้อที่3. 
ขายความสามารถของคุณไม่เต็มที่ แสดงความดูถูกในความสามารถของตัวคุณเอง ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มักจะเกิดขึ้นเพราะคนเหล่านี้คิดว่า ตัวเองมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ คิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นและคิดว่าสิ่งดีๆสิ่งวิเศษในชีวิต จำเป็นต้องได้มาโดยการฉกฉวยแย่งชิง หรือรอคอยชะตาชีวิต มีคำพูดไว้ว่า “ความใกล้ชิด ก่อความดูหมิ่น” การที่คนเราเองแสดงพลังจากสมองของเรา จะได้รับการยอมรับนับถือเสมอทุกๆวัน คนเป็นล้านๆคน จะแสดงความคิดพื้นฐาน ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดที่มีคุณค่าอยู่ตลอดเวลา ความคิดเหล่านี้จะถูกนำเสนอออกมาจากสมองของพวกเขา เราได้ทำบาปมหันต์สองอย่างเกี่ยวกับสติปัญญาของเรา นั่นคือ เรามักประเมินระดับสติปัญญาของผู้อื่นสูงเกินความเป็นจริง และตีค่าของสมองตัวเองต่ำเกินไป..

บาปข้อที่4.
ยอมให้ความกลัวเข้ามามีอำนาจต่อทุกสิ่ง และทุกย่างก้าวของชีวิต คุณกลัวคนอื่น กลัวความรักจะพลัดพราก กลัวเขาจะถอดทิ้ง กลัวที่ลองทำสิ่งใหม่ๆ กลัวเจ็บ กลัวขาดทุน  กลัวล้มละลาย กลัวตัวเอง ความกลัวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความกลัวของเรา
ความกลัว การขาดความเชื่อมั่น ปกคลุมอยู่ทั่วทุกแห่งในโลก และสิ่งที่ตามมาหลังความกลัวก็คือ “ความล้มเหลว”

บาปข้อที่5.
ความล้มเหลวในการจัดระบบ และการบังคับทิศทางของขบวนการทางจิต เพราะการจัดระบบความคิดจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย การเข้าวิชาแสงกายทิพย์นั้น จุดหลักก็คือต้องการทำให้จิตข้างในของเรามีจิตใจที่หนักแน่น มีเป้าหมาย ถ้าความคิดของเราเคว้งคว้าง ความคิดของพวกเราก็เป็นความฝันที่ไร้จุดหมายแน่นอน
มีเพียงไม่กี่คนที่พยายามเข้าใจ และตั้งใจสละเวลาเข้าแสงกายทิพย์ และเขียนสิ่งที่พวกเขาปรารถนาในชีวิตที่ต้องการ...
และมีบางคนที่มีความเลื่อนลอย เปะปะ ไม่รู้ว่าจะอยู่ณ.จุดใด และยิ่งแย่ คือ พวกเขาไม่รู้ว่าจะเดินทางไปสู่จุดใด พวกเขากำลังเดินไปตามเส้นทางชีวิตโดยปราศจากแผนที่ ผลก็คือ สมองอันเป็นเครื่องมือทรงพลัง จึงสั่งให้ชีวิตของเขาล้มเหลวในทุกๆเรื่อง....

บาปข้อที่6.
การคิดแต่เรื่องตัวเอง และความไม่รู้จักพอของตัวคุณเองจะทำให้คุณไม่สามารถเรียนรู้เคล็ดลับอันวิเศษในการที่จะเอาชนะคนอื่นได้ ความสำเร็จจำเป็นจะต้องใช้ความสามารถในการเข้าไปมีอิทธิพลเหนือคนอื่นด้วย แต่ความสามารถอันนี้จะไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย ถ้าคุณมัวแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวคุณเอง
ในโลกที่แสนจะยุ่งเหยิงเช่นทุกวันนี้... คุณจะต้องชักจูงให้คนอื่นคล้อยตามความคิดของคุณให้ได้ ถ้าคุณปรารถนาที่จะพบกับความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ทว่าคนมากมายมักจะกระทำผิดบาปข้อนี้ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะถามตัวเองว่า “สิ่งนี้มีประโยชน์อะไรกับเราบ้างน่ะ” แทนที่จะถามว่า “ฉันจะทำประโยชน์อะไรให้กับคนอื่นๆได้บ้าง” มีสุภาษิต กล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณอยากจะได้ คุณต้องรู้จักให้เสียก่อน”

บาปข้อที่7.
ความล้มเหลวในการที่จะเชื่ออย่างสนิทใจว่า คุณสามารถทำให้จิตใจของคุณทำหน้าที่ของมันตามที่คุณปรารถนาได้ การที่คุณไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่า คุณสามารถจะชนะ สามารถจะประสบความสำเร็จ สามารถมีรายได้มากขึ้น   หรือมีอำนาจมีอิทธิพลมากขึ้น หรือเชื่ออย่างสนิทใจว่าคุณสามารถพบกับความสงบแห่งจิตใจอันแท้จริง แสดงว่า คุณกำลังมีบาปข้อนี้แล้ว
ทุกคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ความเชื่อ สามารถทำให้เขาเคลื่อนที่ได้” แต่คนส่วนใหญ่ที่คุณรู้จักมักจะมองข้าม  สัจจธรรมข้อนี้ไป พวกเขาคิดว่า ความเชื่อคงไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น คนที่สามารถควบคุมความคิดของเขาได้ เขาก็จะไม่ยอมให้ความคิดของเขาเข้าครอบงำตัวเขาได้
เริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้ อาจารย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถึงตอนนี้คุณคงพูดได้อย่างมั่นใจแล้วว่า “ฉันจะต้องก้าวต่อไป” ฉันต้องการค้นหาความสุขให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ ฉันต้อง       การสนุกกับชีวิตที่ดีๆ ฉันต้องการประสบความสำเร็จ ถ้าคุณพร้อมที่จะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เป็นจริง อาจารย์ขอแสดงความยินดีกับคุณด้วยค่ะ....
ทุกๆวันนี้ คนเรา มักจะลาโลกนี้ไป..แบบไม่น่าจะไป แต่ความตายก็ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าอีกต่อไปแล้ว เพราะความตายถือเป็นธรรมชาติที่ทุกคนต้องเผชิญ ความตายคือ สิ่งที่เกิดคู่กับการกำเนิด แต่เรื่องน่าเศร้าก็คือ... คนส่วนใหญ่ที่ตายไปไม่เคย
สามารถเก็บเกี่ยวความสุขในชีวิตของพวกเขาได้เลยอย่างเต็มที่...
คนเหล่านี้มักจะใช้ช่วงชีวิตอันมีค่าของพวกเขาอยู่กับการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด มากกว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกเขาประพฤติตัวราวกับผู้ที่ขลาดกลัวต่อการแสดงความคิดเห็น กลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาทุกคนล้วนมีความฝัน แต่ทว่าพวกเขากลับปล่อยให้ความฝันนั้นแห้งเหือดและมลายไปต่อหน้าต่อตา...หลายๆคนในคนเหล่านี้จะเกิดมาแบบไม่น่าจะเกิด
เพราะฉะนั้น....ชีวิตของเรานั้นสั้นนัก จงอ่านบทความนี้ และขอให้พวกเราจงสร้างชีวิตใหม่ตั้งแต่บัดนี้เถอะ..ค่ะ



ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)

















Copyright article from www.promdeva.com.

กลยุทธ์พิชิตกรรม...

กลยุทธ์พิชิตกรรม...
โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


สวัสดีค่ะ ...ท่านผู้ชมทางเวป วันนี้อาจารย์ได้นำบทความที่เกี่ยวกับเรื่องพลังจิต ซึ่งทำให้ทุกท่านได้กลับมาคิดและไตร่ตรองว่า เราเกิดมาทำไม และเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการกระทำของเราหรือของใคร  การหากลยุทธ์เพื่อเอาชนะกรรมมีอยู่หลายวิธี การที่ผู้คนเข้ามารับคำทำนายนั้น ก็เป็นหนึ่งของความอยากรู้ว่า ทำไมชีวิตของเรานั้นมันจะดีได้เมื่อไหร่ อุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดนั้นมันจะทำให้ชีวิตของเราเลวร้ายแบบไหน  และเป็นทางหนึ่งซึ่งต้องการหากลยุทธ์มาพิชิตกรรม แต่ที่เป็นคำถามเด็ดๆก็คือ คนส่วนมากที่เข้ามา มักมีคำถามว่า ปัญหาจะแก้ไขได้อย่างไร...อาจารย์จึงมีความคิดแล้วต้องการแบ่งปันให้กับคนที่สนใจมาว่า ก่อนที่ท่านจะเข้าใจในตัวของกรรมเวรนั้น


เวรกรรม นั้นก็มาจากความรู้สึกของเราทั้งนั้นล่ะค่ะ เพราะคนเรานั้นมีทั้งโลภ โกรธ หลง ซึ่งสะสมมาในสันดานมานานแล้ว การที่เราจะชนะกรรมเวรได้นั้น มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีที่อาจารย์ได้ศึกษามานั้น ก็เป็นวิธีที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ รุ่นคนปู่คนย่า ไม่ว่าเป็นการสวดมนต์ รดน้ำมนต์ ปัดเสนียดจัญไร หรือการเข้าสมาธิ ออกบวช แล้วแต่ความเชื่อและศรัทธาของแต่ละคน แต่พอมาสนใจเรื่องการสร้างแสงกายทิพย์ หรือ aura power ซึ่งอาจออกแนววิทยาศาสตร์ และลึกๆแล้ว
เป็นศาสตร์โบราณเช่นกันแต่วิธีนี้เป็นแก้กรรมหรือพิชิตกรรม ซึ่งวิชานี้ได้หมดไปยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก  เชื่อว่า พลังกายทิพย์เป็นที่รู้จักและนิยมใช้ในสมัยโบราณ ใน Atlantis ซึ่งเคยเป็นเมืองสงบ ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่เจ็บป่วย เพราะรู้จักการนำพลังกายทิพย์มาใช้ มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมามนุษย์มีกิเลสมากขึ้น เกิดความเดือดร้อน เทพ Zeus ดูแลมนุษย์ จึงทำให้เกาะ Atlantis จมหายไป มีบางคนหนีรอดไปทวีปอเมริกาบ้าง และประเทศทางตะวันออกบ้าง ประมาณ 5,000 ปี ก่อนคริสต์กาล
พบว่า ปฐมปรมาจารย์โซเซอร์ ผู้ค้นพบการรักษาโรคด้วยพลังกายทิพย์ มีอักษรบันทึกการฝึกวิชาพลังกายทิพย์ และ ภาพการถ่ายพลังให้ผู้อื่น ที่ The great pyramid ประเทศอียิปต์ จึงเชื่อว่าปิรามิดเป็นที่สะสมพลังกายทิพย์ ไม่ใช่แค่หลุมฝังศพ รอบๆปิรามิดมีสถาบัน แอสตรารา (Astrara) เป็นที่สอนเรื่องพลังกายทิพย์ ที่โบสถ์โซเฟีย มีภาพแสดงจักระ 7 แห่ง บนร่างกายมนุษย์ คือ ยุคแอ็กแลนด์ติก เป็นยุคที่ล่มสลายไปกับโลกเก่า แต่วิชานี้ก็ยังมีมาเผยแพร่ไปทั่วโลก ไม่ว่าเป็นฝั่งตะวันออก และตะวันตก วิชานี้อาจารย์ได้ศึกษาผสมผสาน ศาตร์ของ การเข้ากายทิพย์ของธิเบตและอินเดียนแดง ซึ่งเป็นวิชาพลังของโลก มาก่อนที่นักวิทยาศาสตร์มาค้นพบเป็นพลังจิตใต้สำนึก หรือพลังออร่า

ถ้าพูดที่มาอาจยาวซักหน่อย จึงขอสรุป ว่า การที่เราจะพิชิตกรรมของเราได้นั้น มันขึ้นอยู่กับตัวของเราด้วยว่า เราสามารถมีความเข้าใจกับวิชานั้นได้ดีเพียงไร เพราะ กลยุทธ์พิชิตกรรม การสร้างพลังแสงกายทิพย์ เป็นวิธีหนึ่งมาจากหลายๆวิธี แต่เป็นการรวมผสมผสานวิชาต่างๆกันเข้ามา การสร้างพลังแสงกายทิพย์ เป็นวิธีการนำหนามยอกเอาหนามบ่ง  หมายความว่า การที่ผู้ทำพลังแสงกายทิพย์เป็นการทำให้พลังแม่เหล็กหรือพลังตัณหาภายในจิตใจของเรานั้นมันเป็น
พลังแม่เหล็กที่ดึงดูดสิ่งที่เราปราถนาเข้ามา...

ผู้ที่มีเป้าหมายของชีวิตยังอยู่ในโลกย่อมอยากเป็นธรรมดาการที่ทำให้จิตเป็นกลาง นั้นเป็นสิ่งที่ยาก แม้แต่พระที่ปลีกวิเวกเจริญสติมาแรมปี ยังสติหลุดได้เลยค่ะ ดังนั้นวิธีเอาชนะกรรมเก่าแบบง่ายๆ คือ การเอาตัณหามาตัดตัณหา เช่น ความอยากมีคนรักที่ดี ที่ซื่อสัตย์ และเป็นความรักที่เข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นปัญหาหนึ่ง และตัณหาอีกอย่างหนึ่งที่รุนแรงไม่แพ้ก็คือ ความอยากได้แต่ไม่มีวิธีที่ดี เพราะไม่รู้ว่าคนที่เราจะพบนั้นอยู่ที่ใด หรือพบแล้วมักมีความรักมาก่อน หรือเป็นรักสามเส้าแบบไม่รู้ตัว

จึงทำให้จิตใจของเราหมองเศร้า คืออยากได้ที่ดีๆ แต่ทำไมไม่พบสักที ....การสร้างพลังกายแสงทิพย์ เป็นการสร้างพลังแม่เหล็ก ที่มีไฟปราถนาในดวงจิต สร้างแสงให้ดึงดูดคนที่ใช่...นั้นเข้ามา แบบกิเลส 
สู้กับกิเลส เมื่อใดที่เราสามารถสร้างความอยากที่ต้องการคู่ครองที่เหมาะสมกับเรา เมื่อนั้นกรรมเก่าจะทำอะไรเราไม่ได้ เขาเรียกว่า กลยุทธ์หนามยอกเอาหนามบ่ง กรรมเวรลิขิตแล้วว่าความรักของเรามันต้องพลัดพราก หรือจบลง หรือเป็นความรักที่ต้องข่มขืนเพราะรักคนที่มีเจ้าของแล้ว  เป็นต้น   ถ้าใครอยากได้คู่ที่ดี ที่เหมาะสม อย่าเกียจคร้าน อย่ายอมกับชะตาชีวิตที่ลิขิตเรา ต้องพยายามสร้างพลังแสงกายทิพย์ให้มีพลังดึงดูด สิ่งที่เราปราถนา ให้คนที่ดี ที่เหมาะสมเข้ามาสู่ชีวิตของเราความให้มากที่สุด จนเอาชนะชะตาชีวิตของเราได้ เจ้ากรรมนายเวรทางจิต หรือ คู่เวร คู่เทียม เข้ามาหาเราทำอะไรกับจิตใจของเราไม่ได้ เพราะกายแสงทิพย์ของเราจะตัวปกป้อง คนที่เข้ามาแต่ไม่มีความจริงใจ ให้ออกไปทันที ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามาทำความรู้จัก และศึกษา จนมักจะต้องเสียใจ เสียกายกันมามากต่อมากแล้วซึ่งถ้าเรายอมรับชะตากรรม ทุกอย่างก็จบ

เพราะชะตาได้กำหนดไว้แล้ว แต่เราจะชนะชะตากรรมด้วยการสร้างพลังแสงกายทิพย์และสามารถนำอำนาจในตัวเราให้มีอำนาจชนะอำนาจตัณหาฝ่ายต่ำที่ทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลงไป  ออกไปจากชีวิตของเราได้อย่างง่ายดาย ....พร้อมกับดึงดูดคู่รักที่เหมาะสมกับเรา หรือรักแท้ที่เราตามหามาตลอด...
นอกจากนี้แล้วพลังแสงกายทิพย์นั้น ยังเป็นการกระจายกรรม หมายถึงว่ามีเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ผลกรรมนั้นจะเบาบางลง ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา การสร้างพลังแสงกายทิพย์เป็นการเอาชนะกรรมเก่า นั่นอาจเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรเห็นว่า แม้บันดาลให้เกิดเหตุร้ายขึ้น แต่ผลกระทบนั้นน้อยเกินไป เลยเลิกใส่ใจที่จะทวงคืน ทำให้จิตใจของเราลดความวิตกกังวลได้อีกทางหนึ่ง
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันได้ ในขณะที่สัตว์จะทำไปตามสัญชาตญาณทำให้ไม่สามารถพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงตน สัตว์จึงเกิดมาเพื่อรับกรรมโดยเฉพาะ แต่สำหรับมนุษย์ การมีครูหรืออาจารย์ที่ดี หมายถึงการได้เข้าไปอยู่ใต้ร่มใบบุญของคุณครูเท่านั้น เพราะก่อนที่อาจารย์จะมาศึกษาพลังแสงกายทิพย์นั้น อาจารย์จะต้องได้รับการอบรมทั้งครูเป็นตัวตนจริงๆ และครูทางโลกวิญญาณ เพราะครูจะนำพาทางให้เราได้พ้นจากเคราะห์กรรม เช่นการที่เราสร้างกายแสงทิพย์ ถ้าเราไม่มีเสียงพูดและเสียงเพลงของครูแล้ว การที่เราจะสร้างได้เองนั้น อาจเป็นเรื่องที่ยาก ...กว่าที่อาจารย์จะผ่านมาแล้วมาฝึกฝนให้ลูกศิษย์แต่ละท่านถือว่าต้องให้ความพยายามและเข้าใจอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นบุญคุณของครูบาอาจารย์ยิ่งใหญ่อย่างมาก การที่เราชนะเวรกรรมได้นั้น ครูบาอาจารย์ก็เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน...
ต่อไปเมื่อคุณมีความเชี่ยวชาญในการสร้างพลังกายทิพย์แล้ว ก็สามารถเดินทางผ่านเวรกรรมได้แบบผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริง...ไม่ยอมแพ้กับชะตากรรมหรือเวรกรรมที่พยายามจองล้างจองเวรได้ และอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกับมีพลังดึงดูดที่สามารถนำพาผู้ที่เคยสร้างกรรมดีมาช่วยเหลือเราในเวลาที่เราทุกข์เศร้า เหมือนกับมีบุญเก่าเข้ามาช่วยเหลือในยามวิกฤตได้ เช่น ในขณะที่เกิดคดีความ พลังแสงกายทิพย์ดึงดูดทนายความผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในคดีนั้น ให้ชนะคดีหรือผ่านเวรกรรมแบบไม่น่าเชื่อ อย่างนี้เป็นต้น
ความรู้สึกทำให้มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กรรมจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมีการทำร้ายความรู้สึกเท่านั้น ถ้าเราเอาค้อนทุบหินให้แตกกระจายก็ไม่ได้เป็นการทำกรรมอะไรกับหิน เพราะหินไม่มีความรู้สึก ดังนั้นการสะท้อนของผลกรรมก็จะเริ่มต้นจาก ความรู้สึก กฎแห่งกรรมจะทำงานโดยเหนี่ยวนำความรู้สึกของคนอื่นให้มากระทบและชักนำไปในทางที่ต้องการ คำว่า โชคดีหรือโชคร้าย ส่วนใหญ่จะมีจุดเริ่มต้นมาจากคน ไม่ใช่สิ่งของ แม้แต่การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งก็ต้องเริ่มจากคนขาย ได้รับกระแสดึงดูดจากพลังแสงในกายของคุณดลใจให้เอาสลากใบนั้นมาขายให้คุณ ซึ่งมันไม่ใช่เป็นเหตุบังเอิญ ถ้าเราไม่มีการสร้างแสงกายทิพย์หรือฝึกในการสร้างแสงล้อมรอบตัวเราให้มากขึ้น เมื่อแสงกายทิพย์ตามธรรมชาติของเราลดน้อย จะสังเกตได้จากอารมณ์ของเราอาจรู้สึกไม่สบายใจ กังวลใจ เครียด กลัว โกรธ แบบไร้สาเหตุ แล้วนี้แหละค่ะ ที่จะเป็นการดึงเจ้ากรรมนายเวรเข้ามาหาเราแบบไม่รู้ตัว โดยที่เราไม่ต้องไปเชิญมาเลย เพราะถ้าเป็นกรรมเก่าร้ายๆ คนไม่ดีโคจรเข้ามาในชีวิตของเรา การมาพบกับคนไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะแสงในตัวของเราน้อย เจ้ากรรมนายเวรเหมือนมีกลิ่นให้รู้ว่าตัวของคุณอยู่ที่ไหน ไม่มีข้อยกเว้นทั้งนั้น เมื่อแสงของเราน้อยลง ความคิดเริ่มสับสน ยิ่งอยากจะมีความสุข ก็ยิ่งจะพบกับความทุกข์ เหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครมาดูแล เพราะฉะนั้นการสร้างกายแสงทิพย์ สามารถเป็นพลังปกป้องคุ้มภัย ยิ่งสร้างให้แข็งแรงมากเท่าไหร่ เจ้ากรรมนายเวร ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ทั้งนั้น
หลายๆคนคงเข้าใจว่าเจ้ากรรมนายเวรต้องเป็นบุคคลเท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว มันก็คือความรู้สึกของเราค่ะ เพราะเมื่อไหร่แสงกายของเราน้อย จิตใจของเราหดหู่ เศร้า กังวล กลัว เป็นต้น จะมีบุคคลและเหตุการณ์ที่สร้างสิ่งไม่ดีให้กับเราตลอดค่ะ ไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ชิด บิดา มารดา พี่น้อง คนรัก หรืออะไรก็ตาม สามารถเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราได้เสมอ เพราะแสงในกายของเรามันน้อยมาก
เราควรกลับมามองดูตัวตนแล้วถามว่า เราควรจะพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้อย่างไร .... การสร้างแสงกายทิพย์เป็นเรื่องที่ทุกคนควรศึกษา และพร้อมที่จะสร้างพลังแสงกายทิพย์ ทำให้เจ้ากรรมนายเวร หรือความรู้สึกลบๆได้ออกไปจากจิตวิญญาณของเราเสียที เหมือนกับเราต้องมีกลยุทธ์พิชิตกรรมที่ได้ผล...
การเกิดความผิดพลาดใดๆ เป็นผลสืบเนื่องมาจากกรรมเก่า ความรู้สึกผิดเป็นเรื่องที่กลับมาทบทวน หาจุดบกพร่องหรือจุดอ่อน การทำอะไรผิดพลาดคือผลกรรมเก่า แต่การยอมรับผิดเป็นกรรมปัจจุบัน อดีต คือ กรรมเก่าที่ได้รับการชดใช้ไปแล้ว แล้วนำความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนจะทำให้เกิดการเรียนรู้และสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก เป็นการได้บทเรียนจากกรรมเก่าให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณรู้ว่า กรรมเก่ามันก็คือสิ่งใดที่ทำให้ความรู้สึกของเราแย่ลง หรือ แสงน้อยลง เราก็ควรที่จะพัฒนาให้แสงในกายของเราได้เพิ่มขึ้นและแข็งแรงในที่สุด...และสามารถช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรัก การงาน การเงิน...
การสร้างแสงกายทิพย์ เป็นการผ่อนแรงกรรม ความหมายก็คือ กรรมเก่ามาจากใจของเรานั้นเอง
เมื่อเรามีพลังแสงกายทิพย์แล้ว เราจะมีความใจเย็น เมื่อเจอปัญหาจะสามารถมองเห็นเหตุแห่งความเป็นจริง ไม่ด่วนตัดสินใจหรือทำอะไรในช่วงเวลานั้น เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไป เหตุการณ์มันก็จะเปลี่ยนไป ก็เท่ากับว่ากรรมเก่านั้นได้หมด ไปอีกวาระหนึ่ง แต่ถ้าใจร้อน จะทำให้เกิดปัญหายาวนานขึ้นแน่  จึงเกิดอาการเสียใจและสามารถฝังเป็นหลายๆปี หรือบางครั้งขนาดข้ามภพข้ามชาติ คือ แสงกายทิพย์ที่ติดตัวเรามา ถ้าเราเคยสร้างแสงน้อย เมื่อเกิดมาแสงก็น้อย แต่ถ้าเรารู้ตัวเราก็ควรทำการสร้างแสงกายทิพย์ให้แข็งแรง จนเจ้ากรรมนายเวรทำอะไรไม่ได้
ขอให้ท่านได้อ่านบทความนี้ แล้วลองคิดว่าสิ่งที่อาจารย์นำมาให้ท่านรู้นั้นจะเหมาะสมกับท่านหรือไม่
เพราะการสร้างแสงกายทิพย์ ก็เหมือนทางเดินหนึ่งซึ่งจำทางให้ชีวิตของท่าน เป็นเพื่อนของท่าน และนำทางให้ท่านเดินทางจนถึงกว่าชีวิตจะสูญสิ้น พร้อมกับโลกใหม่ได้อีกด้วยน่ะค่ะ....








ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)










Copyright article from www.promdeva.com.

Saturday, November 13, 2010

การกรวดน้ำตัดกรรม...

การกรวดน้ำตัดกรรม...

โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)

สวัสดีค่ะ.....  ท่านผู้ชมทางเวปทุกท่าน อาจารย์ยินดีอย่างมาก...ที่วันนี้ได้นำเสนอ บทความที่เกี่ยวข้องกับการตัดกรรม  ..... โดยเฉพาะเรื่องการกรวดน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวไทยของเราได้ยึดถือว่าตั้งแต่โบราณ มายาวนานมาก แต่ยาวนานแค่ไหน ยังไม่มีใครทราบ..

วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี อาจารย์นำการกรวดน้ำตัดกรรมมาให้เพื่อนชาวเวปได้มีความรู้ และได้แก้ปัญหากรรมเวร
ได้อย่างเฉียบพลัน...


เรื่องการกรวดน้ำนั้น หาใช่เป็นศาสนา เพราะตามความเป็นจริงการกรวดน้ำมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรมทั้งปวงด้วยซ้ำ หรือก่อน 2,547 ปี มาแล้ว
วันนี้อาจารย์มีเรื่องเล่ามาจากการอ้างอิงในพระไตรปิฎก ย้อนหลังตามพุทธประวัติ เมื่อพระองค์ผจญมารกับพวกอีกห้าร้อยตนได้เดินทางมาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่บนรัตนบัลลังก์แก้ว
พญามาร ได้กล่าวกับพระพุทธองค์เกี่ยวกับเรื่องสถานที่นั้น ในลักษณะหาเรื่อง....
“ไอ้โล้นเอ๋ยจงฟังข้า ที่ตรงนั้นเป็นของข้า เจ้าจงลุกออกไปเสียโดยเร็ว”  พระพุทธองค์ทางสงบสำรวมในวิหารธรรมของพระ หาได้สนใจไม่ กระทั่งพญามารกล่าวอยู่อย่างนั้นสามครั้ง พระพุทธองค์จึงได้ตรัสกลับไปด้วยความสงบว่า
“ดูก่อนพญามาร ที่ตรงนี้เป็นของตถาคตมิใช่ของผู้ใด”
“ที่ตรงนั้นเป็นของเรา พวกของเราทั้งห้าร้อยตนนี้สามารถเป็นพยาน”
“ไอ้โล้นเอย จงฟังข้า เจ้ามีพยานหลักฐานใดกันหนอที่กล่าวว่าที่ตรงนี้เป็นของเจ้า” พระพุทธองค์อยู่ในอิริยาบถสมาธิวิหารธรรมอันสงบ ค่อยๆขยับพระหัตถ์ขวาออกจากหน้าตัก คว่ำมือ แล้วมาพาดลงตรงที่เข่า ปลายนิ้วจรดแผ่นดินแล้วตรัสว่า
“ที่แห่งนี้เป็นของตถาคตด้วยอำนาจแห่งบารมีที่บำเพ็ญ
มาทุกภพ ทุกชาติที่เป็นบารมี อุปปารมี และปรมัตถบารมี บารมีทั้งสามสิบทัศ ขอแม่ธรณีจงขึ้นมาเป็นพยานแก่ตถาคต”
จากนั้นแผ่นดินเลื่อนลั่น แม่ธรณีได้ผุดโผล่มาจากพื้นดิน ถวายบังคมนมัสการพระพุทธองค์แล้วจึงกล่าวกับพญามารและพวกว่า
“เจ้ามารร้าย จงฟังข้า...ที่ตรงนี้เป็นของตถาคตผู้ตรัสธรรมหมดกิเลสอย่างสิ้นเชิง เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจด พระองค์บำเพ็ญบารมีจนเต็มทุกภพทุกชาติ ทุกครั้งที่ทรงบำเพ็ญมหากุศล ทรงหลั่งน้ำลงบนแผ่นดิน(กรวดน้ำ)
 ซึ่งเราธรณีเรารู้..และรับทราบมา..โดยตลอดทุกครั้งไป
น้ำแห่งมหากุศลที่พระองค์ทรงหลั่งลงพื้นดินนี้มีมากมหาศาลนับสุดจะพรรณนา”

“มากขนาดนั้นเชียว ...โธ่ข้าไม่เชื่อดอก”
“หากเจ้าไม่เชื่อ เราจะขยับจับผมมวยของเรา บีบคั้นมัดเป็นเกลียวแล้วเจ้าจะรู้เองว่าน้ำที่พระองค์ทรงหลั่งลงพื้นธรณี นั้นมากเพียงไหนที่อยู่บนผมของเรา”
จากนั้นพระแม่ธรณีได้แก้มวยผมที่รัดเกล้านั้นออกปล่อยสยายแล้วรวบบีบมวยบิดไปมา น้ำจากผมของแม่ธรณีไหลออกมาอย่างรวดเร็วมากถึงกับเป็นมหาสมุทรท่วมล้น ทำเอาพญามารและพวกต้องลอยคออยู่ในห้วงมหาสมุทรนั้นอยู่นาน ก่อนที่จะอาศัยฤทธิ์เหาะหนีไป ปล่อยให้พวกรับกรรม ส่วนพระพุทธองค์ทรงลอยอยู่เหนือศรีษะของแม่ธรณี  
เมื่อพญามารหนีไปแล้ว ....
แม่ธรณีกราบบังคมทูลลาแล้วกลับสู่ผืนแผ่นดินพร้อมสูบพวกเสนาพญามารนั้นไปทั้งหมดด้วย...

เป็นอย่างไรค่ะ ประวัติของการกรวดน้ำตัดกรรม.....
หากถามว่าการกรวดน้ำ..ตัดกรรม สามารถแผ่กุศลไปยังผู้ที่เราปราถนาจะให้ได้จริงหรือไม่  ตลอดรวมถึงเจ้ากรรมนายเวร ที่คอยจองล้างจองผลาญเรามาตลอด
ไม่ว่าจะมารูปแบบไหน ...

ถ้าเรามีความทุกข์กับเรื่องใด หรือบุคคลใด ถือว่านั้นเขา เรียกว่า เจ้ากรรมนายเวร

 อาจารย์มีเรื่องเล่าสู่กันฟัง...

 จากท่านอาจารย์หลวงพ่อสุทัศน์  โกสโล
วัดกระโจมทอง  นนทบุรี.....
ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ท่านปฏิบัติกรรมฐานใหม่ๆ อยู่ที่นครศรีธรรมราช เมื่อพ.ศ 2506 ทุกครั้งที่ท่านไปปฏิบัติที่บริเวณเชิงตะกอน  สมัยก่อนไม่มีเมรุเผาศพ  ของทางวัดชายนา  ท่านกรวดน้ำแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งปวง  รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรและวิญญาณที่เร่ร่อนสัมภเวสี ท่านปฏิบัติอย่างนี้อยู่นานนับปี
ความรู้สึกของท่านนั้นเวลาที่เดินไปไหนมาไหนราวกับว่ามีผู้คนคอยเดินตามดูแลตลอดเวลาเป็นร้อยๆคนและเวลาที่เห็นอะไร หรือใครจะทำอะไรเหมือนมีคนคอยมาบอกล่วงหน้าถึงเหตุการณ์อนาคต....
เหตุที่หยิปประเด็นนี้มาให้ผู้อ่านได้เห็นถึงอานุภาพแห่งการกรวดน้ำแผ่เมตตาว่ามีมากเพียงไหน  การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการสร้างมหากุศล  เมื่อสร้างกุศลแล้วกรวดน้ำแผ่เมตตานั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าการกรวดน้ำนั้นมีผลมาก มีอานิสงส์ใหญ่เพียงไหน
ท่านใดที่มีความทุกข์ใจไม่ว่าจะทุกข์เรื่องใดก็ตาม   หากทุกข์นั้นเกิดจากสาเหตุที่พอจะแก้ไขได้บ้างไม่มากก็น้อย  แต่ที่ทุกข์เพราะกรรมเก่าที่ตามมาผจญนี่คงจะเหนื่อยอย่างแน่นอน.....
วิธีการกรวดน้ำตัดกรรมจึงเป็นวิธีเดียวที่สามารถบรรเทาความทุกข์ที่หนักหนานั้นให้คลายลงไปได้จริง  หลายๆท่านสนใจขึ้นบ้างซิ ......
เมื่อเราทำบุญกุศลแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตักบาตร  หรือจะเป็นการให้ทานและรักษาศีลภาวนาแล้ว  ให้ท่านทั้งหลายกรวดน้ำส่งไปให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อเป็นการตัดกรรม
ที่รู้ก็ดีที่ไม่รู้ก็ดี  ขอให้ท่านเหล่านั้นจงได้ผลบุญนี้  กรรมใดที่เบียดเบียนซึ่งกันอย่าได้มีซึ่งกันและกันอีกต่อไปเลย
นอกจากนี้ท่านจะต้องอฐิษฐานด้วย  หากว่าท่านปวดแขนขาอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้นั้น  อาจจะเกิดขึ้นจากเศษกรรมที่ท่านเคยกระทำไว้ด้วยการรังแกผู้อื่น  ดังนั้นเมื่อทำบุญแล้วควรอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป  ไม่น่าเชื่อว่าการกรวดน้ำอย่างนี้จะทำให้ท่านหายจากอาการนั้นๆ  บางคนทำแต่ความดีแต่ไม่ได้ดีอาจจะเป็นเพราะท่านเคยสร้างกรรมไม่ดีเอาไว้ในอดีตชาติ  จึงมีเศษบาปกรรมนั้นคอยตามขัดขวางความเจริญรุ่งเรือง  ไม่ให้ได้รับเงินทองในส่วนที่ควรน่าจะได้  หรือหวังได้งานได้เงินกลับไม่ได้  สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดจากกรรมเก่า  หากได้มีการกรวดน้ำตัดกรรมแล้วจะทำให้สิ่งต่างๆ  เบาบาง  และดีขึ้นตามลำดับ
แต่การกรวดน้ำนั้นต้องตัดเกรรมเฉพาะเรื่อง
หากจะขอกรวดน้ำตัดกรรมเรื่องความเจ็บป่วยคุณต้องกรวดน้ำอธิษฐานขอให้หาย  ขอให้เจ้ากรรมนายเวรไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันในลักษณะนี้บ่อยๆ  อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป   โดยกระทำทุกวันแล้วคุณสังเกตุตัวเองดูรู้สึกเลยว่าอาการนั้นจะบรรเทา  และหายไป  หรือคนที่ทำให้ติดขัดเรื่องงาน   เรื่องความรัก เรื่องการเงิน  เรื่องถูกตามฆ่า  หรือเรื่องอะไรก็ตาม  ขอให้กรวดน้ำ..ตัดกรรม อย่างนี้ติดต่อกันแล้วจะดีขึ้นตามลำดับ  แต่ต้องทำติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง  คนโบราณว่าการกรวดน้ำ....ตัดกรรมนี้ ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องแล้วจะเห็นผลไม่เกิน 7 วัน 
ไม่ผันเป็น  7เดือน  ไม่เคลื่อนถึง  7 ปี......
การกรวดน้ำนั้นจะว่าเป็นภาษาไทยในใจก็ได้  หรือจะว่ากันตามภาษาบาลีก็สุดแท้เพราะอานิสงส์ไม่ต่างจากกัน .....
การกรวดน้ำ... คือ การตั้งใจอุทิศส่วนกุศลที่เราได้ทำไว้แล้วไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับแล้ว หรือ เจ้ากรรมนายเวรที่เราเคยมีกรรมร่วมสร้างกันมา ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม.... เมื่อเรา พร้อมที่รินน้ำไหลลงไปที่พื้นดินหรือที่รองรับ แล้วเอาไปเทที่พื้นดินอีกต่อหนึ่ง หรือรดที่โคนต้นไม้ก็ได้ เหตุที่ทำเช่นนี้
เพราะพื้นดินหรือแผ่นดิน คือพระแม่ธรณี ที่ท่านจะได้รับทราบ วัตถุประสงค์ว่าเราจะปล่อยบุญไปให้ใครมั่ง...
หลายๆท่านอาจคิดว่า...ขอแค่เทลงกระถางต้นไม้ ทุกอย่างก็จบ .....จบค่ะ แต่ไม่ถึงพระแม่ธรณี แต่ถ้าท่านใดไม่สามารถกรวดน้ำลงดินได้ สามารถกรวดแบบแห้ง แต่อานิสงส์ที่ไปถึงต่างกัน เพราะ พระแม่ธรณีท่านอาจไม่ได้รับรู้ด้วย....
เพื่อให้จำง่ายไม่สับสน จึงขอแยกเป็นข้อๆ ดังนี้
1.     การกรวดน้ำ มี 2 วิธี คือ
กรวดน้ำเปียก คือ ใช้น้ำเป็นสื่อ รินน้ำลงไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย
กรวดน้ำแห้ง คือ ไม่ใช้น้ำ ใช้แต่สิบนิ้วพนม อธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศลไปให้
2.     การอุทิศผลบุญ มี 2 วิธี คือ
อุทิศเจาะจง ได้แก่ การออกชื่อผู้ที่เราจะให้ท่านรับ เช่น พ่อ...แม่...ลูก...หรือใครก็ได้
อุทิศไม่เจาะจง ได้แก่ การกล่าวรวมๆ กันไป เช่น ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น
ทางที่ถูก ควรทำทั้งสองวิธี คือ ผู้ที่มีคุณหรือมีเวรต่อกันมาก เราก็ควรอุทิศเจาะจงที่เหลือก็อุทิศรวมๆ
3. น้ำกรวด ควรเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีสีและกลิ่น และเมื่อกรวดก็ควรรินลงในที่สะอาดหรือไปเทในที่สะอาด อย่ารินลงในกระโถนหรือที่สกปรก
4. น้ำเป็นสื่อ-ดินเป็นพยาน หรือพระแม่ธรณีได้รับรู้
 การกรวดน้ำ มิใช่จะอุทิศไปให้ผู้ตายกินน้ำ แต่ใช้น้ำเป็นสื่อและใช้แผ่นดินเป็นพยานให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ
5.ควรกรวดน้ำตอนไหน    ควรกรวดน้ำทันทีในขณะที่พระอนุโมทนา แต่ถ้าไม่สะดวกจะทำตอนหลังก็ได้ แต่ทำในขณะนั้นดีกว่า เพราะเหตุผล 2 ประการ คือ
-ถ้ามีเปรตญาติมารอรับส่วนบุญ ท่านก็ยอมได้รับในทันที
-การรอไปกรวดที่บ้าน หรือกรวดภายหลังบางครั้งก็อาจลืมไปผู้ที่เขาตั้งใจรับก็อด ผู้ที่เราตั้งใจจะให้ก็ชวดไปด้วย
6. ควรรินน้ำตอนไหน   ควรเริ่มรินน้ำพร้อมกับตั้งใจอุทิศในขณะที่พระผู้นำสวดว่า “ยะถา   วาริวะหาปูรา...” และรินให้หมดในเมื่อพระว่ามาถึง “มะณิโชติระโส ยะถา...” พอพระทั้งหมดรับพร้อมว่า “สัพพีติโย วิวัชชันตุ”  เราก็พนมมือรับพรท่านไปจนจบ จึงจะถือว่าถูกต้อง
7. ถ้ายังว่าบทกรวดน้ำไม่เสร็จ จะทำอย่างไร
ก็ควรใช้บทกรวดน้ำที่สั้นๆ หรือใช้บทกรวดน้ำย่อก็ได้ เช่น
“อิทัง โน ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย” ขออุทิศส่วนบุญนี้สำเร็จแก่...(ออกชื่อผู้ล่วงลับ) และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด”
หรือใช้ภาษาไทยอย่างเดียว ก็ได้ว่า
“ขออุทิศส่วนบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ยแล้วนี้จงสำเร็จแก่ พ่อ แม่ ญาติ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจงได้รับส่วนบุญกุศลครั้งนี้โดยเร็วพลัน และโดยทั่วถึงกันเทอญ”
ส่วนบทยาวๆ เราควรเอาไว้กรวดส่วนตัว หรือกรวดน้ำในขณะทำวัตรสวดมนต์รวมกันก็ได้
ข้อสำคัญ ถ้าเป็นภาษาพระ ควรจะรู้คำแปล หรือความหมายด้วย ถ้าไม่รู้ความหมายก็ควรใช้คำไทยอย่างเดียวดีกว่า เพราะป้องกันความโง่งมงายได้
8. อย่าทำน้ำสกปรก ด้วยการเอานิ้วไปรอไว้ ควรรินน้ำไหลเป็นสายไม่ขาดระยะ และไม่ควรใช้วิธีเกาะตัวกันเป็นกลุ่ม หรือเป็นทางเหมือนเล่นงูกินหาง
ถ้าเป็นงานพิธีต่างๆ ให้เจ้าภาพหรือประธาน รินน้ำกรวดเพียงคนเดียว หรือคู่เดียวก็พอ คนนอกนั้นก็พนมมือตั้งใจอุทิศไปให้
9. การทำบุญและอุทิศส่วนบุญ ควรสำรวมจิตใจ อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน ปลูกศรัทธา ความเชื่อ และความเลื่อมใสมั่นคงในจิตใจ ผลของบุญและการอุทิศส่วนบุญ ย่อมมีอานิสงส์มาก
ผลบุญที่เราอุทิศไปให้ ถ้าไม่มีใครมารับก็คงเป็นของเราอยู่ครบถ้วน ไม่มีผู้ใดจะมาโกงหรือแย่งชิงเอาไปได้เลย
10 .บุญเป็นของกายสิทธิ์ ยิ่งให้ยิ่งมาก ยิ่งตะหนี่ยิ่งน้อย ยิ่งอุทิศให้คนอื่นหมดเลย เราก็ยิ่งจะได้บุญหมดเลย....
หลังจากที่ท่านได้อ่านบความเกี่ยวกับการกรวดน้ำตัดกรรมและรู้ที่มากันบ้างแล้ว
อาจารย์นำบทความการกรวดน้ำตัดกรรม ของพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต
เวลาที่ท่านไม่สบายใจหรือมีปัญหาอะไร  การกรวดน้ำเป็นวิธีหนึ่งช่วยทำให้จิตใจของท่าน....ได้คลายความทุกข์
 ความอึดอัดใจลงได้บ้าง  ยิ่งทำได้บ่อยมากเท่าไหร่ยิ่งดีมากเท่านั้น......
เวลาที่เราจะกรวดน้ำให้เตรียมแก้วน้ำมารองน้ำ หลังจากที่เราเทน้ำออกให้เป็นสายเดียวกัน
ห้ามกรวดน้ำแบบค่อยๆรินออก ถือว่าไม่เหมาะสมและการอฐิษฐานไปถึงสิ่งที่เราอุทิศส่วน
กุศลไปให้นั้นอาจติดขัดได้  ถ้าพูดยังไม่หมดแต่น้ำที่กรวดหมดแล้ว ขอให้พูดต่อไปให้จบ
เวลาที่หลั่งน้ำ  ก็เริ่ม ที่พูดว่า   "อิมินา  ปุญญะกัมเมนะ  ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญกุศล
ที่ได้สะสมมาตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การรักษศีล  บริจาคทาน  บำเพ็ญ
ภาวนา สวดมนต์บูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  และการสงเคราะห์
โดยทั่วไป  บุญกุศลทั้งหลาย  ขออุทิศให้แก่บิดา  มารดา  ญาติกา  ครูบาอาจารย์  ผู้มี
อุปการะคุณ บุตร ภรรยา-สามี  มิตรสหาย  สรรพสัตว์ทั้งหลาย  เจ้ากรรมนายเวร              
พยายมราช  นายนิรยบาล  ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่  พระภูมิเจ้าที่  แม่พระธรณี
แม่พระคงคา  แม่พระเพลิง  แม่พระพาย  แม่พระโพสพ  แม่ซื้อผู้เรืองฤทธิ์
เทพยดาตั้งแต่ ชั้นจาตุมหาราชิกา  เบื้องบน  จนถึงที่สุดชั้นพรหมเบื้องล่าง
ตั้งแต่ชั้นอเวจีจนถึงโลกมนุษย์  โดยรอบสุดขอบเขตจักรวาล  อนันตจักรวาล
ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับส่วนบุญส่วนกุศลนี้โดยทั่วกัน  ท่านที่มีทุกข์ขอให้พ้นทุกข์
ท่านที่มีสุขขอให้สุขยิ่งๆขึ้นไป  โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกิน
กระทำความผิด  ตั้งแต่ในอดีตชาติก็ดี  ในปัจจุบันก็ดี  ทั้งที่ระลึกได้ก็ดี  ระลึกไม่ได้ก็ดี
ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงได้อโหสิกรรม  ยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บันนี้เป็น
ต้นไป  ด้วยอำนาจกุศลผลบุญนี้  จงเป็นพละปัจจัยนิสัย  นำส่งให้ข้าพเจ้ามีสติ รู้ตัว
มีปัญญารู้คิด มีปฏิภาณไหวพริบเฉียบแหลมว่องไว  พิจารณาเห็นแจ้งในสัจจธรรมจนถึง
ที่สุดของความพ้นทุกข์  คือพระนิพพานในชาติปัจจุบันตลอดชาติอย่างยิ่งเทอญ"
เมื่อท่านกล่าวเสร็จแล้ว  นำน้ำที่เทใส่แก้วไว้  ไปเทที่ต้นไม้ที่มีดิน จะดีที่สุด
เวลาที่เทน้ำลงดิน  ขอให้ตั้งจิต แล้วกล่าวพูดเสียงดังออกมาว่า  พระแม่ธรณี ขาอยู่ไหนค่ะ
แล้วให้เราพูดตอบรับด้วยว่า  อยู่ที่จ๊ะ   แล้วเทน้ำลงดินเพื่อไปสู่สิ่งที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น
ถือว่าเป็นการตัดกรรมแบบใช้พลังจิต ส่งผ่านให้พระแม่ธรณีท่านเป็นทิพย์พยานนำผลบุญ
ที่เราทำมาคืนสู่เจ้ากรรมนายเวร
ขอให้ท่านได้ลองทำดูน่ะค่ะ  แล้วดีอย่างไร ขอให้แสดงความคิดเห็นมาหน้าเวปได้เลย...จักเป็นการขอบพระคุณอย่างมาก





ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)







Copyright article from www.promdeva.com.

ปรากฎการณ์ครั้งแรกครั้งเดียวในโลก..สามารถล้างวิบากกรรมทำแท้ง ด้วยการสร้างแสงพลังกายทิพย์ให้ลูกน้อย...



ปรากฎการณ์ครั้งแรก...ครั้งเดียวในโลก....สามารถล้างวิบากกรรมทำแท้ง
ด้วยการสร้างแสงพลังกายทิพย์ให้ลูกน้อย ....

โดย
Master  Antiga   Ariyachawul
อาจารย์อันติกา   อริยชวัล....



สวัสดีค่ะ ท่านผู้ชมทางเวปทุกท่านที่ได้ติดตามผลงานทางเวปของอาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างพลังแสงกายทิพย์
ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีน่ะค่ะ ที่มีผู้เข้ารับชมได้ให้ความสนใจกันอย่างมาก  อาจารย์ขอขอบพระคุณทุกท่านมาณ.ที่นี้ด้วยค่ะ
หลังจากที่บทความเกี่ยวกับวิบากกรรมทำแท้งได้ออกไปทำให้มีหลายๆท่านอยากเข้าใจถึง การสร้างพลังแสงกายทิพย์ว่าสร้างอย่างไร ...
สร้างแล้วจะได้ผลสำเร็จทำให้ลูกน้อยของเราได้ไปเกิดได้หรือไม่  ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิต....
วันนี้อาจารย์มาอธิบายการสร้างพลังแสงกายทิพย์
ซึ่งเราสามารถที่จะสร้างกายแสงทิพย์ให้กับลูกน้อยของเราได้โดยที่ผู้เป็นแม่หรือพ่อ หรือทั้งพ่อและแม่ สามารถล้างวิบากกรรมทำแท้งได้ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องรอให้วิบากกรรมเล่นงาน
จนทำให้ชีวิตทั้งชีวิตมีแต่อุปสรรค ปัญหาต่างๆ
คนที่เคยทำแท้งมาคือ คนที่มีเจ้ากรรมนายเวรก็คือลูกของตนเองนั่นเอง จิตเขาผูกอาฆาต เลยมาเกาะอยู่กับแม่ เป็นกึ่งผี กึ่งสัมภเวสี พอเกาะอยู่ไม่มีอะไรกิน
เขาก็อาศัยกายทิพย์ในร่างโอปาติกะที่แทรกเกาะตามกายหยาบเรา นั่นแหละ ดูดกินน้ำเลือดน้ำเหลืองในกายเรา พอกินในจุดนั้นไปนานๆ ก็ก่อให้เกิดการเป็นมะเร็ง
 เป็นเนื้องอก ผิดปรกติได้แบบไม่รู้สาเหตุ กรรมจากการแท้งลูก
หรือทำแท้ง เป็นกรรมที่ก็หนักมากซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับ
ผู้หญิงที่สามารถที่จะตั้งท้องหรือมีครรภ์ได้ ซึ่งการตั้งท้องหรือมี
 ครรภ์นี้ จะมีความประสงค์ที่จะมีบุตรหรือไม่มีบุตรหรือไม่ก็ตาม
ถ้าหากมีการตกเลือดหรือหลุดหรือทำแท้งเอาทารกออกหรือ
หก ล้มหรือสุขภาพไม่ดีหรือไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม จะเป็นการ
สร้างกรรมเจ้ากรรมนายเวรได้เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อหญิงและชายได้ร่วมหลับนอนมีเพศสัมพันธุ์กัน เชื้อของชาย
เข้าผสมกับไข่ของหญิง มีดวงจิตของสัตว์ที่ดับแล้วเข้ามาผสม
 เรียกว่า " การปฏิสนธิวิญญาณ " ถือว่าการเกิดได้เกิดขึ้นแล้ว
ฉะนั้นการทำแท้งตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจึงเป็นกรรม จะตั้งใจหรือไม่ก็
ตาม ผลกรรมจะเกิดกับผู้หญิงคนนั้นโดยตรง รองลงไปก็คือ
ผู้ชายและสุดท้ายก็คือผู้ร่วมขบวนการ อันนี้โดยทั่วไปที่ตรวจ
กรรมเจอ บางครั้งก็ตามฝ่ายชาย บางครั้งก็ตามผู้ให้การช่วย
เหลือหรือแนะนำ เกิดอย่างไร? วิญญาณของเด็กจะทำให้หญิง
 คนนั้นจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ เจ็บป่วยบ่อย ไม่แข็งแรง
เรื่องเงินๆทองๆก็จะติดขัด เป็นหนี้สินเพิ่มมากขึ้น กิจการงานก็
จะติดขัดบางคนทำเอาจนปิดกิจการเลย ลูกหรือน้องที่จะเกิดมา
ใหม่ที่หลังพอเกิดมาก็จะเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ บางทีก็เป็นที่
สุขภาพ บางคนก็ทำให้ปัญญาอ่อนหรือจิตไม่ปกติจะกวนตลอด
ครอบครัวเกิดการแตกแยก มีปัญหาอยู่กันอย่างไม่มีความสุข
จะหาความสุขไม่ได้เลย
มีหลายๆท่านมักมีคำถามเข้ามาหาอาจารย์เสมอว่า
  หมั่นทำบุญ ให้ทาน  ถือศีล ภาวนา แล้วอุทิศให้เขาบ่อยๆ แล้วจะอโหสิกรรมให้กับวิญญาญทำแท้งได้หรือไม่
และชีวิตจะดีขึ้นหรือไม่ 
ถ้าทำพิธีขอขมาเวรกรรมทำแท้งจะเบาบางลงหรือไม่
พร้อมกับมีคำถามหลายๆคำถามที่เข้ามาทางเมล์  โทรศัพท์  จดหมายอย่างต่อเนื่องจากท่านทั้งหลาย
เช่นปล่อยปลา ปล่อยสัตว์  สะเดาะเคราะห์ ทำสังฆทาน
เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ลูกน้อยที่ถูกฆ่า  และสร้างพระประธาน
สร้างกุมารทองเป็นสัญลักษณ์ของเด็กทำพิธีเพื่อทำให้รู้ว่า
วิญญาณเด็กได้อโหสิกรรมอย่างแน่นอน
ซึ่งมีหลายๆวิธี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ เราผู้เป็นแม่ต้องการให้ลูกที่ถูกทำแท้งได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และชีวิตของเราก็จะดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น  พยายามหาทุกวิธีที่ทำให้สำเร็จ มีหลายๆท่านทำทุกวิธีที่กล่าวมา
 แต่ผลลัพธ์ชีวิตที่มีปัญหาอยู่ก็เหมือนเดิม  เหมือนไม่เคยทำอะไรสักอย่างเลยในชีวิต  และท่านเคยคิดหรือไม่ว่าการอุทิศส่วนกุศลไม่ว่าเป็นการใส่บาตร ปล่อยสัตว์  ทำสังฆทาน
หรือเข้าบวช และหลายๆวิธีที่ท่านได้ทำมา ซึ่งเป็นวิธีที่ดูเหมือนดูดี  ทำแล้วลูกน้อยของเราได้เกิดแน่นอน  แต่ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า
  หลังจากที่ทำแท้งลูกไปแล้ววันนี้  พอพรุ่งนี้เราใส่บาตรทำบุญกรวดน้ำไปให้เขาเลย และถือว่าเป็นการอโหสิกรรมกัน
แต่ถ้าคิดถึงอกเขาอกเรา จะเห็นได้ว่า  ฆ่าเขาแล้ว แล้วมาทำความดีทีหลัง  ถ้าเป็นชีวิตท่านซึ่งมีใคร ทำท่านอย่างนี้ แล้วอ้างว่าไม่สามารถมีลูกได้ ไม่พร้อมทุกอย่าง จำยอมต้องทำแท้ง
 มันเหมือนตบหัวแล้วลูบหลังหรือเปล่า   มันเป็นวิธีที่ทำแล้วสบายใจ
แต่จริงๆแล้วยิ่งทำชีวิตยิ่งแย่
ขอให้ท่านจงไตร่ตรองให้รอบคอบว่า  การที่เราจะทำสิ่งที่ดีที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการทำกุศลผลบุญไป แต่จริงๆแล้ว ท่านลองคิดกลับมาซิว่า  ทำไมหลังจากทำทุกวิธีทางแล้วชีวิตไม่ดีขึ้นสักที
เป็นเพราะเหตุไร   มีหลายๆท่านที่เข้าบวชไม่ว่าเป็น 7 วัน 15 วันหรือ 3เดือน หรืออะไรก็แล้วแต่ หรือเพราะท่านทำไม่ถึงเขาเหรอ 
และวิญญาณเด็กได้รับบุญ เลิกอาฆาต จองเวรหรือยัง 
ก็ยังเป็นคำถามที่ค้างคาใจหลายๆท่านมาตลอดใช่หรือไม่!!!
จากที่อาจารย์ได้เล่าเรียนศึกษามาหลายๆวิธีแล้ว สิ่งที่เราสามารถส่งวิญญาณลูกน้อยของเราหลังจากทำแท้งได้ดีที่สุดก็คือ
การสร้างพลังแสงกายทิพย์ให้ลูกน้อย ....
ทำไม!! การสร้างแสงกายทิพย์จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด...
  เพราะการสร้างพลังแสงกายทิพย์นั้นเป็นวิธีการล้างวิบากกรรมระหว่างแม่สู่ลูก  ซึ่งไม่มีวิธีไหนที่ทำได้   ผลวิบากกรรมนั้นผู้เป็นแม่เป็นผู้รับเคราะห์กรรมมากที่สุด  หลังจากที่ทำแท้งไปแล้ว
ทำอย่างไรก็ไม่สามารถแก้วิบากกรรมทำแท้งได้ด้วยตัวเอง  ไม่มีใครรู้เท่ากับความรู้สึกของผู้เป็นแม่    อาจารย์ได้ศึกษาการสร้างพลังจากหลายๆประเทศ 
จงกระทั่งได้มาศึกษาพลังแสงกายทิพย์ซึ่งเป็นการค้นคว้าจาก คัมภีร์เก่าซึ่งได้เก็บรักษาเป็นความลับที่ไม่เปิดเผย  แต่เดิมได้รับการถ่ายทอดโดยปากเปล่านับเป็นเวลาหลายพันปี  ต่อมามีได้รับแอบจดจำมิให้ตกไปอยู่
ในมือของผู้ที่ไม่สมควร






 ซึ่งอาจารย์ได้รับการฝึกพลังแสงกายทิพย์จากอาจารย์ที่ท่านได้รับการถ่ายทอดอย่างเข้มงวด
ซึ่งจากการได้ศึกษาถึงพลังต่างๆนั้น การสร้างพลังแสงกายทิพย์ เป็นพลังที่สามารถสร้างกายทิพย์ใหม่กับลูกน้อยที่ถูกทำแท้ง
 ให้ได้ไปเกิดภพภูมิที่ควรเกิด และพร้อมกับล้างวิบากกรรมทำแท้งไปด้วยพร้อมกัน.....

วิชาพลังแสงกายทิพย์เป็นคำตอบคำถาม
ที่อยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนว่า...คนเราเกิดมาทำไม...
และหลังจากพ้นความเป็นคนแล้วเราไปไหน....
และมนุษย์ที่แท้จริงที่สมกับความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์นั้นคืออะไร....
คนจีนค้นพบว่าชีวิตที่แท้จริงของคนเรานั้น  มิใช่ทรัพย์สมบัติ ยศ ลาภ  ที่ล้วนเป็นวัตถุของนอกกาย  แต่สมบัติที่แท้จริงนั้น คือ  ธรรมชาติ  ให้มาทุกคนเหมือนกันหมด  คือ พลังสมบัติในกาย
ซึ่งแบ่งสภาวะ  ถึง 3 สภาวะ...
คือ 1.พลังเพศ 2. พลังชีวิตชีวา 3.พลังจิตวิญญาณ
ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นยอดยาอายุวัฒนะและเป็นสมบัติคู่กายมนุษย์มาตั้งแต่เกิดจนตาย  มิสามารถหาซื้อได้ด้วยเงินตรา  หรือหยิบยืมได้
ต้องค้นหาภายในตัวตนของเรา  โดยการสะสม  บำรุง และพัฒนาให้ละเอียด  ถึงขั้นสูงสุด จนเรียกว่า  “สำเร็จเซียน” ว่าได้
พลังทั้ง3สภาวะ นี้ รวมเรียกว่า พลังแสงกายทิพย์ 
แต่เดิมพลังทั้ง3นี้ เป็นต้นกำเนิดในการจุติในครรภ์มารดา
ซึ่งระยะเวลาในการตั้งครรภ์หรือฝังตัวอ่อนในครรภ์มารดา ใช้เวลา 9 เดือน ก่อนที่กำเนิดเป็นทารกน้อยที่น่ารัก...
แต่ด้วยความพลาดพลั้งหรือความไม่พร้อมที่ให้เกิด  ตัวอ่อนกำลังสร้างพลังทั้ง3สภาวะนี้ยังไม่สำเร็จ  โดนฆ่าหรือทำแท้งเสียก่อน
  จึงมีผลทำให้พลังแสงกายทิพย์ของตัวอ่อนโดนทำลายไป
แม้ว่าตัวอ่อนเมื่อออกมา ทิ้งไปแล้ว แต่ก็ยังเหลือคราบไอโรคไอวิญญาณที่ติดบนมดลูกของผู้เป็นแม่  หลังจากทำแท้งความอาลัยอาวรณ์ ความเจ็บปวด  ความเศร้าโศรกเสียใจ ก็ยังอยู่ภายในจิตใจ
ของผู้เป็นแม่มาตลอด ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปนานเท่าไหน
เหตุการณ์ที่ไปแท้งยังเก็บอยู่ในแสงกายทิพย์ของผู้เป็นแม่ตลอดไป หรือเป็นเวรกรรมที่ติดตัวแม่และพ่อไปตลอด...
จนกว่าจะหมดเวรกรรมกัน  ซึ่งการล้างวิบากกรรมทำแท้งส่วนมากเล่าต่อๆกันมาถึงวิธีหลายๆวิธีแต่ก็ไม่มีผลสำเร็จ
เพราะลูกน้อยที่ตายไป เขาไม่สามารถเดินทางออกมาจากที่เกิดดั่งเดิมคือตัวแม่ได้  ทำให้วิญญาณของภูตผี ก็ยังเวียนวนอยู่รอบตัวของคนเป็นแม่ พ่ออยู่ตลอดไป  การที่ไปทำบุญ
 กรวดน้ำนั้นเป็นการส่งคนตายแบบปกติ  แต่การตายแบบการทำแท้งนั้น ถือว่าเป็นการตายไม่ปกติ เป็นการตายแบบไม่สามารถไปเกิดได้เพราะแสงกายทิพย์ที่เกิดตามธรรมชาติของตัวอ่อน(ก่อนเป็นทารกในท้อง) ได้โดนทำลายจากการทำแท้งไปเรียบร้อยแล้ว..
การทำบุญ กรวดน้ำ หรือสวดมนต์ เข้าบวชนั้นคงใช้ไม่ได้ผล เพราะแสงกายทิพย์ซึ่งเป็น3สภาวะที่ถูกตัดออกไปหรือถูกทำลายไป  จึงทำให้ลูกน้อยนั้นต้องอยู่กับผู้เป็นแม่ พ่อตลอดไป
   จนกว่าแสงกายทิพย์ของลูกน้อยจะได้สร้างใหม่ จนครบอวัยวะ 32ประการ พลังแสงกายทิพย์ที่แม่และพ่อ ส่งให้กับลูกน้อยเพื่อสร้างแสงกายทิพย์ให้ทารกมีร่างกายครบสมบูรณ์และพร้อมไปเกิดในภพภูมิที่พร้อมจะเกิด...... การสร้างพลังแสงกายทิพย์   จึงเป็นวิธีเดียว ที่ทำให้ลูกน้อยของเราโดยตรง
เหมือนกับการชุบชีวิตของลูกน้อยขึ้นมาใหม่ และพร้อมที่ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งเพราะเมื่อเราเป็นผู้ให้กำเนิด(ทั้งพ่อแม่) แต่ด้วยจากเวรกรรมหรือกรรมเก่าที่ไม่สามารถกำเนิดเป็นมนุษย์ที่มีลมหายใจได้  การสร้างพลังแสงกายทิพย์จึงเข้ามาจัดการและเป็นการสร้างจากตัวตนของผู้เป็นมารดา เหมือนกับมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง...
การสร้างพลังแสงกายทิพย์ให้กับลูกน้อยได้มีชีวิตใหม่  เป็นการสร้างบุญครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยพลังในกายของเราเอง...และลดอุปสรรคปัญหาในชีวิต พร้อมกับทำให้ชะตาชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ดี
 เพราะเป็นกรรมเวรที่แม่และพ่อก่อขึ้นมาเองและสามารถแก้เอาเองได้แบบตรงจุดที่สุด และเป็นหนี้ระหว่างพ่อแม่กับลูกน้อยถูกทำแท้ง
 พ่อแม่แก้เองดีที่สุด กรรมแก้ไม่ได้หรอก ทำแล้วต้องได้รับ แต่วิธีสร้างแสงกายทิพย์ คือ"อาวุธของพระเจ้ามอบให้"กับมวลมนุษย์ทั้งหมด   ขึ้นอยู่กับผู้เป็นแม่พ่อที่มีความศรัทธา และตั้งใจที่ทำให้วิญญาณของลูกน้อยได้รับการสร้างแสงกายทิพย์ให้เกิดเป็นชีวิตใหม่ 
ซึ่งอาจารย์หวังว่าการได้นำวิชาการสร้างพลังแสงกายทิพย์ เพื่อให้วิญญาณได้มีแสงกายทิพย์ที่สมบูรณ์
และทำให้ผู้คนที่กำลังตกห้วงทุกข์กับสภาวะเวรกรรมแบบนี้ ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อย่างน้อยจะได้รู้ว่า
การเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก....

บทความนี้อาจารย์ขอส่งกระแสพลังไปให้หลายๆท่านที่กำลังมีความทุกข์ หรือทุกข์มานานจนไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตเป็นความรู้ที่ให้หลายๆท่านยังไม่เคยรู้มาก่อน แต่ไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่  เป็นสิ่งที่อยู่กับมนุษย์มานานมาก แต่ไม่มีใครถ่ายทอดออกไปได้ เป็นโอกาส
ที่ดีอย่างมากที่อาจารย์ได้มีโอกาสนำวิชาการแสงกายทิพย์ออกสู่สาธารณชนและเป็นปรากฎการครั้งแรก..ครั้งเดียวในโลกที่สามารถล้างวิบากกรรมทำแท้งให้กับลูกน้อยเพื่อให้ชีวิตน้อยๆได้มีโอกาสไปเกิด พบพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกัน..
บทความหน้าอาจารย์มาอธิบายถึงการสร้างพลังกายแสงทิพย์เพื่อล้างวิบากกรรมทำแท้ง และอุปกรณ์ทรงพลังที่สำคัญที่ต้องใช้ทั้งหมด หวังว่าทุกๆท่านคงติดตามผลงานอาจารย์
ตลอดไปน่ะค่ะ....



ด้วยความรักและปรารถนาดีอย่างจริงใจ
พลังแสงกายทิพย์
Master  Antiga   Ariyachawul
อาจารย์อันติกา   อริยชวัล





Copyright article from www.promdeva.com.

ยมโลก อุสสทนรก มหานรก ต่างกันอย่างไร ?

ยมโลก อุสสทนรก มหานรก ต่างกันอย่างไร ?
โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)



ยมโลก สถานที่รองรับสัตว์นรกที่มาจากอุสสทนรก





*มหานรก เป็นนรกขุมใหญ่ มี 8ขุม อยู่ลึกไปตามลำดับ จากขุมที่1 ซึ่งมีขนาดเล็กไปถึงขุมที่8 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด

อุสสทนรก เป็นนรกขุมบริวาร อยู่รอบๆมหานรกขุมใหญ่ทั้ง 4ทิศ มี 128ขุม



ยมโลก เป็นนรกขุมย่อยๆ อยู่รอบนอกของอุสสทนรกมี 320ขุม รวมทั้งหมด นรกมี 456ขุม เป็นภพละเอียดอยู่ลึกลงไปใต้เขาพระสุเมรุ ที่มีเขาตรีกูฏ 3ลูกรองรับอยู่ เกิดขึ้นด้วยกระแสบาปของมนุษย์ เป็นแดนสำหรับลงทัณฑ์ทรมานกายละเอียดของอดีตมนุษย์ที่ทำบาปอกุศล

สภาพของ มหานรก มีความร้อนแรงมาก ไฟในมหานรกนั้นร้อนแรงกว่าในอุสสทนรกและยมโลกเป็นล้านๆเท่า ไฟในยมโลกยังมีสีสันคล้ายกับไฟในเมืองมนุษย์ คือ พอมองออก แต่ไฟในมหานรกนั้นมีเปลวสีดำ ภพของมหานรกก็ใหญ่กว่า อายุของสัตว์นรกก็ยืนยาวกว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว อุสสทนรกกับยมโลก เป็นสถานที่ที่มนุษย์ไปรับผลกรรมที่เป็นเศษกรรมเท่านั้น แต่ในมหานรกนั้น คือ ส่วนเต็มๆของกรรม


ผู้ที่ตกไปอยู่ในมหานรก คือ อดีตมนุษย์หรือสัตว์ที่ทำกรรมชั่วหนักๆ หรือทำกรรมชั่วอยู่เป็นประจำ เมื่อตายแล้ว กระแสบาปจะดึงดูดกายละเอียดลงไปเกิดในมหานรกทันที ไม่ได้มีใครมารับตัวเหมือนไปยมโลก สัตว์นรกในมหานรกจะถูกลงทัณฑ์ที่แตกต่างหลากหลาย ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส มีนายนิรยบาลหรือนางนิรยบาล ซึ่งเป็นธาตุกายสิทธิ์ไม่มีชีวิตจิตใจ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของบาปอกุศล ร่างกายใหญ่โตมโหฬารสูงใหญ่ปานภูเขา มีสีผิวดำมืดเหมือนกับถ่าน คอยลงทัณฑ์ทรมานสัตว์นรก โดยไม่มีเวลาหยุดพักแม้สักวินาทีเดียว จนสิ้นอายุขัยของสัตว์นรกนั้น

กว่าจะพ้นจากมหานรกได้ ก็ยาวนานมาก ตั้งแต่ 1,620,000ล้านปีมนุษย์ จนถึง 1อันตรกัป* เลยทีเดียว ใช้กรรมในมหานรกเสร็จแล้ว ต้องไปรับ ผลกรรมต่อที่อุสสทนรกขุมบริวารอีก


อุสสทนรก เป็นนรกขุมบริวารที่มีขนาดเล็กกว่ามหานรก และการทัณฑ์ทรมานก็เบาบางกว่า เช่น เป็นนรกอุจจาระเน่า นรกขี้เถ้าร้อน นรกป่าไม้งิ้ว นรกป่าไม้ใบดาบ เป็นต้น สัตว์นรกที่นี่จะมีความทุกข์น้อยกว่าในมหานรก ไฟนรกร้อนแรงน้อยกว่า และยังพอมีเวลาว่างเว้นจากการทัณฑ์ทรมานบ้างเล็กน้อย

ผู้ที่อยู่ในอุสสทนรก มาจากสัตว์นรกที่ใช้กรรมในมหานรกมาเบาบางแล้ว จึงมาใช้เศษกรรมในอุสสทนรกต่อ เมื่อได้รับทัณฑ์ทรมานอยู่ในอุสสทนรกเป็นระยะเวลายาวนานมาก จนกระทั่งกรรมเบาบาง ก็จะวิ่งหนีทะลุมิติไปเข้าสู่เขตของยมโลก เพื่อไปรับวินิจฉัยบุญบาปในยมโลกต่อไป

ยมโลก เป็นนรกขุมย่อยๆ อยู่รอบนอกอุสสทนรก นอกจากจะเป็นสถานที่ลงทัณฑ์ทรมานแล้ว ยังมีความพิเศษกว่าอุสสทนรกและมหานรก คือ
1.เป็นสถานที่วินิจฉัยบุญบาปของสัตว์นรกที่มาจากอุสสทนรกว่า จะให้ไปรับทัณฑ์ทรมานที่นรกขุมไหนต่อ หรือให้ไปเกิดยังภพภูมิต่างๆ เช่น ให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย เป็นต้น
2.เป็นสถานที่ตัดสินบุญบาปของผู้ที่ตายจากเมืองมนุษย์ ที่ใจไม่เศร้าหมองแต่ก็ไม่ผ่องใส เมื่อตัดสินแล้วก็จะส่งไปเกิดตามภพภูมิต่างๆ เช่น ให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ หรือไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก หรือชาวสวรรค์ เป็นต้น
3.หากมีมนุษย์ผู้ใด ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ผู้ตายยังอยู่ในภพภูมิที่ไม่สามารถรับบุญได้ บุญนั้นจะมาคอยอยู่ที่ยมโลกเพื่อรอส่งผล โดยเฉพาะวันพระ ขึ้น 15ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง ในยมโลกจะหยุดการลงทัณฑ์ทรมานชั่วขณะหนึ่ง หากมีคนในเมืองมนุษย์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาให้ บุญนั้นจะถึงแก่สัตว์นรกในทันที ทำให้ระยะเวลาที่ต้องได้รับทัณฑ์ทรมานสั้นลง หรืออาจพ้นกรรมไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือไปเกิดในภพภูมิอื่น

เราอาจจะถือได้ว่า ยมโลกเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อ ระหว่างภพมนุษย์กับภพภูมิอื่นๆก็ได้ เพราะเป็นที่รองรับสัตว์นรกที่มาจากอุสสทนรก และรองรับกายละเอียดที่ตายจากเมืองมนุษย์ เพื่อมาตัดสินบุญบาปแล้วส่งไปเกิดในภพภูมิต่างๆ

 เมื่อมนุษย์ตายลง ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่จะมารับตัวไปที่ยมโลกทุกรายเสมอไป ผู้ใดทำบุญหรือบาปไว้มาก กำลังบุญหรือบาปนั้น จะดึงดูดไปสู่ภพภูมิที่เหมาะสมเอง แต่ถ้าบุญก็ทำบาปก็สร้างปะปนกันไป ในขณะใกล้ตายจิตไม่ถึงกับเศร้าหมองแต่ก็ไม่ผ่องใส หรือตายด้วยอุบัติเหตุไม่ทันได้รู้ตัว กายละเอียดจะหลุดออกมายืนมองเห็นตัวเอง พูดกับใครก็ไม่มีใครพูดด้วย เมื่อนั้นจึงรู้ว่าตัวเองตายแล้ว

ในระหว่าง 7วันนั้น ถ้ากายละเอียดของผู้ตายนึกถึงบุญที่ตนเคยทำไว้ได้ ใจก็จะผ่องใสได้ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่เป็นสุคติ แต่ถ้านึกถึงบุญไม่ออก พอครบ 7วันก็จะมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นกุมภัณฑ์ นุ่งผ้าหยักรั้งสีแดง ถือโซ่ตรวนและหอกแหลมมารับเอาตัวไป ถ้ากายละเอียดขัดขืน กุมภัณฑ์ซึ่งมีกำลังมากกว่า จะทุบตีลากจูง พาเดินไปไม่กี่ก้าวก็ผ่านอุโมงค์ทะลุมิติไปถึงหน้าประตูยมโลก ไปที่ลานตัดสิน ซึ่งมีสภาพมืด บรรยากาศทึมๆ ร้อนอบอ้าวมาก แต่ก็มืดและร้อนน้อยกว่าในอุสสทนรกและในมหานรก หลายล้านเท่า ทั้งสองข้างทางมีเจ้าหน้าที่ยืนเรียงราย ถืออาวุธสลับกับประทีปโคมไฟที่ร้อนแรง น่าสะพรึงกลัว หดหู่ และน่าสยดสยอง

พอไปถึงโรงพิพากษา ก็ต้องนั่งคุกเข่าต่อหน้าพญายมราช เพื่อทำการไต่ถาม ช่วยให้นึกถึงบุญ และถ้านึกถึงบุญที่เคยทำไว้ได้ เจ้าหน้าที่ก็จะพาไปเกิดใหม่ในสุคติภูมิ แต่ถ้านึกถึงบุญไม่ออกและมีบาปที่ตนเองเคยทำไว้ ก็ต้องถูกส่งไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือไปรับโทษทัณฑ์ทรมานในขุมนรกของยมโลก โดยมีกุมภัณฑ์ที่มีหน้าที่ลงทัณฑ์ทรมาน มีร่างกายสูงใหญ่ สูงยิ่งกว่าต้นยางนาสูงๆ สีผิวดำแดง ดำอมเขียว หรือดำอมม่วง น่ากลัวมาก แต่ยังดูดีกว่านายนิรยบาลในมหานรก กุมภัณฑ์เหล่านี้เป็นยักษ์ ชนิดหนึ่งอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา หมุนเวียนกันมาทำหน้าที่เป็นช่วงๆ

ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)




Copyright article from www.promdeva.com.

Friday, November 12, 2010

ความมหัศจรรย์ใกล้แค่เอื้อม...

ความมหัศจรรย์ใกล้แค่เอื้อม
นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่? โลกอื่นหรือชาติหน้ามีจริงหรือไม่?
เทวดามีจริงหรือไม่
?

โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


เป็นคำถามที่มีมาทุกยุคทุกสมัย และก็มีผู้ตอบมาโดยตลอด แต่ก็นั่นเอง ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องปัจเจก คือรู้ได้เฉพาะตน ตราบใดที่คนเรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริงทุกเรื่อง ก็ต้องมีคนสงสัยกันต่อไป วันนี้เป็นวันที่มีความหมายที่สุดของชาวพุทธ คือวันวิสาขบูชา และอาจารย์มีความยินดีที่จะเสนอเรื่องเกี่ยวข้องกับ นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ และเทวดามีจริงหรือไม่ เป็นบทความให้ผู้อ่านได้ใช้วิจารณญาณของแต่ละบุคคล
ความจริงอย่างหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ มีทั้งสิ่งที่หยาบที่สุดไปจนสิ่งที่ละเอียดอ่อนที่สุด ชนิดสายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ มีความสลับซับซ้อนต่างๆกันออกไป
บางอย่างต้องอาศัยเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเท่านั้นจึงสามารถพิสูจน์ให้ ตาเนื้อเห็นได้ เช่น เชื้อจุลินทรีย์ แร่ธาตุ สารเคมีต่างๆ และก็ต้องมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์เองยังไม่สามารถจะคิดค้นเครื่องไม้เครื่องมือมาพิสูจน์ได้ เช่น วิญญาณ เทวดา รวมไปถึงสิ่งที่มีชีวิตในภพภูมิอื่นๆที่ทับซ้อนหรือเหนือไปกว่าความหยายของมนุษย์โลก
     
เรื่องเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติของนักพิสูจน์ว่าครั้นพอพิสูจน์ให้ประจักษ์ไม่ได้ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ ก็ต้องป้องกันชื่อเสียงของตนเองไว้ก่อนว่า เป็นเรื่องเหลวไหล พิสูจน์ไม่ได้ด้านคนเดินดินที่เกลือกกลั้วกับ กิน กาม เกียรติ มักทึกทักเอาตามนิสัยของตนเองว่า เมื่อไม่เห็นด้วยตาตนเองก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งสิ้น
      
วิธีคิดแบบนี้จะเอาเป็นมาตรฐานมาปฏิเสธสิ่งต่างๆเห็นจะไม่ถูกต้องนัก  ต้องไม่ลืมว่า สัตว์บางชนิดมองเห็น อย่าง สุนัข มด เป็นต้น ได้ยิน ได้กลิ่น ซึ่งตา หู จมูก มนุษย์ ไม่สามารถสัมผัสได้
โลกหยาบๆที่เราอาศัยอยู่นี้ ก็มีอีกหลายที่หลายแห่งที่มนุษย์ยังไม่มีปัญญาจะเข้าไปพิสูจน์ความลี้ลับซับซ้อนของมันได้ เช่น สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ความมีอยู่จริงของทวีปแอตแลนติส เป็นต้น ไม่ต้องว่าไปถึงสิ่งละเอียดอ่อนอย่างภพภูมิอื่นๆซึ่งละเอียดอ่อนเหนือวิสัยมนุษย์ปกติหลายเท่า
เรื่องภพภูมินอกเหนือจากโลกมนุษย์นี้ ยากต่อการพิสูจน์ให้เห็นก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าจะหมดหนทางเสียทีเดียวมนุษย์มีวิธีพิสูจน์สิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่ว่าผู้พิสูจน์จะต้องเห็นเองประจักษ์เอง คนอื่นได้เห็นด้วยไม่ได้เท่านั้น นั่นก็คือการพิสูจน์ด้วยดวงจิตอันละเอียดอ่อน อาศัยคุณวิเศษที่เกิดจากจิตอันละเอียดนั้นเข้าไปสัมผัสรู้เห็น
เพียงแต่สมัยนี้ คนส่วนมากมองข้ามไป เห็นเป็นเรื่องยากต่อการปฏิบัติบ้าง บางคนก็มองว่าไม่น่าเป็นไปได้บ้างเป็นเรื่องน่าคิดเหมือนกันว่า ศาสนาทุกศาสนามีเรื่องนรก สวรรค์ เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น หลายศาสนาถือเป็นแนวคิดหลักในการประกาศศาสนาเลยทีเดียว เช่น ยูดา คริสต์ อิสลาม ฮินดู ถึงกับมีการแจกแจงรายละเอียดบนสวรรค์อย่างละเอียดลออ
คุณสมบัติทางจิต จะสามารถสัมผัสกับภพภูมิอันละเอียดละออได้   พระพุทธเจ้าเอง พระองค์ก็ทรงปฏิบัติขัดเกลาจิตตนเองจนแน่วแน่ (ได้ปฐมญาน)มาตั้งแต่ยังอายุได้ 7 ขวบ แล้วยังทรงปฏิบัติในขั้นอุกฤษฏ์จนได้อภิญญา 5 สมาบัติ 7 ตั้งแต่ออกผนวชพรรษาแรก
และในยุคต่อๆมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีพระภิกษุและคนสามัญปฏิบัตได้เช่นเดียวกัน เช่น ประวัติของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   และพระอาจารย์อื่นๆหลายต่อหลายท่าน ซึ่งมีประสบการณ์สัมผัสที่สอดคล้องตรงกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับศาสนาที่เน้นการปฏิบัติทางจิตเพื่อบรรลุภาวะรู้แจ้ง อย่าง พุทธ ฮินดู ลัทธิโยคีทั้งหลาย ยิ่งไม่ควรมองข้ามทั้งสิ้น อย่างน้อย บุคคลในศาสนาหรือลัทธิเหล่านี้ มีความละเอียดทางจิตและพลังจิตที่แตกต่างจากคนทั่วไป เรียกว่า อภิญญาสมาบัติ เรื่องอภิญญาสมาบัตินี้ ในสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เจริญ ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก พวกโยคีเขามีสำนักสอนและปฏิบัติกันเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนจะได้น้อยได้มากนั้นขึ้นอยู่กับความพยายามของแต่ละคน ปัจจุบันยังมีให้พิสูจน์ในประเทศอินเดีย  คุณสมบัติทางจิตเหล่านี้นั่นเอง จะสามารถสัมผัสกับภพภูมิอันละเอียดอ่อนได้
หากจะเอาความเชื่อของแต่ละคนมาพูดกัน ก็คงไม่มีวันจบสิ้น หลายคนก็หลายความเชื่อหลายความเห็น อาจารย์ก็ไม่ได้รู้ได้เห็นมากกว่าคนธรรมดา เพียงแต่เชื่อว่าการปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงทุกสิ่งของพระพุทธองค์ องค์บรมครูพระพุทธศาสนาเท่านั้น และมั่นใจว่า เรื่องที่ตรัสไม่ใช่เป็นเรื่องโกหกพกลม หาไม่แล้วคำสอนของพระองค์คงไม่ยืนยงเป็นที่ยอมรับมาจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้น ความรู้ใดๆอันเกี่ยวกับภพภูมิที่ผู้ที่เข้ามาอ่านในเวปนี้ อาจารย์ยินดีที่ให้ความรู้ซึ่งได้จากหนังสือที่อ้างอิงตามคำบอกเล่าของพระพุทธองค์ รวมทั้งบรรดาสาวกของพระองค์เป็นพื้นทั้งสิ้น หาได้เกิดจากความรู้เองประจักษ์แจ้งของอาจารย์แต่ประการใด
ไม่แน่ว่า อนาคตจะมีนักวิทยาศาสตร์สักคนประดิษฐ์เครื่องมือที่สามารถติดต่อสื่อสารกับภพอื่นได้ ถ่ายรูปพวกเขาได้ ถึงวันนั้น คำกล่าวกันว่า นรก สวรรค์ เป็นเรื่องที่เหลวไหลลวงคนตกไป
เช่นเดียวกันกับคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง 16 ข้อ ใครจะเชื่อว่าเป็นจริงทั้งหมด
แต่ตกมาวันนี้ “ถูกทุกข้อ” อย่างน่าทึ่ง
หรือแม้กระทั่งพระองค์บอกว่าโลกกลม ใครจะเชื่อ?
จนกระทั่ง “กาลิเลโอ”ออกมายืนยันต่อชาวโลก... ด้วยชีวิต.....

ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)




Copyright article from www.promdeva.com.

เล่นกับกรรม...

เล่นกับกรรม...



โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)




คนเราเมื่อไม่พบกับความสุขในรักแล้วเราจะเสียดาย เสียใจ เจ็บปวด....
และอาลัยอาวรณ์อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง   จากนั้น...
มักมีอาการเข็ดขยาดหวาดกลัวกับความรักเสียเป็นส่วนใหญ่
ยิ่งหากผู้นั้นโดนทำร้ายจิตใจมาหนักหนาสาหัสเท่าไหร่
ความเข็ดขยาดย่อมท่วมท้นเท่าทวี...เป็นเงา...ตามตัว......
       
หลายครั้งที่โชคชะตาช่างโหดร้ายนัก ไม่ยอมให้เรื่องราวบาดใจต่างๆผ่านพ้นไปได้โดยง่าย แทนที่ต่างคนต่างจากกันไปไม่ต้องมาพบเจอ ไม่ต้องเห็นหน้ากัน ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวซึ่งกันและกัน เมื่อระยะเวลาผ่านไปสักช่วงหนึ่ง อะไรต่างๆก็จะค่อยๆดีขึ้นตามเป็นลำดับ
แต่หากว่ายังมีความจำเป็นต้องมาพบเจอกันต้องพูดคุยกันอยู่ ยังมีความสัมพันธ์ หรือมีหน้าที่ภาระที่ไม่สามารถหลีกพ้นได้ อาจารย์มีคำแนะนำมอบให้หลังจากท่านอ่านบทความนี้....



...ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ รอบๆนั้นก็มีลูกศิษย์และเหล่าสาวกมากมาย จากจุดนั้น...เมื่อมองออกไปไกลๆก็จะเห็นพระเดินจงกรมกันอยู่เป็นกลุ่มๆ
พระพุทธเจ้าท่านชี้มือออกไปแล้วก็บอกว่า...
เธอลองดูทางโน้นสิ มีพระสงฆ์จับกลุ่มเดินจงกรมกันเป็นกลุ่มๆ เธอลองสังเกตุดูให้ดีเถอะ.. ผู้นำกลุ่มเหล่านั้น แต่ละองค์ล้วนไม่ใช่พระธรรมดาๆเลย เพราะแต่ละองค์ล้วนเป็นเลิศในแต่ละด้านความถนัดทั้งสิ้น...!!
โน่นแน่ะ... กลุ่มนั้นมีพระโมคคัลลานะเป็นผู้นำ
พระกลุ่มนั้นทั้งกลุ่มก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีฤทธิ์เดช อานุภาพเกรียงไกร ยากที่จะหาใครเทียบได้
ส่วนทางโน้นก็มีพระสารีบุตรเป็นผู้นำกลุ่ม
พระกลุ่มนั้นทั้งกลุ่มก็ล้วนแต่เป็นพระที่มีปัญญาเลิศล้ำมากกว่าใครๆ
ทางฝั่งกระโน้นมีพระอนุรุทธเป็นผู้นำกลุ่ม
พระกลุ่มนั้นทั้งกลุ่มก็ล้วนเป็นผู้มีความชำนาญด้านตาทิตย์มากกว่าใครๆเช่นกัน
...เธอลองสังเกตกันดูให้ดีเถิด..
พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเช่นนี้นั้นหมายความว่า...
คนที่มีอุปนิสัยคล้ายๆกัน ชอบและสนใจในสิ่งเดียวกัน
ย่อมมีสิ่งดึงดูดเข้าหากัน ย่อมมีใจชอบพอกัน
มีความยินดีที่จะสมัครใจรักใคร่อยู่ใกล้กัน
หากพูดเป็นภาษาพระเค้าก็เรียกว่า “มีจริตเดียวกัน”
หากพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า “คุยกันถูกคอ” นั่นเอง
ในชีวิตจริงก็เช่นเดียวกัน...
ยกตัวอย่างเช่น..คนที่ใจรักเป็นนักเลงการพนัน
ในแต่ละวันก็ย่อมข้องแวะ เทียวไปเทียวมา อยู่ในแวดวงการพนันอยู่เสมอๆ
การคลุกคลีอยู่เป็นประจำก็ย่อมมีโอกาสที่จะไปเจอเนื้อคู่ตุนาหงัน เอาในบ่อนไพ่ วงไฮโล ฯลฯ คงจะไม่มีโอกาสไปปิ้ง คนถือศีลกินเจในสถานที่ดังกล่าวได้

หากต้องการจะเลิกกับใครแบบเด็ดขาด ไม่ต้องมาเจอหรือมาเป็นคู่กันอีกทั้งในชาตินี้และชาติหน้านั้นทำได้ไม่ยากค่ะ...
และอาจารย์ทำมันมาแล้วคุณจะเชื่อหรือไม่...ติดตามอ่าน
ก่อนอื่นเราต้องเลิกจองเวรกับเขาเสียก่อนน่ะค่ะ...
อะไรที่ทำๆต่อกันมาก็ขอให้เป็นอันยุติ เลิกแล้วต่อกัน
ให้อภัยและไม่คิดแค้นเคือง ไม่ผูกใจเจ็บกันอีกต่อไป
เพราะความจองเวร..จะทำให้ต้องวนเวียนเจอกัน
แก้กันไป แก้กันมา..
เธอทำฉัน ฉันทำเธอ เป็นไปแบบนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น
และจากเหตุที่ว่า...คนเรานั้นเข้ากันโดยธาตุ
หากเราไม่อยากพบพานกันอีก เราสามารถหนีได้โดยใช้ลิฟต์วิเศษ ซึ่งไม่ใช่ลิฟต์ตามสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้าน่ะค่ะ...
หากลิฟต์ที่กำลังพูดนี้คือ การยกระดับกรรม โดยการทำกรรมดีมากๆเพื่อยกระดับให้ตัวเราสูงกว่าชั้นที่เขายืนอยู่
และการหนีใครสักคนนั้นเราสามารถหนีขึ้นสูง หรือหนีลงล่างก็ได้ แต่การหนีลงล่างไม่ค่อยคุ้มค่ะอันตรายเกินไป
หลักสำคัญของการหนีคู่กรรมคู่เวรของเราก็คือ...
ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร...
เราต้องทำตัวแตกต่างอย่างสุดขั้วเลยน่ะค่ะ....!!
หากเขาเป็นคนไม่ค่อยมีศีล
 เราต้องถือศีลให้อย่างเคร่งครัด..เลยค่ะ
หากเขาเจ้าชู้หลายใจ
... เราต้องรักเดียวใจเดียว ไม่เผื่อเลือก ไม่หลอกลวง
หากเขาชอบพูดเท็จโกหก
...เราต้องมีสัจจะ พูดจริง คำไหนคำนั้น
หากเขาชอบพูดจาลามกหยาบคาย
...เราต้องพูดจาสุภาพนุ่มนวล เรียบร้อย อ่อนหวาน
หากเขาไม่ชอบทำบุญทำทาน
...เราต้องทำมากๆ คิดเสียว่าทำมากเท่าไหร่ ยิ่งหนีกันได้ไกลเท่านั้น...
หากเขาชอบดื่มเหล้าเมามายอย่างไร้สติ
...เราต้องไม่ดื่มเด็ดขาด หมั่นเจริญสติทำสมาธิ สวดมนต์
ถ้าหากว่าทำได้อย่างนี้แล้วก็สามารถอุ่นใจได้เลยค่ะ ว่ากรรมใหม่ที่คุณทำนี้จะจัดสรรตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้นให้กับคุณและเป็นที่แน่นอนว่าเมื่อเรากับเขาอยู่กันคนละชั้นแล้วก็ย่อมจะไม่พบ ไม่แผ้วพาน กับเขาอีกเป็นอันขาด
นอกเหนือจากวัตถุประสงค์หลักที่ตั้งใจไว้นั่นก็คือ..
การจากกันอย่างถาวร คุณยังจะได้รับโบนัสของแถมอีกด้วย ทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า..
โบนัสชาตินี้คือ...เมื่อคุณได้พาตัวเองขึ้นลิฟต์ ยกระดับตัวเองขึ้นสู่ชั้นใหม่ แน่นอนว่าคุณย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้เจอคนรู้ใจในชั้นเดียวกับคุณนี้ด้วยซึ่งเป็นชั้นที่มีคนดีและเพียบพร้อมกว่าชั้นเดิมของคุณ...ที่คุณเจอมา น่าสนใจมั้ยล่ะ..
โชคชั้นสองก็คือ...
สิ่งที่ดีดีเฝ้าเพียรทำมานั้น จะเป็นทุนติดตัวคุณไปยังภพหน้า
ทำให้คุณเกิดมามีความเพียบพร้อมในด้านต่างๆ มีความสุขกายสบายใจมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแน่นอนค่ะ



ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)





Copyright article from www.promdeva.com.

แก้กรรมเก่า เสริมสร้างความเจริญให้ชีวิต...

แก้กรรมเก่า เสริมสร้างความเจริญให้ชีวิต...
โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


ความสงบสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปราถนา แต่พวกเขาจะไม่พบกับความสุขที่พวกเขาปรารถนาได้เลย หากภายในจิตใจของพวกเขายังคงเกิดโซ่กรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความสงบสุขแห่งจิตใจที่เป็นที่ถวิลหาจะเกิดจากการกระทำที่เป็นอิสระจากโซ่กรรมทั้งมวลโดยสิ้นเชิง ความสงบสุขที่แท้จริงเกิดจากการสร้างความปิติจากภายใน ไม่ใช่การไขว่คว้าวัตถุ สิ่งของซึ่งเป็นของนอกกายอย่างที่ปรากฏในชีวิตซึ่งต่อสู้ดิ้นรนภายในโลกมนุษย์เช่นทุกวันนี้
       
ความสงบของจิตใจนำมาซึ่งความสงบสุขที่ยั่งยืน ผู้ที่กระทำสิ่งใดโดยปราศจากโซ่กรรมทั้งด้านบวกและด้านลบจะมีแต่ความอิ่มเอม ปราศจากความรู้สึกฉาบฉวยใดๆ เกิดขึ้นภายในใจ ซึ่งแตกต่างจากความสุขที่เกิดจากการกินอาหาร หรือการช่วยเหลือคนอื่นอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากความรู้สึกนั้นอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆแล้วจะหายไปในที่สุด ในขณะที่ยังคงแสวงหาสิ่งอื่นๆต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด คนคนหนึ่งจะมีความสุขในชีวิตได้อย่างแท้จริงหรือไม่นั้น เขาจำเป็นต้องทำลายโซ่กรรมทั้งด้านบวกและด้านลบให้หมดสิ้นไปได้
โซ่กรรมทั้งด้านบวกและด้านลบจะเกิดขึ้นภายในอย่างรวดเร็วในบางสภาวะ เช่น ในขณะที่เรานอนหลับและฝัน ใกล้เสียชีวิต ในขณะที่ป่วยหนักไม่ได้สติ หรือในช่วงที่หมดสติไปเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นช่วงที่จิตใต้สำนึกและจิตเหนือสำนักทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อจิตสำนึก
 หรืออาตนยะทั้ง 5 โซ่กรรมที่ปรากฏขึ้นในช่วงสภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ใกล้เสียชีวิตจะเป็นตัวกำหนดการเกิดใหม่ในชาติต่อๆไปผู้ที่สามารถตัดโซ่กรรม หรือขจัดโซ่กรรมทั้งมวลให้หมดสิ้นไป จากจิตใจก็จะไม่มีการเกิดใหม่อีกเลย
      
 แม้ว่าการขจัดโซ่กรรมทั้งปวงให้หมดสิ้นไป จะทำให้เราไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าในภพชาติอื่นอีกต่อไป แต่สำหรับเราซึ่งเป็นปุถุชนที่มีชีวิตยังคงต้องมีภาระในดำรงชีวิตอีกมากมาย การที่ทำเช่นนั้นอาจเป็นสิ่งที่ยุ่งยาก และเป็นไปได้ยากอยู่สักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเราแล้ว การกำจัดโซ่กรรมให้หมดสิ้นไปอาจเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่คนเราต้องการคือการมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้น

เพื่อค้นพบความสุขสงบแห่งชีวิตได้นั้นเราต้องรู้จักโซ่กรรมที่เกิดขึ้นภายในใจอย่างถูกวิธี เพื่อให้จิตใจเราบริสุทธิ์จากโซ่กรรมเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง   วิธีการก็คือ การทำให้โซ่กรรมที่อยู่ภายในใจของเราปรากฏขึ้นมาให้เร็วขึ้น และการทำให้โซ่กรรมใหม่ๆไม่เกิดขึ้น หรือหากต้องเกิดก็เกิดให้น้อยที่สุด การทำให้โซ่กรรมที่อยู่ภายในใจของเราปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นั้นสามารถทำได้โดยการใช้ประสาทสัมผัสของเราหยุดทำงาน หรือทำงานให้ได้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งได้แก่ การฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องซึ่งเราสามารถควบคุมประสาทสัมผัสทั้งหมดให้ทำงานน้อยลงได้

ผู้ที่ฝึกสมาธิอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอนั้นจะพบว่าชีวิตของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่และรวดเร็วมากขึ้น พร้อมกับไม่ให้โซ่กรรมใหม่ๆเกิดขั้นด้วย หากต้องเกิดก็จะเกิดน้อยลงอีกด้วย
จะเห็นว่าบทความที่อาจารย์นำมาให้คุณผู้อ่านจะรู้ได้ว่าการฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่แค่ชีวิตจะดีขึ้นแต่สามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตได้เลยค่ะ ขอให้ท่านผู้อ่านติดต่อวิธีแก้เคราะห์กรรมเปลี่ยนชะตาชีวิตด้วยสมาธิต่อไปน่ะค่ะ...


ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)






Copyright article from www.promdeva.com.

ย้อนอดีตเพื่อแก้กรรม...

ย้อนอดีตเพื่อแก้กรรม...

โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


ในเมื่อกรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองกับมือ และมันก็ส่งผลร้ายให้กับตัวเรามากกว่าผลดี แล้วเหตุใดเราจึงจะปล่อยให้กรรมนั้นมาเป็นผู้บงการชีวิตเราให้ตกต่ำลง เพราะยังมีวิธีแก้กรรมด้วยวิธีต่างๆที่เราสามารถแก้เองได้ เพื่อให้กรรมนั้นชะลอและเบาบางลงและลบล้างกรรมให้หมดสิ้นไปได้ในที่สุดแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าในอดีตนั้นเราเคยสร้างกรรมอะไรไว้บ้าง ผลของกรรมที่เรากำลังได้รับอยู่ในชาตินี้ มันเกิดกรรมเก่าอะไร แล้วเราจะแก้กรรมอย่างไรเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น

เราสามารถแก้กรรมเก่าต่างๆในอดีตที่เคยทำไว้เหล่านี้ได้ จากชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ว่าเรามีผลกระทบอันใดที่ทำให้การดำเนินชีวิตของเราไม่ราบรื่น และมักจะทำการอันใดไม่ค่อยประสบความสำเร็จ จะต้องมีอันให้เป็นไปก่อนทุกครั้ง วิธีการแก้กรรมตัวบั่นทอนความเจริญจากกรรมเก่าที่เคยได้ทำไว้แต่ครั้งอดีต มีดังนี้

กรรมเคยทำแท้ง
ผลกรรม
สำหรับคนที่เคยทำแท้งเด็กที่อยู่ในครรภ์ จะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ก็เปรียบเสมือนกับการฆ่าคน ซึ่งเป็นการทำลายชีวิตของเขาให้สิ้นอายุขัยก่อนกำหนด วิบากรรมที่ได้รับมักทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ มีอันให้เกิดติดขัดตลอดเวลา ในด้านความรักก็ไม่ราบรื่น ประหนึ่งว่าวิญญาณของเด็กคอยบังดวงชะตาให้ทำอะไรไม่สำเร็จนั่นเอง

วิธีการแก้เคล็ด
ให้ท่านทำบุญตักบาตร และอุทิศส่วนกุศลให้เขาตลอด เพื่อเป็นการให้เขาอโหสิกรรมให้ตัวเอง พร้อมกับถวายสังฆทานสด พระ 5 รูป แทน ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และจิตวิญญาณของเด็กที่ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ควรทำในวันเกิดตัวเอง พร้อมกับจุดธูป 16 ดอก ในกลางแจ้ง เพื่อ บอก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน แล้วอธิษฐานว่า

“ข้าพเจ้าชื่อ...นามสกุล...วันเดือนปีเกิด.... ลูกขอตั้งจิตถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก วันนี้ลูกตั้งใจถวายสังฆทานสด ขอบุญกุศลนี้ส่งดวงลูกให้เจริญขึ้น หากมีวิบากกรรมใด ก็ขอให้หมดไปกับอานิสงส์ผลบุญนี้ และขออุทิศส่วนบุญกุศลนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรและดวงวิญญาณของลูกให้ตามมารับพร้อมกับอโหสิกรรมเปิดทางให้ชีวิตของข้าพเจ้าดีขึ้นด้วยเทอญ”เมื่ออธิษฐานจบแล้วจึงประเคน ขณะกรวดน้ำให้จุดธูปด้วย 1 ดอก เพื่ออุทิศบุญกุศลและเปิดทางให้ชีวิตของเราดีขึ้น

กรรมเคยเนรคุณผู้มีพระคุณ
ผลกรรม
ผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา หรือผู้อุปการะชุบเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ หรือผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือในยามเดือดร้อน นับว่าเป็นผู้ที่พระคุณทั้งสิ้น ใครเนรคุณหรือไม่ตอบแทนท่านเหล่านี้ ให้ได้รับความเดือดร้อน หรือไม่รู้คุณคน อกตัญญู ถือว่าเป็นบาปมหันต์ จะทำให้ตกนรก ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสตลอดชีวิต จะมีโรคภัยเบียดเบียนให้ได้รับความเจ็บป่วยหรือทุกข์ทรมานทั้งกายและใจอยู่เสมอ

วิธีแก้เคล็ด
ให้ถือศีลภาวนา และหาดอกไม้ธูปเทียนไปกราบเท้าท่านเพื่อขอขมาต่อท่านผู้มีพระคุณ และกล่าวคำว่า “สิ่งไหนที่ลูกเคยทำให้ท่านเสียใจ ทั้งทางกาย วาจา และใจ ขอให้ท่านช่วยยกโทษและอโหสิกรรมให้ด้วย”
หลังจากนั้นก็ต้องหมั่นตอบแทนบุญคุณท่าน ทำให้ท่านมีความสุขมากขึ้นและอย่าไปหลงผิดกลับไปทำชั่วอีก ตั้งจิตภาวนาตั้งมั่นว่าจะกลับตัวเป็นคนดี และอุทิศเวลาที่เหลือทั้งหมดทดแทนสิ่งที่ได้เคยทำผิดพลาดไป เพื่อให้ท่านอภัยและอำนวยพรให้โชคดีและประสบความสำเร็จในชีวิต

กรรมเพราะไม่เคยสร้างกุศล
ผลกรรม
การทำบุญเพื่อสร้างกุศลให้แก่ตนเองนั้น เป็นความเชื่อที่สืบทอดต่อเนื่องอย่างยาวนาน ใครขยันทำบุญก็มักไม่ตกยาก จะมีผู้คอยให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์ให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากได้ทุกครั้ง เมื่อสิ้นบุญไปก็จะเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดาอยู่บนสรวงสวรรค์ หรือหากได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ก็จะเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีคนให้ความยกย่องเคารพนับถือ แต่หากผู้ใดมีเงินมีทองมากมาย แต่ไม่เคยเข้าวัดเข้าวาทำบุญ หรือบริจาคทานบ้าง และไม่นับถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเคารพในพระพุทธศาสนา แต่กลับมั่วสุมนึกถึงแต่อบายมุข มักจะพบแต่ความล้มเหลว มีแต่โรคภัยเบียดเบียน เมื่อตกยากไม่มีคนดูแลต้องขอทานเขากิน เมื่อสิ้นกรรมไปจะต้องไปชดใช้กรรมอยู่ในนรกหิวโหย กินกรวดกินทราย
วิธีแก้เคล็ด
หมั่นทำบุญรักษาศีล และอุทิศตนเองช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะเมตตาจิตและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ต้องมีให้กับคนหรือสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก หากตักบาตรได้ทุกวันจะยิ่งดี หรือโอกาสไม่เอื้ออำนวยทำบุญทำทานสร้างกุศลในวันเกิดตัวเองทุกครั้ง เพื่อช่วยเสริมดวงให้ดีขึ้น




ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)








Copyright article from www.promdeva.com.

เจ้ากรรมนายเวรที่เกิดจากการทำแท้ง...

เจ้ากรรมนายเวรที่เกิดจากการทำแท้ง...

โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)

       
สวัสดีค่ะ...ท่านผู้อ่านที่เข้ามาชมเวป ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจ...
โทรเข้ามาถามความรู้ต่างๆกันมากมาย

วันนี้..อาจารย์ได้รับข้อมูลเรื่องราวจากลูกศิษย์ที่เข้ามารับการพยากรณ์เกี่ยวกับเจ้ากรรมนายเวรที่เกิดจากการทำแท้ง จึงทำให้มีความรู้อีกว่าเพราะอะไรกรรมของผู้ที่ทำแท้งจึงต้องรุนแรงขนาดนี้    ไม่ว่าจะทำแท้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม    โดยปกติแล้วผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำแท้งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนพาไป หรือคนบอกสถานที่ หรือว่าคนที่ร่วมกันกระทำดวงวิญญาณของเด็ก เด็กที่ตายไปก็จะตามผูกพยาบาทคนเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคุณรู้หรือไม่ว่า ในโลกแห่งวิญญาณ นั้นจะมีดวงวิญญาณมากมายที่อยากจะเกิดมาเป็นมนุษย์ มีการเรียกว่า แย่งกันมาเกิดกันก็มี เนื่องจากภพภูมิของมนษย์นั้น ถือว่าดีที่สุด เพราะคนที่เกิดได้ต้องมีบุญบารมีพอที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างปลอดภัยและภพของมนุษย์สามารถสร้างบารมีได้ และสามารถสร้างกรรมเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ การที่จะแก้กรรมหลายภพหลายชาตินั้นต้องเกิดมาภพมนุษย์ได้อย่างเดียวจึงสามารถแก้กรรมได้ บางทีเทพเทวดาก็ยังอยากที่จะมาอุบัติเป็นมนุษย์เพื่อเพิ่มบารมีของตัวเอง

ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดค่ะ
เพราะสามารถเรียนรู้ธรรมะได้สามารถที่บรรลุพระนิพพานได้โดยใช้ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นทางเดิน และถือว่าใครที่ตั้งใจไปขัดขวางหรือไม่ได้ตั้งใจไปขัดขวางแต่ไม่รู้เท่าถึงการณ์ ก็ถือว่าเป็นการขวางการเกิดของวิญญาณนั้นๆ และเมื่อวิญญาณนั้นๆไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

ก็จะตามจองล้างจองผลาญกลายมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของท่านไปด้วยปริยายค่ะ
และกรรมมันจะส่งผลให้คุณก็คือ เด็กคนนั้นเขามีสิทธิ์จะเกิดแต่ตัวคุณไม่ให้เกิด ทำทุกวิธีที่ไม่ให้เขาเกิดมานั้น คุณรู้หรือเปล่า เขาอยู่ที่ไหนถ้าเขาไม่ได้เกิด ก็จะอยู่ที่ตัวพวกคุณนั่นเองแหละค่ะ เพราะวิญญาณเขาไม่รู้จะไปไหน จึงทำให้วิญญาณได้ติดตามตัวคุณแล้วนำสิ่งที่ไม่ดีให้กับคุณถ้าคุณดีเขาก็แช่งให้คุณเสื่อมเสีย หายนะ ได้อย่างรวดเร็วทำมาหากินอะไรก็ไม่ขึ้นค่ะ และเสื่อมเสียทั้งสุขกายกายก็เกิดการเจ็บป่วยไม่รู้สาเหตุ และจิตใจก็ไม่สู้จะดี กลายเป็นคนคิดมาก อารมณ์ไม่ค่อยอยู่กับตัว เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย คิดแต่เรื่องร้ายๆตลอดไป จนกว่าจะเข้าใจมาเหตุนั้นมาจากไหน
คนโบราณได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ทำแท้งนั้น จะต้องชดใช้หรือได้รับผลกรรมอย่างน้อย 7 ปี 7 เดือน 7 วัน หลังจากที่ได้กระทำกรรมนั้น และเมื่อคุณตายไปแล้ว เวลาคุณจะไปเกิดก็จะมีอุปสรรคเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่ากว่าจะเกิดก็ลำบากกันเลยค่ะ และได้ผลเร็วอย่างเห็นทันตา ซึ่งทางเวปทำข้อเสนอความคิดเห็น คุณๆที่เคยมีอดีตอย่างนี้สามารถถ่ายทอดบอกเล่ากันเข้ามาสู่มาฟังได้ค่ะ เหมือนกับบอกทางเดินทางแนะที่เกิดขึ้นต่อผู้ที่เคยผ่านเรื่องอันเลวร้ายและผู้ที่ยังไม่รู้เรื่องแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงอยากให้เพื่อนๆชาวเวปเขียนเรื่องแสดงความคิดเห็นกันเข้ามาเลยค่ะ
อาจารย์ยินดีที่ตอบและให้กำลังใจกับทุกท่านน่ะค่ะ
ปัจจุบันนี้มีคนหลายๆคนที่ประสบปัญหาเรื่องเจ้ากรรมนายเวรเข้ามารบกวน โดยเฉพาะเรื่องการทำแท้งนี้เป็นประเด็นหลัก และเป็นปัญหาอย่างหนักมากค่ะ และการแก้ไขมีหลายๆสำนักที่มีการแก้กรรมหลายๆแบบ แต่ก็ไม่สามารถแก้กรรมได้ง่ายๆ เพราะกรรมเมื่อได้กระทำลงไปแล้วย่อมส่งผลเสมอไม่ช้าก็เร็ว แต่ถึงอย่างไรมนุษย์ยังเป็นสัตว์ประเสริฐ มีพลัง มีสมอง และความคิด เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่องเพื่อที่จะบรรเทากรรมนั้นให้เจือจางลงได้
ขอให้ติดตามวิธีการแก้เคราะห์กรรมจากการทำแท้งบุตรต่อไปน่ะค่ะ


ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)




Copyright article from www.promdeva.com.

กรรมหลังทำแท้ง ดวงวิญญาณเด็กน้อยตามหลังตลอดเวลา...

กรรมหลังทำแท้ง ดวงวิญญาณเด็กน้อยตามหลังตลอดเวลา...
โดย ธูปพลังจิตจักรวาล...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


สวัสดีค่ะ อาจารย์ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่สนใจใน วิธีแก้ไขวิบากกรรมทำแท้งกันมากเลยค่ะ มีโทรศัพท์เขามาหาอาจารย์และสนใจวิธีการแก้ไขวิบากกรรมทำแท้งโดยการสร้างกายทิพย์หรือรัศมีของเด็กทำอย่างไรเพราะเสียงส่วนมากยังคงสงสัยและสนใจกันเข้ามามากมาย  จึงมีกำลังใจที่นำพาวิชาการที่ได้สะสมมาเกือบ20ปีที่ได้จากการเรียนรู้พลังงานเหนือธรรมชาติจากทุกที่ ที่อาจารย์เดินทางเข้าไปศึกษา จึงได้นำมาให้ทุกท่านที่เคยมีปัญหาหรือกำลังมีปัญหาได้นำไปเป็นทางเลือกทางหนึ่ง ซึ่งหลายๆท่านที่ได้เคยทำหลายวิธี บางครั้งก็จะมีคำถาม มาถามกันว่าแต่ละวิธีนั้นมีผลทำให้เด็กไปเกิดได้จริงหรือไม่  อาจารย์ตอบว่า  ทุกวิธีมีทางเดินที่ถูกต้องเพราะจุดเดียวกันก็คือ ต้องการให้ชีวิตของผู้กระทำบาปนั้นดีขึ้น แต่วิธีของอาจารย์นั้นจะแตกต่างกับวิธีทั่วๆไปก็คือ อาจารย์จะให้คำนึงถึงเด็กที่ตายไปว่าเขานั้นไปดีหรือไม่และการที่เราสามารถทำกายทิพย์ให้เด็กนั้นเป็นจริงหรือไม่ ทำไม!! อาจารย์จึงไม่ทำให้เอง อาจารย์ก็จะตอบว่า  เรื่องที่คุณนั้นมันคือกรรมที่ลิขิตหรือทำเองเอาเองจะเป็นเรื่องที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจนั้น มันเป็นเรื่องที่ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมแต่เมื่อมีกรรมมันเกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราคิดจะหนีกรรมนั้นสามารถหนีได้ก็ดี  แต่จริงๆแล้วหนีจากจิตใจของเราไม่พ้นหรอกค่ะ  !!  เราเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินตัวเราเอง  ซึ่งการทำวิธีนี้เป็นวิธีทางหนึ่งซึ่งคุณสามารถที่จะเลือกหรือไม่นั้นมันขึ้นกับตัวคุณเองว่าเหมาะสมกับตัวคุณหรือไม่  เพราะทุกวิธีเป็นวิธีที่ดี แต่จะเหมาะสมกับตัวคุณเพียงใดนั้น คุณต้องพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณได้ตั้งใจที่จะนำไปใช้แล้วทำให้คุณเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ 
         
วันนี้อาจารย์นำบทความกรรมหลังทำแท้ง ให้ผู้อ่านได้อ่านเป็นที่เตือนใจและเป็นอุทาหรณ์ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตของคุณ...ได้เคยพบเจอเหตุการณ์อย่างนี้หรือไม่

บุญ หรือบาป ของ จอย(นามสมมุติ..ขออนุญาติก่อนแล้วค่ะที่จะมาออกเป็นบทความให้ทุกท่านได้อ่าน ขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสอนใจและช่วยผู้หญิงที่กำลังตกที่นั่งเดียวกันเหมือนกับน้องจอยน่ะค่ะ...)
เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก..... ประโยคนี้ถือว่าเป็นสัจธรรมที่โดนใจหลายๆท่านจริงๆน่ะค่ะ
ทำไมล่ะค่ะ เพราะภัยจากมนุษย์ผู้ชายซึ่งมากไปด้วยตัณหาราคะ มักจะระบายอารมณ์กับมนุษย์เพศหญิง ไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อ  พี่ชาย วงศาคณาญาติที่เป็นเพศชายทั้งหลาย ซึ่งเรานึกไม่ถึงจริงๆว่าสิ่งที่เป็นอันตรายมักอยู่ใกล้ๆตัวเรานั่นเอง
         
และกำลังบอกกับคุณว่าผู้ชายนี้แหละทำให้ผู้หญิงต้องตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์
มักจบลงด้วย “การทำแท้ง

ลูกศิษย์คนนี้เป็นเด็กดี อายุ 15ปี หน้าตาดี ผิวพรรณดี เป็นดอกไม้แรกแย้มเป็นที่หมายปองของหมู่ภมร
จอยได้มาหาอาจารย์และได้เข้ามารับการพยากรณ์ แล้วอาจารย์ก็ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณเกี่ยวข้องกับเด็กติดตามเธอตลอดเลยน่ะสักพักได้ยินเสียงร้องไห้ของจอย..และก็ยอมรับว่า ตนเองตั้งครรภ์ประมาณ 3เดือนกว่าๆ และไม่กล้าจะปรึกษาใครแม้กระทั่งเพื่อนสนิทและกลัวถึงหูพ่อแม่ จึงตัดสินใจมาหาอาจารย์เพื่อขอคำแนะนำปรึกษาและก็ตั้งใจว่าถ้าอาจารย์พยากรณ์ให้หนูถูกว่า

หนูมีปัญหากลุ้มใจเรื่องอะไร อาจารย์คนนี้แหละจะต้องเป็นที่พึ่งของเราได้...
และก็เล่าเรื่องว่าทำไมจอยจึงตั้งครรภ์โดยที่ไม่ต้องการ
เรื่องมีอยู่ว่า จอยได้กลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่สักพัก นี้แหละค่ะจึงทำให้เจอผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งจอยเป็นคนชอบทำบุญมักจะไปวัด
ที่มีวัยย่างเข้าสู่การมีประจำเดือน ทำให้สาวอ่อนต่อโลก ความใสซื่อ
บริสุทธิ์ จึงทำให้มองโลกในแง่ดี สนิทสนมชิดเชื้อกัน จนน้องจอยได้มีความสัมพันธ์กับชายหนุ่ม
ในที่สุดเธอก็ตั้งครรภ์ และปรึกษากับชายหนุ่ม ซึ่งให้นำเด็กออกหรือพาน้องจอยไปทำแท้ง เพราะ ชายหนุ่มกลัวพ่อแม่ของจอยจะดำเนินคดีพรากผู้เยาว์ และข่มขืนเด็กอายุ 15ปี

ในที่สุดน้องจอยต้องไปทำแท้งอย่างที่ชายหนุ่มต้องการ หลังจากชีวิตได้รับความช่ำชอกอย่างหนักชีวิตของเธอไม่มีความสุขเหมือนเด็กสาวทั่วไป และชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป เขาไม่ค่อยสนใจเธออีกเลย หลบหน้าเธอตลอด ทำให้เธอเศร้าใจมาก และที่รับไม่ได้ก็คือ เขาไปมีคนอื่น
นี่แหละ!! จะเห็นว่ากรรมได้มาถึงแล้ว และที่เธอรับสารภาพกับอาจารย์ก็คือ ที่แทบทำให้เธอเกือบเป็นบ้าก็คือ มีแต่คนเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเดินตามเธอมาตลอด และคนอื่นมักเข้ามาทักว่ามีเด็กมากับเธอตลอด และมีเสียงร้องไห้ดังลั่นในเวลากลางคืน พ่อแม่ของน้องจอยมักถามเธอตลอดว่าเธอเอาเด็กมาเลี้ยงทำไม แต่ตัวของน้องจอยไม่ได้ยิน จนมีอยู่คืนหนึ่งพ่อแม่ของน้องจอยต้องมาเคาะประตูให้เปิด
จอย !! พ่อแม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากห้องหนู
ไม่มีนี่ค่ะแม่ หนูไม่เห็นไม่ได้ยินเลยค่ะ
เธอก็หลับไปแล้วฝันว่า เห็นเด็กทารกนั่งอยู่ปลายเตียง เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดสดๆ และเห็นหมอเป็นผู้ดึงเด็กออกมาเป็นเด็กผู้หญิงผิวขาวเหมือนหนูมากค่ะ จากนั้นผิวขาวก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ หน้าตาของเด็กเจ็บปวดมาก และ เรียกว่า “แม่จ๊าๆ ฆ่าหนูทำไม แม่ใจร้าย”
“แม่ขอโทษ แม่ขอโทษจ๊ะลูก แม่ผิดไปแล้ว”
น้องจอยบอกกับอาจารย์ว่า หนูกลัวมากค่ะอาจารย์ อยากฆ่าตัวตายค่ะอาจารย์ เค้ามาหาหนูทุกคืนเลยค่ะ ขอความกรุณาเถิดค่ะ ช่วยบอกวิธีทางแก้ให้หนูด้วยค่ะ ถ้าหนูรอให้เวรกรรมที่หนูทำนี้มันหมดไป หนูคิดว่าชีวิตของหนูต้องแย่ๆๆลงมาก และจะไม่มีที่อยู่แล้ว พ่อแม่ คนรักปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป การเรียนหนูเรียนไม่จบค่ะ พ่อแม่หาว่าหนูใจแตกและด่าว่าหนูต่างๆนานา หนูท้อใจมากเลยค่ะ และหนูหมั่นทำบุญ ไปปล่อยปลา ปลาไหล สัตว์น้ำทุกชนิด ปล่อยตลอด แต่ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย พร้อมกับเข้าบวชก็แล้วกลับมาก็เหมือนเดิมอีก ไปหาใครขอความช่วยเหลือเขาก็มองหนูแปลกและพูดแดกดันให้หนูช้ำใจค่ะ
หนูอยากถามว่ามีวิธีอะไรบ้างค่ะ ที่เขาจะยอมรับว่านั้นคือสิ่งที่ผิดพลาดแล้วผลบุญที่หนูทำมาตลอดเข้ามาช่วยหนูบ้างหรือไม่ค่ะ
จะเห็นได้ว่าลูกศิษย์นี้มีผลกรรมหลังจากทำแท้งก็คือชีวิตจากที่เคยสดใส
สดสวย สดชื่น กลายมาเป็นเปลี่ยนอีกด้านหนึ่งเลยหลังจากที่มีเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากที่นำวิธีการแก้วิบากกรรมจากการทำแท้งของอาจารย์แล้ว ปัจจุบันนี้ ชีวิตของน้องจอยเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เด็กที่เคยได้ยินเสียงก็หายไป หน้าตาก็กลับมาสวยงามเหมือนเดิม ได้เรียนหนังสือจบและเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ มีสังคมที่ดี และได้เรียนจบมีการงานที่ประสบความสำเร็จ และส่วนสำคัญก็คือ ชีวิตคู่นั้นสมหวังค่ะ มีลูกแฝดชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้สอนเป็นอุทาหรณ์ว่า ไม่มีใครอยากทำผิดหรอกค่ะ แต่ถ้ากรรมซึ่งกำหนดมาให้แล้วถ้าเรารู้แล้วเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้องถือว่าชีวิตที่ผ่านมาก็เป็นประสบการณ์และยังได้รู้ว่าการเดินทางของคนแต่ละคนนั้น ยังมีอะไรที่ลึกซึ้งที่เราไม่รู้อีกมากมาย
         
การที่อาจารย์นำวิธีแก้ไขวิบากกรรมจากการทำแท้งมาให้ท่านได้นำไปปฏิบัติด้วยตัวเองนั้น จะสามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเวรกรรมจากการทำลายเด็กนั้น เด็กซึ่งไม่สามารถไปเกิดนั้นทรมานขนาดไหน เพราะไม่สามารถที่จะมีร่างกายที่สมบูรณ์ได้ หิวก็หิว
 เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ถ้าได้นำวิธีสร้างกายทิพย์ของเด็ก ก็จะทำให้ตัวของเด็กนั้นสมบูรณ์แบบแล้ว คนเป็นแม่จะรู้ว่าเมื่อกรวดน้ำทำบุญส่งไปให้จิตใจที่เคยเศร้าหมองนั้นก็เริ่มจะสดชื่นและมีความสุขไปว่าเป็นเรื่องคู่ครอง การงาน การเงิน และครอบครัว

ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามตอนหน้าอาจารย์พูดประสบการณ์ของคนที่เคยทำแท้งและนำวิธีการสร้ายกายทิพย์ของเด็กไปปฏิบัติแล้วดีอย่างไร







ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)























Copyright article from www.promdeva.com.