Showing posts with label แสงกายทิพย์. Show all posts
Showing posts with label แสงกายทิพย์. Show all posts

Tuesday, January 4, 2011

พลังแสงกายทิพย์ ตอน “หัวใจของความร่ำรวย.....”


พลังแสงกายทิพย์  ตอน  “หัวใจของความร่ำรวย.....”

1.วัตถุทุกชนิด  ที่สามารถจับต้องมองเห็นได้  ล้วนกำเนิดจากแหล่งความคิด
ที่ดำรงอยู่  แทรกซึม  และทะลุทะลวงเต็มไปหมด ทั่วทุกอณูในจักรวาลนี้..

2.สสารวัตถุทั้งหลาย  เกิดจากความคิดที่อยู่ก่อนแล้วในจักรวาล  ซึ่งจิตใจ
มนุษย์สามารถเข้าถึงได้

3.ท่านสามารถสร้างวัตถุ  หรือความจริงทุกอย่าง  จากความคิดของท่าน
โดยการรู้สึกดื่มด่ำประทับใจจากสสารที่ไร้รูปร่าง  แล้วในที่สุด มันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมา

4.จงรู้จักคิดเพื่อสร้างสรรค์  แต่อย่าคิดเพื่อแข่งขัน
5.จงขอบคุณทุกๆสิ่งที่อยู่และเกิดขึ้นรอบๆตัว
6.การขอบคุณเป็นการรวมพลังงานในจิตใจ  เพื่อรับรู้ภาพสสารที่ไร้รูปร่าง
จากจักรวาล

7.ต้องขอบคุณอย่างลึกซึ้ง  จริงใจ  และทำอย่างต่อเนื่อง
8.ภายในใจสิ่งที่ท่านต้องการ  ต้องแจ่มชัดและแน่นอน
9.เก็บภายในใจไว้ในความคิดให้นานที่สุด  ขณะเดียวกันให้ขอบคุณอย่าง
ลึกซึ้งต่อพลังอำนาจสูงสุดที่อยู่เหนือขึ้นไปในจักรวาล  ที่อนุญาตให้ท่าน
มีทุกอย่างตามที่ต้องการ

10.ผู้ที่ต้องการความร่ำรวย  ต้องใช้เวลาว่างทุกๆครั้งคิดถึงแต่ภาพสิ่งที่ตัวเองต้องการ  ขณะเดียวกันก็ต้องรู้สึกขอบคุณในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
11.ขจัดความเครียดและความสงสัย  ให้หมดสิ้นไป
12.สร้างศรัทธาให้เต็มหัวใจ
13.ดูแลอารมณ์ให้สดใส  ร่าเริง  ตลอดเวลา
14.ทำกิจกรรมตามปกติให้สำเร็จลุล่วงอย่างเต็มกำลังความสามารถ
15.เฝ้ารอความจริงที่จะเกิดขึ้น  ไม่ปฏิเสธโอกาสเล็กๆน้อยๆ
16.ให้ผู้อื่นมากกว่ามูลค่าเงินที่ท่านได้รับ
17.ความร่ำรวยของท่านจะเป็นไปตามสัดส่วนที่ท่านจินตนาการ...


ด้วยรักและปรารถนาดีอย่างจริงใจ
Master  Antiga  Ariyachawul…

Tuesday, November 16, 2010

คุณเชื่อหรือไม่ว่า มนุษย์มีกายที่สอง...

คุณเชื่อหรือไม่ว่า มนุษย์มีกายที่สอง...

พลังแสงกายทิพย์.....
โดย
Master  Antiga   Ariyachawul



      


คนเราทุกคนจะมีกายที่สอง กายนี้มีลักษณะโปร่งใสเป็นประกายระยิบระยับเป็นกายแฝดที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดจนตาย และกายนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักค้นคว้า หรือผู้ที่สนใจใฝ่รู้ในเรื่องศาสตร์เร้นลับหรือไสยศาสตร์ ซึ่งคำพูดนี้เป็นวาทะของโยคีที่มีสาวกนับจำนวนพัน ที่พากันมาฟังกันด้วยความศรัทธาและเลื่อมใสอย่างจริงใจ
ที่จริงแล้วเรื่องโยคีเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจจริงๆน่ะค่ะ อาจารย์นำบทความนี้มาให้ชาวเวปและลูกศิษย์ที่สนใจที่ยังมีข้อสงสัยอยู่ นับว่าเป็นบทความหาอ่านยาก นอกจากในเวปไซด์ของที่นี้เท่านั้น...



ท่านโยคีรามจรกะ ผู้ได้เขียนศาสตร์แห่งลมปราณและหะธะโยคะที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก
โยคีราจรกะ ได้กล่าวถึงกายที่สองของคนเราต่อไปว่า มนุษย์มีความลึกลับซับซ้อนมากว่าที่เราคิดมากมาย มนุษย์ไม่เพียงแต่จะมีร่างกาย(กายจริง) และจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ในตัวมนุษย์เองยังมีเจตภูตหรือมีกายที่สองแฝงอยู่เป็นเงาตามตัว วิญญาณของคนเรานั้นมีสื่อหรือพาหนะพาไปหลายอย่างและสื่อทั้งหลายนั้นก็จะมีระดับความเข้มมากน้อยแตกต่างกันไป สื่อหรือพาหนะอาจแสดงออกมาทางร่างกาย(กายจริง) หรืออาจแสดงออกมาทางกายที่สองหรือที่เรียกว่า “กายทิพย์”เป็นต้น

กายทิพย์เป็นที่รู้จักของชนทุกชาติเพียงแต่เรียกชื่อที่แตกต่างกันไป เช่น เรียกว่าอีเทียเรียล บอดี (ETHEREAL-BODY)ฟลูอิดดิค บอดี้ (FLUIDIC-BODY)ดับเบิล (DOUBLE)เรท(WRAITH)
ด็อพเพลแกงเกอร์ (DOPPELGANGER) เป็นต้น
กายทิพย์เป็นกายที่ละเอียดที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อาจเปรียบเทียบได้กับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงของน้ำในทางวิทยาศาสตร์ที่มีสถานภาพเป็นของแข็ง เมื่อได้รับความร้อนหรืออุณหภูมิสูงขึ้นก็เปลี่ยนสถานภาพเป็นของเหลว และเปลี่ยนสถานภาพระเหยเป็นไอหรือก๊าซซึ่งยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าเด่นชัด ต่อเมื่อมันกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำเราถึงจะมองเห็นได้เด่นชัดขึ้น


     
กายทิพย์หรือกายแฝดของเราแยกออกจากกันเมื่อใด?
ท่านโยคีรามจรกะกล่าวว่า มันจะแยกขาดออกจากกันในสภาวะวิกฤตเท่านั้น ตามปกติมันจะแยกออกจากกันยากมาก ยกเว้นผู้ที่มีสมาธิแก่กล้า สามารถบังคับถอดกายทิพย์เดินทางออกไปท่องเที่ยวในระยะไกลได้ หรือแม้แต่คนปกติบางคนก็ตกอยู่ในสภาวะนอนหลับสนิทจริงๆ บางครั้งกายทิพย์ก็แยกออกไปชั่วขณะ ทำให้ฝันว่าได้เดินทางไปยังที่ต่างๆที่ไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินได้ฟังมาก่อน
บางทีหลังจากคนเราตายแล้ว กายทิพย์ของบุคคลนั้นอาจแปรสภาพเป็นกายจริงให้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่า “ผีหรือปีศาจ(GHOST)”นั่นเองและโดยทั่วไปผู้พบเห็นมักจะเป็นเพื่อนหรือญาติมิตรที่ใกล้ชิดกันเท่านั้น
แม้ว่ากายทิพย์หรือกายที่สองของคนเราจะมองไม่เห็น แต่เราก็สามารถรับรู้ได้จากการนั่งทางใน นั่งสมาธิ ด้วยพลังจิตแก่กล้า ภายใต้สภาวะที่สงบนิ่ง มั่นคง และแน่นอน และในช่วงที่เกิดสภาวการณ์สงบนิ่งทางจิต กายทิพย์ของผู้ที่มีชีวิตอยู่นั้นในบางครั้งอาจมองเห็นได้ และผู้ที่เห็นมักจะเป็นเพื่อน หรือบุคคลที่เป็นญาติสนิทเช่นเดียวกัน


กล่าวกันว่าผู้ที่มีพลังจิตสมาธิแก่กล้า ซึ่งผ่านการฝึกฝนหรืออบรมจิตมานาน สามารถบังคับการถอดกายทิพย์ของตนเองได้ราวกับเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ยากสำหรับบุคคลทั่วไป เนื่องจากขาดประสบการณ์ในการฝึกอบรมหรือผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านการฝึกมาก็ยังทำได้บ้างไม่ได้บ้างหรือทำได้บางขณะเท่านั้น
ในช่วงที่คนใกล้ตาย ผู้ที่มีสมาธิจิตแก่กล้าจริงๆจะสามารถมองเห็นกายทิพย์แยกตัวออกจริงของบุคคลนั้นลักษะณะอาการจะค่อยๆลุกขึ้นลอยอยู่ข้างบน และมีสายใยบางเบาผูกติดกันอยู่ ครั้นสายใยนี้ขาด บุคคลนั้นก็จะตายทันที และวิญญาณจะลอยออกจากร่างไปพร้อมๆกับกายทิพย์ ขอให้ตระหนักว่า กายทิพย์คือ พาหะหรือสื่อที่นำเอาวิญญาณออกไปจากร่างของคนตาย
กายทิพย์นั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกับกายจริง ครั้นบุคคลนั้นสิ้นชีวิตแล้วกายทิพย์ก็จะสลายตัวไป แม้แต่ในขณะที่ศพถูกนำไปฝังในหลุม ผู้ที่มีสมาธิสูงก็สามารถมองเห็นการสลายตัวรอบๆหลุมฝังศพนั้นเป็นแสงสีม่วง
อาจารย์อยากบอกท่านว่าปราฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นว่า เป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายๆกับบุคคลนั้นนอนหลับหรือฝันไป และอยากจะบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างหลับ รวมทั้งการปฏิบัติงานของกายทิพย์ที่ออกจากกายจริงไปสัมผัสกับสิ่งต่างๆในอีกมิติหนึ่งก็ได้.......








Copyright article from www.promdeva.com.

Sunday, November 14, 2010

การใช้บุญของตัวเองและพลังแสงทิพย์เพื่ออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร...

การใช้บุญของตัวเองและพลังแสงทิพย์เพื่ออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร...
โดย พลังแสงกายทิพย์...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)

             
                                                                                      พวกเราชาวพุทธแต่ละคนล้วนเคยทำบุญให้ทานมาแล้วทั้งสิ้น ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน ถ้าจะนับก็คงจะใหญ่เท่าภูเขาเลากา หรือเท่าก้อนโลก แต่ไม่รู้จักใช้บุญของตนเองให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันชาติ จึงต้องรอตายแล้วไปรับบุญในสรวงสวรรค์ คนทำบุญจึงชอบบ่นว่าทำแต่บุญแต่ไม่เห็นได้สักที ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาไม่เคยให้บุญแก่เทวดาที่รักษาตัวเอง ไม่เคยให้เจ้ากรรมนายเวรที่ตามจ้องกันอยู่ ไม่เคยให้เทวดาและญาติทิพย์ที่อาศัยอยู่ในเขตบ้านเรือนไม่เคยให้เทวดาที่รักษาเจ้านายของตัว เทวดาเหล่านี้บางองค์อาจมีบุญน้อย มีฤทธิ์น้อยจึงไม่สามารถช่วยอะไรเราได้มาก แต่ถ้าเขาได้รับบุญจากเราบ่อยๆเขาจะกลายเป็นเทวดาที่มีฤทธิ์อำนาจ สามารถช่วยเหลือเราให้ประสบความสำเร็จได้ดั่งใจหมาย บางคนอ้างว่าทำบุญทุกครั้งก็กรวดน้ำให้เทวดาและเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง โปรดเข้าใจว่าท่านให้ไม่เป็นเขาจึงไม่ได้รับ เช่นให้ไม่เจาะจง หรือ แสงบุญหมดแล้วจึงกรวดน้ำให้เขา จึงไม่ได้รับ
         
เมื่อกำลังให้ของใคร ไม่ว่าจะถวายของแก่พระสงฆ์ ให้ของแก่พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ มิตร แม้เอาข้าวให้หมากิน เอาอาหารโยนให้ปลากิน เอาเศษอาหารโปรดให้มดกิน ย่อมเกิดกระแสบุญขึ้นเป็นแสงเรืองรองแผ่ออกจากตัวผู้กำลังให้ เพียงไม่กี่วินาทีแสงนี้จะพุ่งหายไปเบื้องบน แล้วสะสมเป็นกองบุญของผู้ให้อยู่บนเทวโลก ดังนั้นขณะให้ของใครจึงควรอธิษฐานจิต คิดทันทีว่า
         
“ บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาตัวข้า” หรือ “บุญนี้จงเป็นของเจ้ากรรมนายเวรของข้า” หรือ “บุญนี้จงเป็นของเทวดา-ภูต-ผี-ปีศาจ-เปรต-ครุฑ-นาค-ยักษ์-ที่อยู่อาศัยอยู่ในเรือนสวนไร่นา หรือ เคหะสถานบ้านเรือนของข้า” หรือ “บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาบิดา-มารดาของข้า” เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการแก้ไขในจุดไหน         
บุตรของเราเกเรเหลือเกิน ชอบสร้างแต่ความเดือดร้อน สั่งสอนไม่เชื่อฟัง แบบนี้ต้องให้เทวดาผู้รักษาตัวเขาเป็นผู้ขนาบตักเตือน วิธีที่เทวดาตักเตือนนั้นท่านจะสั่งการไปที่ความรู้สึกนึกคิดจิตใจของเขา
ถ้าเทวดาประจำตัวเขาเป็น มิจฉาทิฏฐิ เมื่อได้รับบุญบ่อยๆเทวดาจะรูสึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง มีชีวิตที่สุขสบายขึ้น มีฤทธิ์อำนาจมากขึ้น เขาจะทราบได้เองว่าสิ่งที่เขาได้รับมาจากไหน เมื่อเราอุทิศบุญให้ท่านก็ควรอธิษฐานว่า “เมื่อเทวดาได้รับบุญแล้ว ขอให้มีความสุข มีกินมีใช้ มีเสื้อผ้าที่อยู่อาศัย และขอให้อบรมตักเตือนลูกของข้าให้เป็นคนดีด้วย” ดังนั้นไม่นานหรอกจะเกิดเหตุการณ์พิสดารขึ้นมากับบุตรที่เกเรคนนั้น จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนดีอย่างแน่นอน
         
สามีหรือภรรยา คู่ครองของตนเป็นที่น่าเอือมระอาเหลือเกิน อยากให้คู่ครองดี รักเรา ละเลิกประพฤติชั่วเหลวไหล ก็ให้ทำแบบเดียวกันกับบุญที่ให้แก่เทวดาที่รักษาบุตร
         
กิจการของท่านที่ล้มเหลว หรือ ซบเซา เมื่อท่านทำบุญทุกครั้งควรอุทิศบุญให้เทวดาประจำตัวของท่านและเทวดาที่ดูกิจการค้าด้วย พร้อมกันไปเลย แล้วอธิษฐานว่า “เทวดารับบุญของเราไปแล้วโปรดช่วยเหลือกิจการค้าธุรกิจของเราให้ประสบความสำเร็จด้วยเถิด ถ้าร่ำรวยขึ้นจะทำบุญให้ท่านยิ่งๆขึ้นไปอีก” จะใช้คำเรียกตนเองว่า ข้า หรือเรา ก็ได้ทั้งนั้น
         
ร้านค้าที่ค้าขายต่างๆ จะเป็นร้านอะไรก็แล้วแต่ เมื่อทำบุญก็ให้อุทิศแก่เทวดาที่รักษาร้านค้านั้นด้วย แล้วบอกว่า “เทวดาเมื่อได้รับบุญแล้ว โปรดเรียกลูกค้ามาอุดหนุนให้มากๆด้วย”
         
การอุทิศบุญไม่ต้องพูด ไม่ต้องกรวดน้ำ ให้ใช้การคิด ต้องรีบคิดทันที อย่าชักช้า เพราะแสงบุญที่เกิดขึ้นจะดำรงอยู่ไม่กี่วินาทีแล้วจะหายไปอยู่สวรรค์ ถ้าฝึกบ่อยๆเราจะชำนาญในการคิดเพราะมีกระแสแรงกว่าคำพูดออกจากปาก เวลาหย่อนข้าวลงบาตรให้คิดส่งบุญทันที และคิดให้ชัดเจนอย่าลางเลือน ให้ของแก่ใครเมื่อของหลุดจากมือเราให้คิดทันทีอย่าช้า
         
การรักษาโรคภัยที่เกิดกับตัวเราสืบเนื่องมากจาก นายเวรผู้เคียดแค้นชิงชังกระทำทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ฆ่าสัตว์ย่อมอายุสั้น ผู้เบียดเบียนสัตว์ย่อมมีสุขภาพไม่ได้ ดังนั้นการรักษาต้องส่งบุญไปให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดอาการป่วยนั้นๆและให้เทวดาผู้รักษาตัวเรา
ในขณะเดียวกันให้อธิษฐานว่า “หมอใดยาใดที่สามารถรักษาอาการนี้ให้หายขาดได้ ขอให้เทวดาจงนำหมอนั้นมารักษาตัวเรา เจ้ากรรมนายเวรได้รับบุญของเราแล้ว จงอโหสิกรรมให้เราด้วยถ้าเราหายเราจะทำบุญให้แก่ท่าน ยิ่งๆขึ้นไป”  การอธิษฐานเบิกบุญเก่าอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทำวันละหลายๆครั้งจนเขาพอใจ อาการป่วยของเราจะหายเร็วขึ้น ซึ่งถ้ามีการจุดเทียนพลัง
หรือเรียกว่า เทียนพลังทิพย์ 7 สีรุ้ง ยิ่งดี เพราะ พลังของแสงมาจากพลังเทียนนี้เป็นการส่งพลังทิพย์ไปให้แก่เทวดาประจำตัวและเจ้ากรรมนายเวรให้ล่วงลับรู้จากบุญกุศลที่เราได้ตั้งใจกระทำจากการตั้งใจอย่างแน่วแน่ จนเทวดาประจำตัวและเจ้ากรรมนายเวรมีแสงสมบูรณ์ เพราะเมื่อท่านมีปัญหาเรื่องอะไรหรือมีการเจ็บป่วยที่ใดในร่างกาย เมื่อส่งบุญผ่านพลังเทียนด้วยจิตวิญญาญของตัวท่านเอง และความคิดให้คิดว่า “บุญนี้และแสงนี้จงสร้างพลังทิพย์ส่งไปให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยหรือปัญหาต่างๆ                              

เมื่อได้รับบุญและพลังแสงทิพย์นี้แล้ว ขอให้เจ้าชีวิตที่ดีขึ้น มีภพภูมิที่สูงขึ้น จงหลุดพ้นจากสภาวะชั้นต่ำเดี๋ยวนี้ เมื่อเราหายป่วยหรือจากปัญหาใดๆแล้วเราจะทำบุญให้พวกเจ้าให้สูงขึ้นเรื่อยๆ พวกเจ้าจงเลิกจองเวรจองกรรมในเราเสียที ตั้งแต่นี้เราจะตั้งตนอยู่ในศีลในธรรม เลิกการเบียดเบียนเข่นฆ่าชีวิตสัตว์อื่นๆ ขอส่งบุญและพลังแสงทิพย์ที่เกิดจากการรักษาศีลแก่เจ้าด้วย ”
         
ผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวกับการฆ่า (ทำแท้งเกี่ยวข้อง) หรือเบียดเบียนสัตว์อื่น คนเหล่านี้ต้องสร้างบาปกรรมอยู่ทุกวันๆ จึงก่อความเคียดแค้นชิง
ชังให้แก่สัตว์ที่ถูกฆ่าอยู่ทุกวี่ทุกวัน เขาก็พยายามจองล้างจองผลาญ แต่ในขณะที่บุญเก่าของเขาผู้นั้นยังมีอยู่ เจ้ากรรมนายเวรก็ยังทำอะไรไม่ได้ แต่หากว่านายเวรได้ช่องทางเมื่อไร วิญญาณสัตว์ที่เคียดแค้นเหล่านั้น(นายเวร) จะตามมาทวงและให้ร้ายทันที ดังนั้นต้องพยายามไถ่ถอนกรรมของตัวด้วยการทำบุญ และพร้อมกับจุดเทียนพลังทิพย์เพื่อส่งกระแสจิตพร้อมทั้งอุทิศส่วนกุศให้กับวิญญาณสัตว์หรือบุตร ที่ตัวเองได้เคยฆ่ามาหรือทำร้ายบ่อยๆ
การนำเนื้อสัตว์ที่เราขายนั้นนำไปทำเป็นอาหารแล้วถวายพระ หรือเลี้ยงผู้อื่น ขอให้ส่งพลังจิตไปกับจุดเทียนพลังทิพย์ 7 สีรุ้งพร้อมทั้งคิดและกล่าวคำพูดว่า

“บุญและแสงเทียนพลังทิพย์ 7 สีรุ้งนี้ ขอให้กับสัตว์ทั้งหลายที่เราได้ฆ่า หรือผู้อื่นฆ่า เพราะคำสั่งของเรา เหล่าสัตว์ใดได้รับบุญและแสงทิพย์นี้จงนำความสุข ความเจริญ มีชีวิตวิญญาณที่ดีขึ้น จงหลุดพ้นจากกรรมนายเวรที่ตนเองสร้างไว้ จงมีภพภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นบุตร เทวดาในสรวงสวรรค์ เมื่อท่านได้รับบุญและแสงพลังทิพย์นี้แล้ว จงอโหสิกรรมให้แก่เราด้วย”




ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)
















Copyright article from www.promdeva.com.

วิธีการแก้เคราะห์กรรมจากการทำแท้งบุตร...

วิธีการแก้เคราะห์กรรมจากการทำแท้งบุตร...
โดย พลังแสงกายทิพย์...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


จากที่ได้ออกบทความเรื่อง เจ้ากรรมนายเวรจากการทำแท้งได้มีท่านผู้อ่านมากมายที่ส่งคำถามเกี่ยวข้องกับวิธีการแก้เคราะห์กรรมจากการทำแท้งมาจึงเห็นว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะคนส่วนมากที่มีปัญหา และมีเคราะห์กรรมจากการทำแท้งนั้น ส่วนมากมักจะไปทำบุญสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญเสริมบารมีกันซะส่วนมาก แต่อะไรล่ะค่ะ !! ที่จะดีพอสำหรับที่จะชดเชยกรรมที่เราฆ่าชีวิตอันบริสุทธิ์ของบุคคลอื่น พวกที่ทำผิดพลาดเคยไปทำแท้งบุตรมาจะต้องพยายามทำบุญทดแทนกันสิ่งนั้น อาจารย์คิดว่าคงไม่มีอะไรที่ดีกว่า การแก้เคราะห์ด้วยตัวของคุณเอง ซึ่งการแก้กรรมหรือตัดกรรมนั้นต้องเข้าใจความหมายว่าเป็นการบรรเทากรรมร้ายให้เบาลง และต้องหยุดทำกรรมแบบนี้อีก ถ้ายังไม่คิดที่จะหยุดหรือปากบอกว่าหยุด แต่ใจคิดจะทำอยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้ผล เพราะคนบางคนทำครั้งเดียวไม่เข็ด เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางคนก็น่าเห็นใจ เพราะคนเรามีโอกาสที่ผิดพลาดได้ค่ะ โปรดทำใจให้สบายน่ะค่ะ เพราะคนที่ไม่อยากทำแท้งแต่เป็นเพราะเหตุสุดวิสัย อยากให้คุณคิดถึง

องคุลิมาลย์ผู้ซึ่งฆ่าคนอันบริสุทธิ์มากมาย แต่ทำไมยังได้รับการโปรดจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วกลายเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด คุณที่เคยผิดพลาดทำแท้งบุตรมาย่อมมีทางเดินที่สว่างให้คุณเดินไปได้อย่างแน่นอน ตราบใดที่คุณมีชีวิตอยู่อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ อย่าสิ้นหวัง  และคุณต้องหยุดทำกรรมจริงๆน่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าหาวิธีแก้ให้แล้ว ถือว่าไม่เป็นไรมีวิธีแก้ทำแท้งบ่อยๆ ก็มาแก้... อย่างนี้แหละค่ะ เป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะการทำแท้ง 1 ครั้ง เท่ากับเราทำบาปเป็น 3 เท่าของการฆ่าคนหนึ่งคนเลยค่ะ   และถ้าหากคุณกับแฟนไม่ยอมคุมกำเนิด เวลาสนุกอะไรๆด้วยกันไม่เป็นไร ไม่คิดอะไร พอท้องขึ้นมาก็คิดว่าจะเอาลูกออกอย่างเดียว เพราะไม่อยากมีภาระผูกพัน โดยเฉพาะสมัยนี้ เด็กสาวมักจะทำแท้งกันบ่อยมาก   โดยคิดว่าโลกเดี๋ยวนี้ทันสมัย มีเงินหน่อยก็เสียเวลานิดเดียว เดี๋ยวก็เสร็จ โดยปลอบใจตัวเองว่ามารักษาอาการประจำเดือนผิดปกติ ดูเหมือนง่าย จึงทำให้สาวๆหรือไม่สาว มักใช้บริการทำแท้งอย่างมากมาย และเกิดปัญหาอย่างนี้แบบซ้ำๆอย่างหลายครั้ง แต่ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้ต้องเลิกทำ หรือหยุดอย่างจริงจัง ไม่ว่าสักกี่ครั้งทำแล้วตอนนี้ยังแก้ไขทัน และอย่าไปหลงเชื่อว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็ให้มันเลวสุดๆไปเลย เคยทำครั้งหนึ่งแล้วไหนๆก็บาปแล้ว ก็ขอให้มันบาปสุดๆไปเลย นี้แหละค่ะ เป็นความคิดที่เลวมาก…
อาจารย์ขอร้องว่า อย่าทำแบบนี้เลย เพราะตามพระพุทธศาสนาได้บัญญัติในพระไตรปิฏกว่า ถ้าหากว่าท่านไม่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ไม่ทำอนันตริยกรรมก็พอยังมีทางออกเสมอ
และยังสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตที่ไม่ดีให้ดีได้เสมอ…
เรื่องการทำแท้งเนี่ย หลังจากที่คุณได้กระทำการห้ามมาเกิดของมนุษย์แล้วดวงวิญญาณที่ต้องมาเกิดก็จะหาที่เกิดที่ไปไม่ได้ เมื่อหาที่เกิดที่ไปไม่ได้   คุณก็น่าจะรู้น่ะว่าเขาจะอยู่ที่ไหนล่ะ ถ้าจะตอบ ก็คือ ก็อยู่ที่ตัวคุณกับแฟนของคุณอย่างไรล่ะค่ะ แต่เท่าที่อาจารย์ผ่านประสบมา ดวงวิญญาณของเด็กนั้น ส่วนมากจะอยู่กับผู้ที่แม่เป็นหลักค่ะ เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องอาศัยท้องผู้เป็นแม่ เป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน แต่ถ้าคุณดันไปทำแท้งซึ่งตอนนั้นอยู่ในครรภ์มารดาเพิ่ง 1 เดือน ก็จะขาดอีก 8 เดือน !! จริงๆแล้วตัวเขาอยู่กับคุณแน่อย่างน้อยๆก็ต้อง 8 เดือน แต่ยังไม่ทันไร ยังไม่เป็นตัวเป็นแค่ก้อนเลือดนั้น คุณก็ฆ่าเขาเสียแล้วและยิ่งกว่านั้นอีกเด็กในท้องโตประมาณ 6 เดือนมีร่างกายเริ่มสมบูรณ์แต่ดันต้องโดนฆ่าอย่างโหดร้าย ส่วนมาก 3 เดือนก็ฆ่ากันแล้วค่ะ จึงทำให้อาจารย์ได้คิดอยากจะหาวิธีที่สำหรับคนที่เคยทำแท้งแบบไม่ตั้งใจ เพราะถ้าไม่มีพิธีกรรมวิธีแก้เคราะห์จากการทำแท้ง ดวงวิญญาณที่โดนถูกฆ่าได้จะไปเกิดไม่ได้เลยเพราะความไม่รู้เท่าถึงการณ์ของคุณเป็นตัวการไปขัดขวางการเกิดของเขา คุณคิดดูซิค่ะ ว่าถ้าเขาเกิดไม่ได้ เขานั้นแหละค่ะ ก็จะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของคุณไปตลอดชีวิตเลยค่ะ!!
ดังนั้นเมื่อคุณพลาดโดยการทำแท้งบุตรมาล่ะก็ คุณต้องรีบสร้างพลังกายทิพย์ให้กับตัวบุตรทันทีเพราะวิญญาณของเด็กได้โดนถูกทำลาย จึงไม่สามารถไปไหนได้ ต้องเกาะผู้ที่เป็นแม่ได้    ซึ่งการทำวิธีสร้างพลังกายทิพย์นี้ คนส่วนมากยังไม่ค่อยรู้ ไม่ใช่เป็นวิธีการใหม่ค่ะ แต่เป็นวิธีการตั้งเดิมมานานแล้ว แต่ไม่มีใครจะรู้วิธีการมากสักปานใด ...วิธีการทั้งหลายส่วนมากก็มักจะบอกให้ไปสร้างพระ สร้างวัด ปล่อยสัตว์ สร้างโรงพยาบาล เลี้ยงเด็กกำพร้าฯลฯ มากมายหลายวิธี  แต่นี้คือวิธีปลายเหตุทั้งนั้นค่ะ เห็นผลหรือไม่เห็นผลไปทำดีกว่า เพื่อความสบายใจ แต่ผลออกทำมาไม่เห็นผลสักวิธีเลยค่ะ หรือทำแบบไม่ค่อยสมบูรณ์จึงทำให้การแก้เคราะห์ทำแท้งเป็นเรื่องที่คนส่วนมากสนใจต้องการหาวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง และทำให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญ ลูกศิษย์ที่เข้ามาส่วนมากก็จะมาจากหลายที่หลายแห่ง ทำมาทุกวิธี พอมาเจอวิธีของอาจารย์แล้วทุกคนจึงเข้าใจ มั่นใจและศรัทธาทำแล้วชีวิตดีขึ้นกว่าเก่า
การที่เราจะทำให้ดวงวิญญาณเขามีที่อยู่หรือได้กลับไปที่ภพที่สบายกว่าหรือไปที่ที่เขาควรมา  โดยเฉพาะผู้ที่ทำลายโดยการดึงหรือดูดให้เด็กตายไปในทันที และการที่เด็กเกิดไม่ครบ 9 เดือน ก็ถือว่าถ้าพลังในกายของเขาไม่สมบูรณ์คือรูปร่างไม่สมประกอบ ยิ่งถ้าเป็นจิตวิญญาณที่ลงมาจากสวรรค์ พวกเทพเทวาลงมาเกิด การที่คุณไป คุณต้องสามารถสร้างกายทิพย์เขาให้สมบูรณ์ให้ได้…เพราะอะไรหรือค่ะ
ก็เพราะ เมื่อกายทิพย์ของเขาสมบูรณ์แล้ว เวลาที่คุณจะส่งดวงวิญญาณเด็กให้ครบเมื่อเขาจะไปภพภูมิที่เขาจะไปเกิดตัวของเขาจะสมบูรณ์และแข็งแรงไม่ใช่ว่าเกิดมาตัวเขาไม่ครบอวัยวะที่เหมือนกับเด็กทั่วไป หรือถ้าเขาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ตัวเขาก็จะสมบูรณ์และไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่นั่นเอง

ไม่ใช่มาเกาะกินในตัวคุณอีกต่อไป และเมื่อสร้างกายทิพย์ของวิญญาณให้สมบูรณ์แล้ว ตัวคุณก็จะต้องส่งให้วิญญาณไปที่ที่ควรไปหรือพูดง่ายๆก็คือไปเกิดนั่นเอง โดยใช้วิธีทางพุทธศาสนาโดยการส่งพระและถวายสังฆทาน พร้อมอุทิศส่วนกุศลให้เขา ดวงจิตของเขาก็สว่างไสวมีพลังงานมีความสดใสและมีความเมตตาด้วยพลังอานุภาพของเราที่ได้ตั้งใจทำให้ดวงวิญญาณจริงๆและจะเป็นบุญที่เราได้ทำให้ซึ่งส่งผลให้พลังของจิตวิญญาณและการตั้งใจจริงของคุณพร้อมทั้งพุทธานุภาพพลังอำนาจแห่งบุญนี้ก็จะนำพาดวงจิตวิญญาณที่จะมาเกิดกับคุณให้กลับไปสู่ที่ ที่เขาควรอยู่ สิ่งที่ควรทำมากที่สุดก็คือ การสร้างกายทิพย์ของวิญญาณเด็กนั้น ต้องตั้งจิตตั้งใจดีๆ เพราะเมื่อสร้างกายทิพย์เสร็จแล้ว ก็ต้องไปส่งวิญญาณเด็กโดยการถวายสังฆทานที่ถูกต้องนั้นก็สำคัญค่ะ
ช่วงเวลาที่สำคัญอีกครั้งก็คือจะต้องไม่ลืมอุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำกับพระแม่ธรณีนั้นเป็นสำคัญอย่างมาก เพราะพระแม่ธรณีท่านเป็นผู้รับรู้การเกิดและการดับของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตทุกดวง   โดยเฉพาะจิตวิญญาณที่ไม่สามารถเกิดแล้วมีพลังกายทิพย์ที่สมบูรณ์ พระแม่ธรณีจะเป็นผู้ส่งดวงวิญญาณนี้ให้ได้รับผลบุญได้ไปเกิดตามแต่บารมีของดวงวิญญาณแต่ละดวง ที่ส่งไปให้ผลบุญนี้อย่างรวดเร็ว….
หวังว่าผู้อ่านที่มีปัญหาด้านนี้ ถ้าสนใจเรื่องการสร้างพลังกายทิพย์ของจิตวิญญาณและวิธีการส่งจิตวิญญาณที่ถูกต้อง




ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)











Copyright article from www.promdeva.com.

การสร้างพลังกายทิพย์..เพื่อแก้กรรม ทำแท้ง..

การสร้างพลังกายทิพย์..เพื่อแก้กรรม ทำแท้ง..

โดย พลังแสงกายทิพย์...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)

       
สวัสดีค่ะ... คุณผู้อ่านทุกท่านหลังจากที่อาจารย์ได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิบากกรรมจากทำแท้ง มีสายโทรศัพท์เข้ามามากมายหรือเกิน จนอาจารย์ไม่มีเวลาส่วนตัวค่ะ เพราะต้องตอบปัญหาเกี่ยวกับวิธีที่จะทำให้วิบากกรรมจากบุตรที่เราไม่ได้ตั้งใจกระทำหรือตั้งใจ

กระทำ ทุกท่านเคยคิดไหมค่ะว่า ...ทำไม!!วิธีพลังกายทิพย์จึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแท้งบุตร   นี่แหละค่ะคุณเริ่มเข้าใจว่าสาเหตุอะไร เด็กที่คุณทำลายไปนั้น เมื่อคุณได้สำนึกถึงความเป็นแม่ และความที่คุณต้องทุกข์ทรมาน ทั้งเจ็บกายและเจ็บใจ อาจารย์จึงรู้สึกสงสารและเห็นใจผู้หญิงเป็นที่สุดที่เกิดท่ามกลางความบีบคั้นเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่ถ้าคุณฆ่าเด็กแล้วถามว่าบาปไหม ก็ต้องขอบอกว่า “คุณทำบาป” เพราะ “จำใจฆ่า” สิ่งมีชีวิตที่คุณไม่ได้เป็นคนผิดที่ทำให้เกิดมา   หากคุณไม่รู้สึกผิด รู้สึกเฉยๆ เห็นเป็นเรื่องธรรมดา จิตใจเป็นอกุศลเต็มดวงหรืออีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ถูกห่อหุ้มด้วยความคิดอันเป็นอกุศลอย่างหนา เพราะว่า ไม่เห็นการ “กำจัดชีวิต” เป็นเรื่องผิด

การรู้สึกผิดนั้นเป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่อย่ารู้สึกผิดนาน  อย่าโทษตัวเอง อย่าด่าตัวเองไม่เลิก ขอให้มองความทารุณจิตใจในการทำแท้งเป็นบทเรียนสำคัญที่เจ็บปวด และมีราคาแพงที่สุดในชีวิต บทเรียนที่ไม่ได้มีไว้ให้ทรมานนานแต่มีไว้ให้จำนานๆเข็ดหลาบนานๆ และทำการสอบครั้งต่อไปให้ผ่าน หักห้ามจิตใจไม่ให้หลงก่อเหตุ อันจะนำไปสู่ปัญหา
อีกเรื่องที่โหดร้ายที่กลายเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่านั้น เป็นจุดหักเหชีวิตที่สำคัญ เปลี่ยนจากเด็กไร้เดียงสาให้เป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมและรู้ทันโลก เปลี่ยนจากคนไร้จุดหมายให้กลายเป็นคนอยู่เพื่อจุดหมาย เปลี่ยนจากคนไม่เชื่อบุญบาป กลายเป็นศรัทธากรรมวิบากได้   บาปทวีกำลังขึ้นได้จากการลงมือทำบาปด้วยใจยินดี หรือด้วยความเต็มใจ หรือด้วยความขาดความสำนึกรับผิดชอบ ฉะนั้น ถ้าคุณรู้สึกผิดดีแล้ว ก็แสดงว่าใจไม่มีความยินดีในบาป บาปนั้นก็เป็นบาปชนิดที่ผ่อนผันได้ และคุณยังทำดีโดยที่จะหนีการไล่ล่าของบาปไหวอยู่ 

เท่าที่อาจารย์เห็นมา มีผู้หญิงหลายคนที่ทำแท้งส่วนมากมักจะทำคุณเพื่อไถ่โทษ และพยายามคิดว่าเมื่อทำผิดแล้วก็ควรที่จะทำบุญไปให้ และพยายามที่คิดว่าตัวเองได้ไถ่โทษตัวเองแล้วและพยายามจะลืมอดีตที่ขมขืนให้หมด แต่ถึงแม้นเขาไม่รู้หรอกค่ะว่าคุณนั้นผ่านอะไรมาบ้าง   แต่ใจของคุณนั้นหลอกตัวเองไม่ได้ เพราะอะไรค่ะ เพราะคุณรู้อยู่กับตัวว่า การทำบุญไถ่โทษ ตามที่บอกกันมานั้น เพื่อหวังให้วิญญาณเด็กไปเกิดที่ดี หรือเกิดกับคนที่ดี หรืออาจให้เกิดมาเป็นลูกของคนอีกครั้ง แต่คุณคิดหรือไม่ว่าสิ่งที่คุณทำนั้นเป็นแค่การทำตามกันมา หรือตามคำบอกเล่า ใครบอกอย่างไรก็ทำตามอย่างนั้น 

ความแตกต่างของการสร้างพลังกายทิพย์ให้เด็ก ที่มีคนสนใจติดตามวิธีนี้ อาจารย์มีความเชื่อว่า พวกคุณๆก็รู้สึกอย่างน้อยวิธีการส่งวิบากกรรมเด็กแตกต่างกับที่อื่นๆอีกมาก และทุกคนคงพอคิดเหมือนกันว่าถ้าทำวิธีนี้อาจจะไปเจอวิญญาณเด็ก ซึ่งเกิดความกลัวกันอย่างมาก แต่อาจารย์บอกว่า การสร้างพลังกายทิพย์นั้นก็คือการนำพลังแสงส่งให้กายของลูกเราได้รับแสงทั้งเจ็ดสีซึ่งเป็นองค์ประกอบของพลังจักรวาลทั้งหมดระหว่างผู้เป็นแม่กับบุตรที่ร่างกายไม่สมบูรณ์เพราะถูกการกระทำอย่างบอกช้ำ
ให้เป็นกายเนื้อที่สมบูรณ์ครบเหมือนกับร่างกายมนุษย์
ขอให้ทุกท่านจงย้อนกลับไปคิด ตอนสมัยที่คุณเกิดมาตัวของคุณเป็นเด็กที่ครบอวัยวะ32ประการ แต่ลูกของคุณกลับโดนคนอื่นที่รับจ้างบริการในการ..ฉีกลูกของคุณเป็นชิ้นๆ ให้คุณหลับตาดูว่าเขาจะสร้างร่างกายได้อย่างไรและจะเดินอย่างไรและก็ไม่สามารถที่จะไปเกิดได้อย่างใจคิด  ความเป็นแม่เคยคิดไหมว่า!!     วิญญาณนั้นจะไปอยู่ที่ไหน เปรียบเทียบได้กับคนตายก่อนที่เขาจะสิ้นลมไปถ้าไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ ร่างกายหลุดลุ่ย ขาด พัง เละ หรือเน่าเฟะ นี้คือเป็นเพราะกรรมเวรที่เขาทำมาเอง

แต่เมื่อตายไปแล้ว ยังต้องพยายามหาร่างกายให้ครบที่สุด เพื่อจะได้เผาไปสู่คติให้วิญญาณได้ไปเกิดได้อย่างมีความสุข และมีร่างกายสมบูรณ์ แต่ในแง่ของวิญญาณเด็กนี้เวรกรรมของเขาที่มาเกิดกับคุณในสภาพที่คุณไม่สามารถเลี้ยงเขาได้ มันเป็นความผิดของเขาด้วยหรือค่ะ!! ข้อนี้ทุกคนลืมเสียสนิท พอเกิดเรื่องขึ้นมา วิธีของคุณส่วนมากก็คือการไปทำบุญ ไถ่บาป ปล่อยปลา ทำบังสกุล  เป็นต้น  แต่คุณไม่เคยคิดถึงเขาเลยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรหรือเขายอมรับสิ่งนี้หรือไม่
อาจารย์ได้เข้าไปศึกษาจากหลายๆที่ที่เกี่ยวข้องกับความตายของเด็กหลังจากทำแท้ง ซึ่งวิชาหลังความตายนั้นเป็นวิชาที่เมื่อได้เรียนรู้แล้ว เราจะเข้าใจว่าผลกรรมของเขาเป็นอย่างไร  และน่าสงสารเด็กที่โดนพ่อแม่ไม่ยอมรับฆ่าตายก่อนที่จะเกิดเป็นมนุษย์  แต่ปัญหาตรงที่เด็กที่โดนฆ่าตายนั้นอย่างที่เคยกล่าวมาครั้งที่แล้ว จะเห็นว่าตัวเด็กเกิดไม่ได้ และสภาพก็ไม่สมบูรณ์เด็กจะไปอยู่ที่ใด ถึงแม้ว่าตัวคุณจะทำการปลดปล่อยทุกๆวิธีมาแล้ว ก็เพราะคุณไม่เคยคิดเลยว่าเขาอยู่อย่างไร มีร่างกายสมบูรณ์ที่จะไปเกิดได้หรือยัง... แต่ผู้เป็นแม่หรือพ่อมักจะไปคิดถึงแต่ตัวเองว่า ถ้าให้เด็กเกิดมาจะต้องแย่ กลัวภาวะเศรษฐกิจต่างๆนานา แต่ก่อนที่เกิดเหตุ ทำไม!!ไม่คิดล่ะค่ะ  และพยายามทำทุกวิถีทางที่จะขอให้ชีวิตดีขึ้น และขอให้ไปเกิดลูกที่ตายไปให้ไปเกิดใหม่ หรือให้ไปอยู่ในภพชาติที่เขาอยู่ พูดง่ายๆก็คือ เพื่อความสบายใจ และต้องการให้เขาออกไปจากตัวคุณ จะไปไหนก็ช่าง ขอให้ฉันสบายก่อน...
นี้ล่ะค่ะ ที่ทำให้วิญญาณเกิดความไม่พอใจ เกียดชัง ผิดหวัง และก็ทำลาย ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีใดถ้าเขายังไม่พร้อมที่จะไป ไม่มีสิทธิ์ค่ะ... เด็กก็ตามหลอกหลอนคุณจนถึงหมดอายุขัย....
กรรมอันเกิดจากการแท้งบุตร
หลังจากที่เราได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับกรรมมาพอสมควรจึงอยากหยิบยกประเด็นที่อาจเห็นได้ชัดเพราะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและพบเห็นกันอยู่เสมอคือ “การทำแท้ง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายและผิดศีลธรรมแต่ก็ยังมีให้เห็นและเป็นข่าวปรากฏอยู่เนืองนิตย์แม้บางฝ่ายจะพยายามเรียกร้องให้เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยถูกกฏหมายก็ตามแต่เสียงคัดค้านส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่เห็นด้วยอยู่ดี
ท่ามกลางภาวะสังคมที่วุ่นวายและสับสนขาดการศึกษาทางด้านจริยธรรมหรือศีลธรรมก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมต่อเนื่องกันไปไม่มีสิ้นสุด ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ สังคมความไม่พร้อมจากวุฒิภาวะ ภาระหน้าที่การงาน การเงิน หรือ ข้ออ้างใด ๆที่ท่านจะชักแม่น้ำทั้ง 5 มาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนการกระทำแท้งของท่านก็ตาม

แต่ท่านจะหนีจากการเป็น “ผู้ร้ายฆ่าคน” ไปไม่ได้ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนาหรือไม่ก็ตาม รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดีในเมื่อชีวิตหนึ่งต้องสูญเสียไปจากการกระทำใด ๆ ก็แล้วแต่ย่อมก่อให้เกิดความเศร้าเสียใจและจิตใจหดหู่ขาดความสุขไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว

ผลที่จะติดตามมาจากการทำแท้งนั้นใหญ่หลวงนัก ประการแรกเสี่ยงชีวิตตนเองเพราะการตกเลือด อาจจะต้องตายตามบุตรไปด้วย หรือถูกจับได้ในขณะกระทำอยู่ย่อมมีความผิดตามกฏหมายอีกด้วย ทั้งผู้ทำและผู้ให้กระทำหรือ อาจทำให้มดลูกพิการจนไม่สามารถมีบุตรได้ตลอดชีวิต
แม้จะผ่านวิกฤตที่กล่าวมาได้ภายหลังแม้จะประกอบอาชีพการงานใดก็จะประสพอุปสรรค ทำมาหากินไม่ขึ้น ปวดศรีษะรุนแรงหรือ ปวดบริเวณกระเบนเหน็บ ปวดในช่องท้อง หรือ มดลูกมากกว่านั้นอาจถูกตัดมดลูกก็ได้ หลายรายอาจไม่คาดไม่ถึงว่าผลกรรมทำแท้งนี้จะเป็นบาปอันมหันต์มากมายถึงขนาดนี้
ผิดอะไรถึงไม่ให้เขาเกิด
การเกิดเป็นมนุษย์นั้นต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ การกำเนิดเป็น “คน” นั้นยากเย็นแสนเข็ญ บางดวงจิตดวงวิญญาณ รอการเกิดเป็นคนมานานนับกัปป์กัลป์แต่ท่านไปทำลายโอกาสและความหวังหนึ่งเดียวที่รอมานานแสนนาน ทั้ง ๆที่ไม่ใช่ความผิดของทารกที่อยู่ในครรภ์แม้แต่นิดเดียวและเกิดจากการการะทำของผู้ให้กำเนิดในเพศที่เรียกกันว่า “แม่”

หากเขาได้เกิดมาลืมตามองโลกเขาอาจจะเป็นบุคคลสำคัญที่มีคุณค่าต่อชาติบ้านเมือง หรือของโลกก็ได้เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นั้นสามารถสร้างบุญได้สูงสุดในโลกก็ว่าได้เฉกเช่นการตรัสรู้ขององค์สมเด็จ

สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มาจากความเป็นมนุษย์นี่แหละซึ่งพุทธองค์ได้กล่าวไว้ว่าสิ่งที่ถึงพร้อมและยากยิ่งที่จะบังเกิดขึ้นมาในโลกนี้มีอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ

1. การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะหากเกิดเป็นสัตว์
เดรัจฉาน หรือ โอปปาติกะก็หมดโอกาสเหมือนกัน เพราะไม่อาจเข้าใจภาษาหรือปฏิบัติถึงชั้นสูงสุดได้
2. การได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เพราะถึงเกิดเป็นมนุษย์หากไม่ได้เกิดในเขตแดนพระพุทธศาสนา ย่อมไม่มีโอกาสศึกษาธรรมได้ลุ่มลึกเพราะบางภพอาจว่างจากพระพุทธเจ้ามีแต่พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือในเขตศาสนาอื่นที่มีแต่ความวุ่นวายจนเป็นกลียุคได้
3. การได้ฟังธรรมจนเกิดความเลื่อมใสต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่อเนื่องจากผลดังกล่าวข้างต้นประกอบกัน
4. การได้มีโอกาสบวชเรียน เมื่อฟังธรรมจนเลื่อมใสจนคิดอยากบวชเรียนหรือหันมาศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจังจนสามารถบรรลุธรรมได้ในระดับใดระดับหนึ่ง

ดังนั้นความเป็น “คน” หรือ “มนุษย์” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่ใช่จะเกิดง่าย ๆแต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารก จนเติบใหญ่ขึ้นมา ใฝ่ศึกษาหาความรู้ย่อมมีโอกาสในการสร้างบุญกุศลในระดับต่าง ๆ เช่น การให้ทาน รักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา สุดแท้แต่ภูมิสติปัญญาของแต่ละคน
วิญญาณในระดับต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดียรรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือ เทพ เทวา ในระดับต่าง ๆหากคิดจะใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ คงจะทำได้ยาก เว้นแต่ใส่บาตรพระอริยเจ้าผู้มีหูทิพย์ตาทิพย์นั่นแหละ แต่จะต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะพบท่านสักองค์บางภพบางภูมิก็ไม่มีอะไรจะใส่ให้ท่านได้แต่บางท่านก็อาจมีอาหารทิพย์ใส่บาตรให้ท่านก็มี หรือหากจะทำสังฆทานอุทิศร่างกายเป็นทาน ก็กระทำไม่ได้แน่ ๆ
เพราะฉะนั้นการสร้างกายทิพย์ของเด็กที่ถูกฆ่าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เปรียบได้กับท่านไปช่วยเขาให้มีสภาวะวิญญาณที่สมบูรณ์เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์
ตามที่บุญบารมีที่เขาได้สร้างมาตั้งแต่อดีตชาติ ไม่ใช่ว่าท่านเห็นว่าเขาเป็นแค่เลือดที่เสียเท่านั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านควรพิจารณาว่ามันน่าจะเป็นจริงอย่างที่อาจารย์ได้กล่าวหรือไม่เพราะถ้าพลังกายทิพย์ของเด็กไม่มีเสียแล้วเด็กที่ถูกฆ่าก็จะเป็นสภาวะของวิญญาณในระดับต่าง ๆ และพร้อมที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้ผลในระดับสูงสุดคงจะทำไม่ได้ เพราะขาดสังขารที่สมบูรณ์ไม่พร้อมที่จะไปเกิดและต้องมาเผชิญ “วิบากกรรม” อันเกิดจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตายอันเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมที่มีต่อเจ้ากรรมนายเวรและหากหมั่นเพียรปฏิบัติจนเกิดปัญญาญาณจากการเจริญวิปัสสนาถ้าไม่มีความเป็นมนุษย์รองรับก็จะบรรลุได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงชั้นสูงสุด
แต่แล้วจู่ ๆ ก็ถูกพวกท่านทั้งหลายมาตัดอนาคตการเกิด ด้วยการ “ฆ่า” ทำให้เขาหมดโอกาสเกิดมาสร้างบุญสร้างกุศล ตัดโอกาสการใช้หนี้เวรหนี้กรรมโอกาสเกิดมารับใช้ชาติบ้านเมืองซึ่งอาจจะสร้างผลประโยชน์แก่ตนเองและสังคมต่อไปในภายภาคหน้าหรือ หากเกิดเป็นชายก็จะมีโอกาสได้บวชเรียนเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

บางคนอาจจะคิดเลยไปว่า ตายเสียได้ก็ดี เกิดมาอาจพิกลพิการ ปัญญาอ่อน หรือทำตัวเป็นคนชั่วช้าลามกก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของของกรรมแต่ละคนไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเที่ยวไปพิพากษาโทษเขาอยู่ที่เรารู้จักอบรมดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูให้ดีแค่ไหนเท่านั้น

บางคนก็คิดเองว่า เพียงเดือนเศษยังเป็นก้อนเลือดยังไม่เป็นตัวไม่ถือเป็นบาป แต่ในทางความเป็นจริงในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเมื่อไข่ได้รับการผสมเชื้อแล้ว ก็เกิดการปฏิสนธิถือว่าชีวิตได้เริ่มต้นพัฒนาตัวเองแล้วจึงไม่มีเหตุผลที่จะแอบอ้างหรือแก้ตัวแต่อย่างใดแม้แต่ทางโลกก็ถือว่าผิดกฏหมายและผิดศีลธรรม ถึงแม้ว่าจะเกิดจากไม่เจตนา เช่นจากอุบัติเหตุ หรือ แท้งโดยธรรมชาติ ก็ยังถือว่าเป็นบาปอยู่ดีเพราะการจะถูกฆ่าโดยวิธีใด จากเจตนาหรือโดยประมาทย่อมมีความผิดอยู่ดีย่อมสร้างความโกรธและความแค้นให้กับดวงจิตดวงวิญญาณได้เหมือนกันมากหรือน้อยก็อีกกรณีหนึ่ง

ถ้าเป็นคุณถูกเขา “ฆ่า” บ้าง จะรู้สึกอย่างไรโดยเฉพาะการทำแท้งนั้น เป็นเจตนาและกระทำอย่างเลือดเย็นคิดว่ามีเหตุผลพอเพียงที่ดวงวิญญาณนั้นจะโกรธแค้นหรือไม่
บางคนพอทำแท้งไปแล้ว ก็เที่ยววิ่งถวายสังฆทานอุทิศขออโหสิกรรมต่อดวงจิตดวงวิญญาณดวงนั้น เหมือนกับตบหัวแล้วลูบหลังมันง่ายเกินไปหรือเปล่า ลองเราถูกฆ่านอนอยู่ในโลง แล้วมีคนเอาข้าวน้ำมาตั้งไว้ข้างๆ แล้วเคาะโรงให้ออกมารับของนั้น แล้วให้เป็นอโหสิกรรมกัน ถ้าเป็นวิญญาณท่านท่านจะทำอย่างไร

ผลของกรรมทำแท้ง
กล่าวมาแล้วว่า ผลของการแท้งบุตร จะโดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดีรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ล้วนแต่เป็นต้นเหตุแห่งการเจ็บป่วย หรือทำมาหากินไม่ขึ้นที่กล่าวว่าเจตนานั้นคงจะพอเข้าใจกันดี แต่ไม่เจตนาเป็นกรรมด้วยเหรอ ก็ขอตอบให้ชัดๆ ลงไปเลยว่า กรรมแน่นอน ในทางโลกแม้ว่าคุณจะไม่มีเจตนา อาจจะประมาทพลาดพลั้งหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุสุดวิสัยก็แล้วแต่ ถ้าลงได้ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือตายก็ถือว่ามีความผิดแน่นอน ส่วนบทการลงโทษทางกฏหมายนั้นย่อมอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญดังนั้นพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นข้อชี้บ่งบอกอยู่ในตัวเพราะถ้าเจตนาบทลงโทษก็หนักเบาแตกต่างกันออกไป
ลักษณะของการแท้งบุตรนั้นก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน
เจตนาทำแท้ง เช่น การใช้ยาขับออก รีดทารกออก จะโดยเหตุผลทางสังคมที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร ตั้งครรภในระหว่างวัยการศึกษา หรือ ถูกข่มขืนซึ่งกฏหมายอาจอนุญาตให้ทำแท้งบุตรได้
ไม่เจตนาให้แท้ง เช่นการยกของหนัก นั่งยานพาหนะที่เกิดการกระแทกอย่างแรงจนก้อนเลือดแตกอุบัติเหตุตกจากที่สูง สิ่งหนึ่งที่มักเป็นเหมือนกันก็คือการเจ็บปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังบริเวณกระเบนเหน็บหรือในท้อง เพราะดวงวิญญาณน้อย ๆที่หลุดลอยออกไป ย่อมมีความโกรธแค้นในการกระทำของผู้เป็นแม่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอีกประการหนึ่งเพราะกรรมเก่ามาตัดรอนเมื่อไม่มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์จึงต้องกลายไปเป็นสัมภเวสีแทน และยังไม่หมดหนี้กรรมจะไปจุติในภพใดภพหนึ่งก็ยังไม่ได้ ก็เลยไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนดีเลยต้องเกาะหลังผู้เป็นแม่นั่นแหละ จนกว่าจะหมดกรรมได้ไปจุติในภพใดภพหนึ่งต่อไปหรือจนกว่าจะได้มีการอโหสิกรรมนั้นจึงจะยอมเคลื่อนออกมาจากบริเวณที่เจ็บปวดไปหาที่อยู่ใหม่ต่อไป
การเกาะติดหลังนั้นย่อมจะทำให้เกิดการเจ็บปวดได้เพราะจิตหรือวิญญาณก็เป็นพลังงานรูปหนึ่ง ที่แม้จะมองไม่เห็นตัวตนได้แต่ก็สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เมื่อยึดตามเส้นเอ็นในร่างกายก็เกิดการกดเส้นประสาทในจุดนั้น ๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ทางการแพทย์อาจวินิจฉัยว่าเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือ เส้นเอ็นอักเสบก็แล้วแต่ กินยาก็แล้ว นวดก็แล้วมันก็หายเพียงชั่วคราว บางคนปวดมากจนแทบจะทนไม่ไหว ดีไม่ดีกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงต้องผ้าตัดก็ยิ่งไปกันใหญ่

บางรายอาจปวดในช่องท้องซึ่งแพทย์อาจวินิจฉัยว่า เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งที่มดลูก บางรายถูกตัดลำไส้ตัดปีกมดลูกหรือมดลูกในที่สุดบางรายเป็นฝ่ายชายที่สนับสนุนหรือบังคับให้อีกฝ่ายทำแท้งก็อาจมีอาการแน่นหรืออืดท้องเป็นประจำก็มีดังนั้นโรคที่เกี่ยวกับการทำแท้งทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา จึงมีหลายประการด้วยกันแต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ จะทำมาหากินไม่ขึ้นจึงขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาว่าสิ่งที่อาจารย์ให้ทางเลือกสำหรับท่านผู้ต้องการที่จะสร้างกายทิพย์ของลูกเพื่อเป็นการส่งจิตของแม่ซึ่งเคยกระทำผิดมาและเวลาอันสั้นๆ
อาจารย์ต้องขอความกรุณาจากทุกท่านที่ได้อ่านบทความการทำแท้งทั้งหมด ขอให้การสร้างกายทิพย์ของบุตรอย่างตั้งใจเพราะการใช้วัสดุซึ่งต้องทำมาจากวัสดุทรงพลังจริงๆ เพราะฉะนั้นการจะสั่งตรงมานั้นให้เป็นความศรัทธาและต้องการจริงๆ อาจารย์จึง
ไม่สามารถ นำวิธีการทั้งหมดมาให้ท่านอ่านได้ทั้งหมด
เพราะคุณที่จะทำได้นั้น...ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลองดูหรือลองเล่น และไม่ใช่เรื่องที่แปลก จึงขอให้เป็นความต้องการของผู้ที่ตั้งใจเข้ามาเพื่อปฏิบัติให้เกิดความสมบูรณ์และเกิดความสิริมงคลกับตัวคุณพร้อมกับตัวบุตรที่มีโอกาสน้อยของคุณได้เป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ซักที
       
ถ้าบุคคลใดสนใจก็สั่งจองมาทางโทรศัพท์ 081-8446425 ถ้าไม่สะดวกตอบหรือรับสายก็ขอให้ติดต่อทางอีเมล์  antika@promdeva.com ว่าต้องการรายละเอียดแล้วอาจารย์ตอบกลับว่าท่านควรทำอย่างไรค่ะ



ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)









Copyright article from www.promdeva.com.

เสริม สิริมงคล วาสนา โชคลาภ ให้เหมาะกับวันเกิด...

เสริม สิริมงคล วาสนา โชคลาภ ให้เหมาะกับวันเกิด...

โดย ธูปพยากรณ์หนึ่งเดียวในโลก...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)






















ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
       
มีบุคลิกอุปนิสัยของคนเกิดวันอาทิตย์ โดยทั่วไปเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีความทะเยอทะยานค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นคนที่ฝักใฝ่หาความรู้ ทำให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูง จนกลายมาเป็นคนที่มีฐานะมั่งคั่งคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อระวังสำหรับผู้ที่เกิดวัน
อาทิตย์คือ เรื่องการใช้สอย เพราะเป็นคนที่ใจคอกว้างขวางนักเลงชอบช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า เป็นคนที่รักเพื่อนฝูงมาก มีความจริงใจให้กับบุคคลรอบตัวเสมอประเภทถึงไหนถึงกันแต่ก็มักจะไม่ค่อยได้รับความจริงใจจากบุคคลอื่นตอบกลับมา อาจเพราะเป็นคนที่ทำคุณกับใครไม่ขึ้น
       
นอกจากนี้คนวันอาทิตย์ยังมีอุปนิสัยที่ใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว สุภาพอ่อนโยน คล่องแคล่ว ชอบพบปะสังสรรค์กับผู้คน พูดจามีหลักการ ชอบเดินทางท่องเที่ยวผจญภัย อีกทั้งยังเป็นคนค่อนข้างจะเจ้าชู้ ใจอ่อน รักหลงคนง่าย แต่หากรักใครแล้วจะทุ่มเทให้สุดชีวิต

ฉะนั้น คนเกิดวันอาทิตย์ควรระวังเรื่องความใจร้อน อย่าเป็นคนหูเบาเชื่อคนง่าย และอย่าทำเป็นคนประเภทหน้าใหญ่ใจโตเป็นเด็ดขาด เนื่องจากอาจจะสร้างศัตรูได้โดยไม่รู้ตัว
เทียนพลังทิพย์เป็นมงคลเหมาะกับคนเกิดวันอาทิตย์นี้ ควรใช้เทียนพลังทิพย์สีเหลือง และสีส้มทำให้เกิดความสง่างามและเกิดภาคภูมิใจ นำโชคลาภเป็นเทียนสีที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันอาทิตย์มากที่สุด เพื่อเสริมสิริมงคลทำให้บ้านที่อยู่อาศัยดูสดใสมากยิ่งขึ้น ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุขหากได้จุดเทียนพลังทิพย์ 2สีนี้
       
ผู้ที่เกิดวันจันทร์
      
เป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไปมีกิริยานุ่มนวล พูดจาไพเราะอ่อนหวาน แต่เมื่อโมโหขึ้นมาแล้วละก็จะกลายเป็นคนปากร้ายไปในทันที ส่วนใหญ่มักเป็นคนอาภัพในเรื่องครอบครัว อาจกำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก หรือพึ่งพาอาศัยญาติพี่น้องไม่ค่อยได้ เป็นคนอ่อนแอค่อนข้างจะเจ้าน้ำตาเสียด้วยซ้ำ ช่างเอาอกเอาใจผู้อื่นและก็ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมาเอาใจด้วยเช่นกัน เป็นคนที่ความละเอียดรอบคอบ พิถีพิถันเป็นคนเจ้าสำราญ จัดได้ว่าเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีน้ำใจ ชอบความหรูหรา มักได้พบได้คบหากับเพื่อนที่สูงศักดิ์ มีสติปัญญาและความรู้ดี มักจะไม่ตกอับเนื่องจากมีผู้ใหญ่คอยให้ความอุปถัมภ์อยู่เสมอ

ฉะนั้นผู้ที่เกิดวันจันทร์ควรระวังในเรื่องของการคบหาคนไม่ดีเพราะอาจจะนำเรื่องเดือดร้อนมาให้หรืออาจจะทำให้เสียโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าได้ และควรระวังเรื่องการใช้จ่ายอย่าใช้จ่ายตามใจตนเองมากนักเป็นหนี้สินแบบไร้สาเหตุ

ควรจุดเทียนพลังทิพย์สีขาวและสีเหลือง เพื่อให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวยยิ่งขึ้น เกิดความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน พร้อมกับนำความสุขและความสมหวังตามปรารถนามาให้เป็นที่นิยมชมชอบคนบุคคลทั่วไป

คนเกิดวันอังคาร      
 ผู้ที่เกิดในวันนี้ ในวัยเด็กนั้นจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความเชื่อฟังพ่อแม่นัก ต้องให้ผู้อื่นเลี้ยงดูจึงจะเติบโตได้ดี ชีวิตมักจะขึ้นๆลงๆเพราะเป็นคนใช้เงินมือเติบ ควรจะไปไกลถิ่นไกลบ้านจะสามารถก้าวหน้าได้ดี
คนที่เกิดวันอังคารเป็นคนที่มีอุปนิสัยกล้าหาญ ใจนักเลง มีบุคลิกที่มองดูภายนอกเหมือนจะก้าวร้าว  

เพราะเป็นพูดจาไม่ค่อยไพเราะ แต่หากจะเพื่อให้เกิดผลประโยชน์
แล้วจะพูดได้ดี พูดจาไม่เกรงใจใคร ขวานผ่าซากทั้งที่มีความจริงใจ แต่มีความอดทนสูง เป็นนักต่อสู้ทั้งใจและกาย ชอบที่จะทำงานแบบอิสระและเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ความประณีต
ฉะนั้นคนที่เกิดวันอังคารมีเรื่องที่ควรระวังคือ เรื่องใจร้อนเพราะจะเป็นเหตุให้ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แม้ว่าจะมีความตั้งใจจริงก็ตาม หากคิดจะทำการใด ควรยับยั่งชั่งใจเสียก่อน รวมทั้งในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเงินทองด้วยเช่นกัน ควรฝึกวางแผนหรือเรียงลำดับความคิดความสำคัญให้ดีเสียก่อน
ควรจุดเทียนพลังทิพย์สีแดงและสีชมพู ก่อให้เกิดความสิริมงคล ความสุขกายสบายใจ ความเจริญรุ่งเรือง หน้าที่การงานดี มีความสง่าภาคภูมิใจ นำความฉลาด ให้สมองปลอดโปร่งมีความคิดอ่านดี มีความโชคดี ดำเนินชีวิตได้อย่างสงบราบรื่น เป็นสุขสมบูรณ์ทุกสิ่ง

คนเกิดวันพุธ(กลางวัน เวลาเกิดไม่เกิน 6โมงเย็น)  

ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวันนี้มักจะมีโรคประจำตัว ต้องคอยให้ความเกื้อหนุนจุนเจือคนในครอบครัวและญาติพี่น้องเสมอๆ ทั้งที่ไม่สามารถหวังพึ่งจากญาติพี่น้องได้ คนวันพุธมักจะมีเพื่อนฝูง คบค้าสมาคมกับบุคคลที่มีอายุหรือฐานะที่สูกว่า เป็นคนใฝ่ทางศาสนา หากเป็นชายและบวชเรียนจะเป็นที่เด่นดังมีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือจากผู้คนเป็นอย่างมากไม่มีดวงด้านการค้าขาย จึงควรที่จะทำงานทางด้านอื่นซึ่งจะรุ่งโรจน์กว่าการค้าขาย

โดยทั่วไปคนเกิดวันพุธจะมีอุปนิสัยที่ดี มีน้ำใจไมตรี มีเสน่ห์พูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา รักและซื่อสัตย์กับเพื่อนฝูง ชอบเรื่องบันเทิง ไม่ชอบความเคร่งเครียดของชีวิต บางครั้งอาจดูว่าคนวันพุธนี้เป็นคนเรื่อยๆเฉื่อยๆ เอาแต่ความสะดวกสบาย แต่ในความจริงแล้วนั้นไม่ใช่คนเกียจคร้านแต่อย่างไร ออกจะขี้ใจน้อย หูเบาเชื่อคนได้ง่าย ชอบเอาใจคนรอบข้าง บางครั้งจะทำอะไรมักจะไม่ค่อยคิดให้ละเอียดค่อนข้างที่จะสะเพร่า
ฉะนั้น คนที่เกิดในวันพุธควรระวังในเรื่อง ความเป็นคนใจอ่อน เชื่อคนง่าย และใจกว้างจนเกินไป
    
คนเกิดวันพุธ (กลางคืน เวลาเกิดหลัง 6โมงเย็น)                     

ผู้ที่เกิดในวันพุธกลางคืนหรือวันราหู ผู้ที่เกิดวันนี้จะเป็นคนดื้อร้นไม่พึงใคร และไม่ยอมที่จะปรับเปลี่ยนปรับปรุงส่วนที่ไม่ดีของตนเองมักเชื่อคนที่ไม่มีความจริงใจมากกว่าจะเชื่อคนใกล้ชิดที่มีความจริงใจให้ ฐานะลุ่มๆดอนๆเงินทองไม่พอใช้จ่ายอยู่เป็นประจำ แม้จะมีหลักทรัพย์แต่ก็ไม่มีความเพียงพอ เป็นเหตุให้ถึงจะมีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจในการทำงานทำการใดๆสูงก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก คนเกิดวันพุธกลางคืนเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพครูสอนศีลธรรมหรือวิชาช่างจึงจะเป็นผลดี จะสามารถตั้งตัวได้เมื่ออายุมากแล้ว
       
ควรจุดเทียนพลังทิพย์สีเหลืองและสีเขียวสำหรับผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวันและกลางคืน
จะนำความร่มเย็นเป็นสุขกายสบายใจ นำฐานะให้ดีขึ้น มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต หน้าที่การงานดี ไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดๆมาขัดขวาง

คนเกิดวันพฤหัสบดี
       
ผู้ที่เกิดในวันพฤหัสบดีจะมีรูปร่างสง่างามทั้งชายและหญิงเป็นคนที่มีสติปัญญาดี ฉลาดหลักแหลม มีความละเอียดละออ ทำงานด้วยความประณีต สนใจใฝ่หาความรู้สม่ำเสมอ อีกทั้งการพูดจาก็ฉะฉานหนักแน่น มีหลักการ มีเหตุผล ค่อนข้างที่จะเชื่อในความคิดของตัวเอง จนบางครั้งก็ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีนิสัยโกรธง่ายหายเร็ว มีความมุ่งมั่น   ตั้งใจสูง เมื่อตัดสินอะไรลงไปแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงมีความทะเยอทะยาน ชอบเอาชนะ ต้องการีฐานะ เกียรติยศ และชื่อเสียง ดังนั้นเวลาทำการใดมักจะวางแผนอย่างรอบคอบและมีความอดทนรอคอยผลอย่างใจเย็น   โดยทั่วไปชะตาชีวิตของคนที่เกิดวันพฤหัสบดีนี้จะได้ดี มีเกียรติ มีทรัพย์สินเงินทอง แต่ก็มาพร้อมกับความทุกข์ในเรื่องของเพื่อนฝูงหรือคู่ครอง เพราะเป็นคนเจ้าชู้ บริวารมักจะไม่ค่อยให้ความเครารพนับถือ ไม่ค่อยเชื่อฟังนัก แต่ชะตาชีวิตจะต้องเป็นฝ่ายที่คอยค้ำชูคนรอบข้างอยู่เสมอๆ
จุดเทียนพลังทิพย์สีขาวเพื่อนำความเป็นสิริมงคล นำสุขกายสบายใจ มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต หน้าที่การงานดี มีความสง่าภาคภูมิใจ การงานมีความก้าวหน้า มีจิตใจที่แจ่มใสบริสุทธิ์ ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

คนเกิดวันศุกร์       
ผู้ที่เกิดในวันศุกร์มักจะมีบุคลิกท่าทางลักษณะโดยทั่วไปแล้วดูดี พูดจาไพเราะหวานหู อ่อนน้อนถ่อมตนช่างยกยอเอาอกเอาใจ ปลอบประโลมคนได้ดี เป็นคนที่รักสวยรักงาม ชอบการแต่งตัว แต่ก็แต่งไม่ค่อยขึ้น ชอบของเครื่องใช้ที่ออกแบบอย่างหรูหราโอ่อ่าฟู่ฟ่า แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างสมถะ อุปนิสัยมักเป็นคนขี้ใจน้อย จิตใจดี ซื่อตรง แต่หากเมื่อใดที่โกรธก็จะพูดจาให้คนเกลียดได้เช่นกัน เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น รักเพื่อนฝูงมีน้ำใจ เมตตากรุณาต่อผู้คนรอบข้าง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ทำคุณกับใครไม่ค่อยขึ้น ไม่มีความทะเยอทะยานอยากนั่นอยากนี่ ชอบใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบสุข มั่นคงปลอดภัย และไม่ชอบเรื่องการพนันหรือการเสี่ยงโชคใดๆทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามคนเกิดวันศุกร์ก็ยังคงถูกผู้อื่นเบียดเบียน ต้องคอยเป็นที่พึ่งพาอาศัยให้กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งก็ยินดีที่จะช่วยอย่างเต็มใจ ควรระวังในเรื่องความใจอ่อนของตัวเอง ไม่ควรไว้วางใจใครง่ายๆ
ควรจุดเทียนพลังทิพย์สีฟ้าและสีชมพู เพื่อก่อให้เกิดความสุขกายสบายใจ และมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต หน้าที่การงานดี มีความสง่างามภาคภูมิ และคุ้มครองชีวิตให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เกิดความคิดอ่านที่เป็นเลิศ   มีความโชคดีมั่งคั่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต

คนเกิดวันเสาร์
    
ผู้ที่เกิดในวันเสาร์เป็นคนที่มีความกล้าหาญ ใจนักเลง กล้าได้ กล้าเสีย บางครั้งออกจะใจกล้าบ้าบิ่นจนเกินไป เป็นคนที่มีบุคลิกการพูดจาไม่นุ่นนวล พูดเสียงแข็ง ไม่ค่อยมีหางเสียง หรือเป็นคนพูดน้อย เป็นคนที่มีความสุขุมรอบคอบ คิดละเอียดถ้วนถี่มาก จนอาจมองดูเป็นคนจิตใจโลเล ไม่มีความเด็ดเดี่ยว หนักแน่น มีเพื่อนฝูงที่คบหาด้วยอยู่มากมายและหลากหลายประเภท เพราะเป็นคนที่ถึงไหนถึงกัน มีความอดทนแต่ก็ไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากจำเจ ที่มีความกระตือรือร้น อยากรู้ อยากเห็น ชอบที่จะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ
คนเกิดวันเสาร์ยังเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ชอบทำงานที่ไม่ต้องเคร่งเครียด มักจะมีคู่มากแต่ก็ไม่ใช่คู่แท้ นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่มีลักษณะดื้อเงียบ ถือทิฐิ และมีเล่ห์เหลี่ยมพอสมควร บางครั้งก็ให้ความสนใจในเรื่องของตนเองมากเกินไป จนทำให้คนภายนอกมองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว
ฉะนั้น สิ่งที่คนวันเสาร์ควรให้ความระมัดระวังจึงเป็นเรื่องเพื่อนซึ่งอาจจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ควรที่จะเชื่อฟังคำตักเตือนของคนอื่นบ้างและควรที่จะลดความห้าวหาญความกล้าบ้าบิ่นลงบ้างจะเป็นผลดีในอนาคตได้
ควรจุดเทียนพลังทิพย์สีม่วงและสีดำ เพื่อเป็นความเป็นสิริมงคล มีฐานะที่ดียิ่งขึ้น เกิดความร่ำรวยมากขึ้น มีการงานที่ก้าวหน้า มีโชคลาภ สมหวังดังความปราถนาไว้


ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)



ด้วยรักปราถนาดี
อันติกา  อริยชวัล


















Copyright article from www.promdeva.com.

จิตที่มีพลัง!!! คือจิตที่เข้มแข็งนำความมั่งคั่งร่ำรวยได้ทุกเมื่อ...

จิตที่มีพลัง!!! คือจิตที่เข้มแข็งนำความมั่งคั่งร่ำรวยได้ทุกเมื่อ...

โดย พลังแสงกายทิพย์...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


สวัสดีปีใหม่ ปี2554 ค่ะ ลูกศิษย์   ที่รัก...ทุกท่านที่เข้าเวปไซด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปีใหม่นี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขความสมหวัง และที่สำคัญที่สุด คือ การมีพลัง ในด้านร่างกายและจิตใจ
อาจารย์ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต่อไปนี้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะที่ต้องใช้พลังเป็นอย่างมาก...โดยเฉพาะ เรื่องของพลังจิต

คำว่า “จิต” ใครๆต่างก็สงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าจิตของเรามีพลัง จิตที่มีพลังย่อมสามารถคุมกายได้ จิตที่ไม่มีพลังคุมกายไม่ได้ จิตและกายต่างก็มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่
จิตก็เช่นกัน ถ้าจิตตก จิตอ่อนพลัง จิตก็อ่อนแอ พอที่มีสิ่งใดที่มากระทบจิตเข้า จิตก็ทนไม่ได้ ขาดความอดทน อดกลั้น ทำให้จิตใจหวั่นไหวไปตามสภาวการณ์ต่างๆ ทำให้เกิดความกลัว โกรธ เกลียด เสียใจ ท้อใจ เบื่อหน่าย ซึมเซา หดหู่ ห่อเหี่ยว เคียดแค้นชิงชัง แต่ถ้าจิตมีพลัง จิตก็จะเข้มแข็ง และสามารถที่จะอดกลั้นต่อต้านกับอารมณ์ที่อ่อนไหวได้ สามารถควบคุมสิ่งต่างๆที่มากระทบได้ พวกเราต้องช่วยเหลือตนเอง เพราะการช่วยเหลือตนเองหมายถึงการสร้างรากฐานที่สำคัญให้กับชีวิตประจำวันของเราได้  โดยจะไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาหรือสามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่เข้ามาได้อย่างสง่าผ่าเผย เพราะต้องยืนหยัดอดทน ไม่งอมืองอเท้าให้คนอื่นเขาหยามว่าไร้สมรรถภาพ
ไร้จิตสำนึกที่แข็งแกร่ง                      
ดังนั้นเราต้องหาวิธีที่จะแสดงให้ใครๆเห็นว่าเราเป็นที่เข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ หรือย่อท้อเป็นอันขาด เราต้องไม่แสดงความทุกข์ร้อนเศร้าโศรกให้ใครเห็น โดยเข้าใจว่าคนจะสงสารและให้ความช่วยเหลือ
จงจำไว้ว่าไม่มีใครอยากให้คนเคราะห์ร้ายเข้ามาใกล้ตัวหรือเข้ามาในบ้านหรือวงงานของเขา ยิ่งการมีคู่ครองที่ต่างก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่มาดีๆกลับเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะกลัวจะนำเอาเคราะห์ร้ายเข้ามาให้ด้วย ด้วยเหตุนี้คนที่แสดงลักษณะเศร้าโศก ทุกข์ร้อน หรือคนที่แสดงตนเป็นคนมีเคราะห์ร้าย นั้น จึงไม่สามารถสร้างตัว หรือนำความรักที่ดีกลับคืนมาได้เลย
รอแต่นอนความตายเท่านั้น
คนเราส่วนมากมักโทษสถานการณ์ต่างๆและพร้อมที่จะยอมสูญเสียพลังของตัวเราเอง เวลาที่เราผิดพลาดมักชอบพูดเรื่องที่เคราะห์ร้ายให้ผู้อื่นรับฟัง เพราะนั้นหมายถึงเรายังคงจำสิ่งที่ไม่ดีต่างๆให้คงอยู่ภายในตัวเรา  เท่ากับเราเป็นผู้สร้างสถานการณ์ที่ไม่ดีกับตนเองแล้ว พยายามดึงดูดสิ่งที่ไม่ดีเข้าหาตัวเองอยู่ร่ำไป ลองนึกย้อนอดีตซิว่า คุณ..ทำแบบที่อาจารย์พูดหรือไม่!!!
เมื่อเรานึกได้แล้ว เราควรทำใจให้สงบและคิดว่าคนเรามีสูงมีต่ำ มีขึ้นมีลง ไม่สำคัญเลยจริงๆที่ว่า คุณจะมาจากที่ใด หรือต่ำต้อยเพียงใด คุณนั้นแหละ... สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นได้ด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงควรลบความเศร้าหมองหรือการจดจำสิ่งที่ไม่ดีต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ออกจากจิตของคุณให้ได้...
จงจำไว้ว่า “จุดแห่งพลังคือปัจจุบัน” ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต แต่เมื่อเกิด

การกล่าวขึ้นว่าอดีตก็คือประสบการณ์ที่เราสร้างขึ้น   
ในวันนี้วันที่มีแต่สิ่งดีๆเข้าหาตัวเอง วันที่เต็มไปด้วยท้องฟ้าสดใส สวยงาม ส่วนอนาคตก็คือการสะสมอดีต เมื่อเราได้สะสมอดีตแต่สิ่งที่ดีๆแล้ว อนาคตย่อมไม่มีสิ่งใดกีขีดขวางได้




ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)









Copyright article from www.promdeva.com.

เทพเจ้าแห่งดวงตาที่สาม... ผู้หยั่งรู้ชะตาชีวิตของมนุษย์...

เทพเจ้าแห่งดวงตาที่สาม... ผู้หยั่งรู้ชะตาชีวิตของมนุษย์...  
โดย พลังแสงกายทิพย์...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)





ตำนานพระฤาษีตาไฟ
ตำนานเกี่ยวกับผู้วิเศษคือเรื่องราวหนึ่งในตำนานที่ถูกกล่าวขานอยู่ทั่วโลก อย่างในสุวรรณภูมิเรานั้นมีเรื่องราวผู้วิเศษหลายท่าน ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และพระฤษีผู้ทรงฤทธิ์ รวมทั้งเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามหลักโยคะศาสตร์ต่างๆ เช่น เล่นว่านยา เล่นแร่แปรธาตุ เล่นอาคม ก็สามารถเข้าถึงอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติได้ จากตำนานทั่วไปเราพบว่าอำนาจวิเศษทั้งหลายเหล่านั้นมักจะพบอยู่ในผู้ที่ออกบวช  โดยเฉพาะเหล่าฤษีทั้งหลาย ทั้งนี้ฤษีคือพวกออกบวชพระพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด และเข้าถึงอำนาจแห่งพระเป็นเจ้า โดยมากนั้นฤษีมักนับถือพระเป็นเจ้าตามคติลัทธิพราหมณ์ คือ นับถือพระพรหมธาดา พระศิวะ พระนารายณ์ การภาวนาของฤษีอยู่ในหลักของการเล่นพลัง การเล่นกสิณ ดังนั้น ฤษีจำนวนไม่น้อยจึงบรรลุถึงอำนาจที่เหนือธรรมชาติจากการปฏิบัติโยคะทางจิต อำนาจของฤาษีที่บรรลุฌานสมาบัตินั้น ได้แก่ อำนาจในการเดินบนแผ่นน้ำ การดำดิน การเหาะขึ้นไปบนฟ้า การย่นย่อระยะทาง การรู้วาระจิต การได้หูทิพย์ ตาทิพย์ และอำนาจจิตในการบังคับควบคุมธาตุทั้ง 4 ได้อย่างเด็ดขาด เหล่านี้คืออำนาจที่อยู่ในพระฤาษีที่ลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า
เรื่องราวของพระฤาษีตาไฟนั้นความจริงแล้วเป็นเรื่องลี้ลับเพราะนามพระฤาษีตาไฟนั้นปรากฏมาเป็นเวลานานนับพันปี ความลี้ลับของพระฤาษีตาไฟนั้นพอเทียบได้กับเรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดรที่ยากจะสืบค้นความจริงได้ ในปัจจุบันจะเห็นว่าการสร้างรูปเคารพของพระฤาษีตาไฟนั้นมักปรากฏเป็นพระฤาษีที่มีสามตา โดยมีตาที่สามกลางหน้าผาก ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ตาที่สามของพระฤาษีตาไฟนี้ลืมขึ้นมาเมื่อใดจะบังเกิดเป็นไฟประลัยกัลป์ขึ้นเมื่อนั้น ลักษณะของตาที่สามของพระฤาษีตาไฟนี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีบุญและมีตบะฌานที่แก่กล้า ตามคติทางพราหณ์และพุทธนั้นกล่าวว่าบุคคลที่ได้บำเพ็ญเพียรทางจิตมาหลายร้อยหลายพันชาติ เป็นอนันตชาตินั้น เมื่อบังเกิดขึ้นมาในภพชาติปัจจุบันจะมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็นผู้ที่มีบุญเกิดขึ้นกับร่างกายหลายอย่าง และอย่างหนึ่งก็คือการมีอุณาโลมที่กลางหน้าผาก อุณาโลมกลางหน้าผากนี้กับภาวะตาที่สามเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งตาที่สามหรือดวงตาแห่งเทพเจ้า
พระอิศวรหรือพระศิวะถือว่าเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่ง ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์ทรงมีสามตา โดยตาที่สามพระองค์นั้นอยู่กลางหน้าผากดุจเดียวกับพระฤาษีตาไฟ และเหมือนกันอีกประการ หนึ่งก็คือ เมื่อใดก็ตามที่พระอิศวรทรงลืมพระเนตรขึ้น เมื่อนั้นย่อมบังเกิดไฟประลัยกัลป์ขึ้นมา ความเหมือนกันโดยบังเอิญของตำนานพระอิศวรและพระฤษีตาไฟที่พ้องกันเช่นี้ทำให้เชื่อว่าท่านทั้งสองคือพระฤษีตาไฟและพระอิศวรย่อมมีความเกี่ยวพันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งและพอเชื่อได้ว่าพระฤษีตาไฟแท้จริงแล้วก็คือภาคหนึ่งของพรศิวะหรือพระอิศวรเจ้านั้นเอง
ในหมู่บรรดาฤษีโยคีทั้งปวงแล้ว ต้องนับถือว่าพระอิศวรหรือพระศิวะเป็นใหญ่สูงสุด เพราะพระอิศวรหรือพระศิวะนั้นแท้จริงแล้วคือบรมโยคีหรือมหาโยคี เป็นเทพพรหมฤาษีที่ทรงตบะสูงสุด ทั้งนี้ฤษีทั้งหลายย่อมบูชาโดยตรงต่อองค์พระศิวะด้วยกันทั้งสิ้นและนับถือกันว่าพระศิวะนี้ คือพระเป็นเจ้า พระศิวะคือต้นตอแห่งฤษีทั้งหลาย การบำเพ็ญทั้งหลายของฤษีโยคีย่อมมุ่งตรงต่อพระศิวะทั้งสิ้น และด้วยเหตุนี้พระฤษีตาไฟ พระฤาษีตรีเนตร และพระฤษีอิศวร ซึ่งแท้จริงก็คือท่านเดียวกัน ย่อมมีฐานะเป็นฤษีสูงสุดเป็นเจ้าแห่งฤษีทั้งปวง และย่อมเป็นประธานแห่งฤษีทั้งหลายด้วย

ความหมายแห่งตาที่สามหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องเกี่ยวกับพระฤษีตาไฟ คือ เรื่องตาที่สามของพระคุณเจ้าฤษีตาไฟ เพราะตาที่สามของพระฤษีตาไฟนั้น นับเป็นจุดศูนย์รวมพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ จุดตาที่สามนี้หากเราทำการค้นคว้าสอบถามครูบาอาจารย์และนักพลังจิตจะพบว่า เป็นจุดกึ่งกลางหน้าผากของคนเรานั้นเป็นจุดศูนย์รวมพลังงานลี้ลับ ทางโยคะศาสตร์เรียกตรงนี้ว่า “อาชญะจักรา” หรือตาที่สาม เป็นจุดที่สามารถปลดปล่อยพลังงานทางจิตในระดับสูง และกล่าวว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถพัฒนาจุดศูนย์รวมพลังงานตำแหน่งนี้ (จักรา) จะเกิดอำนาจทางทิพยจักษุญาณ
และหากกล่าวถึงการฝึกเพื่อเปิดตาสามตามแนวทางโยคีทางฮินดูแล้ว จะกล่าวถึงวิชาโยคะศาสตร์อันเร้นลับที่เชื่อว่าภายในตัวเรานั้นมีเส้นพลังงานบางอย่างภายในตัว และนอกจากนี้ยังมีศูนย์รวมพลังงานอยู่ทั้งหมดถึง 7 จุดด้วยกัน บริเวณตำแหน่งตาที่สามคือจุดที่หก เรียกว่า   จักราที่หก หรือที่เรียกว่าอาชญะจักรนี่เอง การเปิดจักรานี้จะทำได้ก็ด้วยการเดินพลังงานชนิดหนึ่งที่มีอยู่ภายในร่างกายของคนเราที่เรียกว่า “พลังกุณฑาลินี” พลังงานชนิดนี้จะขดตัวอยู่ ณ บริเวณก้นกบ โยคีต้องทำการเข้าสมาธิเพื่อปลุกพลังงานดังกล่าวให้ตื่นขึ้นอย่างเหมาะสม การปลุกพลังกุณฑาลินีในตำราโบราณกล่าวว่าเป็นสิ่งที่อันตรายหากทำโดยไม่มีผู้รู้แนะนำแล้วพลังดังกล่าวเมื่อเคลื่อนตัวขึ้นมาสู่บริเวณหน้าผากหรือตำแหน่งตาที่สามจะก่อให้เกิดการเปิดจักรานี้เป็นผลให้บุคคลผู้นั้นมีภาวะเห็นสิ่งต่างๆที่ดวงตาของคนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้ เช่น การมองเห็นออร่าหรือรัศมีของร่างกายของคนเรา   การทำนายโดยใช้กระแสจิต เป็นต้น ซึ่งพลังนี้ยังรวมไปถึงการปลดปล่อยพลังจิตเพื่อทำการโทรจิตก็ได้ และหากบุคคลผู้นั้นผ่านการฝึกฝนกสินมาด้วยแล้วย่อมสามารถปลดปล่อยพลังออกมาจากตาสามทำให้เกิดไฟขึ้นได้ เรียกว่าเพ่งไปที่ใดก็เกิดไฟลุกขึ้นที่นั่นเป็นดั่งพระฤาษีตาไฟนั่นเอง.....

การครอบเศียรพระฤาษีตาไฟ
พระฤาษีตาไฟนับเป็นบรมครูผู้หนึ่งในอดีตกาลที่เชื่อถือกันว่าท่านสำเร็จอภิญญาสมาบัติ สำเร็จวิชากสิณไฟ สามารถเพ่งจนเกิดไฟลุกได้อย่างน่าอัศจรรย์ หรือสามารถเพ่งตะกั่วโลหะด้วยสายตาจนตะกั่วหรือโลหะนั้นหลอมละลายตัวลง ในตำรามักกล่าวว่าท่านมีพระเนตรที่ 3 อยู่กึ่งกลางหน้าผาก หากเนตรที่สามหรือตาที่สามนี้ลืมขึ้นเมื่อใดจะเกิดไฟประลัยกัลป์ขึ้นเมื่อนั้น คล้ายกับพระอิศวรที่มีเนตรที่สามเช่นกัน ดังนั้นครูบาอาจารย์บางท่านเชื่อถือกันว่า พระฤาษีตาไฟผู้เป็นบรมครูนี้หาใช่ใครอื่นไม่ น่าจะเป็นการอวตารภาคของพระอิศวรในภาคบรมครูผู้สั่งสอนทางธรรมก็เป็นได้
บรมครูปู่ฤษีตาไฟ นับเป็นบรมครูชั้นสูงอีกพระองค์ของไทยเรามีนามปรากฏอยู่หลายแห่งด้วยกัน อานิสงส์ของการได้ครอบ     เศรียรปู่ฤาษีตาไฟนั้น นำความสุขความเจริญ ความมั่งคั่งร่ำรวย มาสู่ตัวผู้นั้น ที่สำคัญ คือ อำนาจจากการตบะบารมีของพ่อปู่ฤาษีตาไฟนั้นจะผลาญสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายในชีวิตให้สิ้นไป ทั้งยังเป็นรัศมีอันแรงกล้าคอยคุ้มครองให้พ้นจากอำนาจคุณไสยมนต์ดำ ยังแสงสว่างให้บังเกิดในดวงชะตา เป็นสง่าราศีดั่งพระอาทิตย์พระจันทร์ ความน่าอัศจรรย์ประการหนึ่งของพระฤษีตาไฟผู้มีจักษุทิพย์ที่สามกลางหน้าผาก คือ เรื่องของญาณหยั่งรู้เหนือมนุษย์ ซึ่งเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดอานิสงส์สำคัญในยามที่ผู้นับถือทางโหราศาสรตร์ ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ทั้งปวง ได้รับการครอบเศียรปู่ฤาษีตาไฟ เพราะอำนาจจากการตบะแห่งดวงตาที่สามที่นอกจากเป็นแรงคุ้มครองสิ่งชั่วร้ายแล้ว ยังก่อให้เกิดญาณหยั่งรู้ภายในตัวอีกด้วย ผู้ที่เป็นนักพยากรณ์หรือสนใจในศาสตร์นี้เมื่อได้รับครอบแล้วมักจะมีความรู้แปลกๆเกิดขึ้น มีญาณสัมผัสที่แม่นยำขึ้น แต่ความสามารถนี้ก็มิได้เกิดกับผู้ที่ร่ำเรียนทางโหราศาตร์เท่านั้น แม้ผู้ที่ศรัทธาท่านอื่นๆที่มีความสนใจในศาสตร์ที่เร้นลับ และหากยิ่งเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้วด้วยก็ยิ่งเกิดความสามารถทางจิตในเชิงนี้ได้เร็วและดียิ่งๆขึ้นไปอีก
พลังแรงครูจะคอยคุ้มครองให้โชคลาภ เอื้ออำนวยประโยชน์สุขทุกๆด้านของชีวิตท่าน จึงขอให้มั่นใจได้ว่าด้วยเดชแรงครูนั้นจะคอยคุ้มครองและอำนวยพรให้ท่านมีความสุข ความเจริญตลอดกาลนานไป.......


ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)







Copyright article from www.promdeva.com.

พลังเทียน .... คือพลังเนรมิตชีวิตคุณชั่วข้ามคืน...

พลังเทียน .... คือพลังเนรมิตชีวิตคุณชั่วข้ามคืน...

โดย พลังแสงกายทิพย์...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)


สวัสดีค่ะ...ท่านผู้ชมเวปทุกท่าน ช่วงนี้เป็นช่วงที่งานหนักมากค่ะจึงทำให้การเขียนบทความลงเวปอาจน้อยไปหน่อย จึงขออภัยทุกท่านณ. ที่นี้ด้วยน่ะค่ะ และวันนี้อาจารย์พอมีเวลาอยากนำบทความเกี่ยวกับพลังของเทียน ซึ่งหลายๆท่านโทรศัพท์กลับมาสนใจเรื่องเกี่ยวกับทำอย่างไรให้ ความรัก การเงิน การงานดีขึ้น เอาแบบไม่ต้องไปไกล บางครั้งไม่สะดวกที่ไปทำสมาธที่ไกลๆหรือไปทำอะไรที่ไม่ค่อยปลอดภัย โดยเฉพาะคุณผู้หญิงส่วนมากที่เคยเข้ามารับคำพยากรณ์มักมีคำถามเสมอว่า ทำยังไงชีวิตรักจึงจะสมหวังและมีความสุข หรือทำยังไงจะมั่งคั่งร่ำรวย เป็นคำถามฟังดูแล้วพื้นๆแต่ถ้าคิดลึกลงไปอาจจะทำให้ฉุดคิดได้ว่า ถ้าในดวงชะตาของท่านทั้งหลายเหล่านั้นไม่มีดวงความรักที่ดีเลย และการเงินที่ดีเลย ชีวิตก็คงจะเป็นไปตามคำพยากรณ์ หรือคำทำนาย จึงทำให้เศร้าไปเลยค่ะ หลายๆคนแล้วที่ต้องจนมุมเกี่ยวกับดวงของตัวเอง ซึ่งไม่มีใครๆอยากให้เกิดมาเป็นอย่างนี้ มันทรมานแบบอยู่ได้เรื่อยๆ แต่ไม่สุขเท่าไหร่
อาจารย์จึงได้เข้าไปเล่าเรียน และศึกษาจากหลายทั่วทุกมุมโลก จึงได้คำตอบว่า.... ดวงชะตาหรือดวงดาวนั้นเป็นแผนที่ ที่เราต้องเดินทางตามที่เขาวางไว้แล้ว แต่ถ้าเรารู้ว่าทางที่เดินเป็นหลุมเป็นบ่อเราจะตกบ่อตกหลุมเป็นแน่แท้ แต่ยังค่ะ... มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาด้วยกำลังสมอง และกำลังความคิด พร้อมทั้งพลังทั้งหลายที่เกิดมาพร้อมกับเรา พลังที่ว่านี้เรียกไปตามภาษานอก เรียกว่าพลังจักรวาล หรือพลังคอสมิค ซึ่งถ้าพูดง่ายๆว่า คือพลังออร่า หรือพลังกายทิพย์ ซึ่งถูกสร้างมาพร้อมกับมนุษย์ตั้งแต่เกิด ตรงจุดนี้ล่ะค่ะอาจารย์...จึงคิดว่าถ้าเราได้มีสติปัญญาและคิดให้ลึกๆแล้ว ดวงชะตากำหนดรูปแบบให้ เมื่อรู้แล้วว่าเกิดมาแตกต่างหรือไม่สมหวังเหมือนคนอื่น ก็ไม่ต้องที่เสียใจหรือยอมรับสภาวะที่เขามอบมา ขอให้ท่านมีความเชื่อในพลังของตนเองเถิดค่ะ....ทุกอย่างง่ายเข้า ดังเช่น...บทความ “พลังเทียน” ที่อาจารย์ได้ให้สัมภาษณ์กับโลกวันนี้รายวัน ซึ่งต้องการให้บางท่านที่กำลังมีปัญหาหรือกำลังสงสัย หรือกำลังสนใจ ในเรื่องของเทียนมีพลังอย่างไร ....
ขอให้ท่านลองอ่านบทความนี้...แล้วนำประโยชน์ไปใช้ในการดำเนินชีวิตของท่านน่ะค่ะ.....

พลังเทียน ตอนที่1......พักจากสุขภาพกายมาเน้น สุขภาพทางจิตใจกันบ้าง ระยะนี้สถานการณ์การเมืองระอุทำให้ไม่ว่าใครต่อใครแทบจะนั่งกันไม่ติด ร้อนกายยังไม่เท่าไหร่ แต่ร้อนใจยากหาสิ่งใดมาบรรเทา
คำโบราณ กล่าวว่า …คนเราจะทุกข์หรือจะสุขอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ บางคนทุกข์กายแต่ใจสุข ไม่ว่าที่ไหนก็อยู่ได้ ด้วยความสำคัญของทั้ง “จิต” และ “ใจ” คนเราจึงต้องสร้างพลังให้กับจิตเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีกำลังใจในการผจญอุปสรรคและคลี่คลายปัญหาของแต่ละคนที่มีอยู่
การสร้างพลังจิตเกี่ยวโยงกับพลังกายอย่างแยกกันไม่ได้ ดังที่กล่าวหลายครั้งแล้วว่า ร่างกายของคนเราใช่มีแต่เพียงกายเนื้อ แต่มีกายทิพย์หรือรัศมีกาย ซึ่งปัจจุบันสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามีจริงและสามารถเห็นได้ โดยการถ่ายภาพจากกล้องพิเศษที่เรียกว่า กล้องเคอร์เลียน หรือกล้องถ่ายภาพออร่า โดยภาพที่ปรากฏจะเห็นแสงสีต่างๆที่อยู่รายล้อมรอบตัวเราแตกต่างไปตามอารมณ์ ความนึกคิด พฤติกรรม ความถนัดและที่สำคัญก็คือ พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือ กรรมในเชิงพุทธนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แสงสีรอบกายคนเราจะเปลี่ยนไปได้ตามอารมณ์ โดยผู้เชี่ยวชาญจะอ่านความหมายจากสีที่ปรากฏ และตีความออกมาเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ
นอกจากนั้นออร่าหรือรัศมีกายยังสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพของคนเราได้อีกด้วย และคำว่าสุขภาพในที่นี้ไม่เพียงแต่ความเจ็บไข้ทางกายเท่านั้น ความเจ็บป่วยทางจิตก็บ่งบอกได้ทางออร่าด้วยเช่นกัน แสงออร่าที่อยู่รอบกายจะริบหรี่ บางส่วนเกิดการเว้าแหว่งแตกกระจาย ผลก็คือ ทำให้เหน็ดเหนื่อย ท้อถอย ไร้พลัง ถูกผลักไส   หรือพลาดหวัง อกหัก ฯลฯ
แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร ?
“การเพิ่มพลังให้กับออร่าหรือรัศมีกายทำได้ไม่ยาก...แต่ต้องรู้วิธี”
อาจารย์ อันติกา อริยชวัล ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตและการบำบัดด้วยวัตถุทรงพลัง กล่าว
ตั้งแต่โบราณกาลมา... คนไทยเพิ่มพลังกับร่างกายและสร้างพลังให้ใจด้วยน้ำประจุพลัง ซึ่งก็คือน้ำพระพุทธมนต์นั่นเอง   ถือว่าเป็นความฉลาดของบรรพบุรุษที่ปลุกพลังความเชื่อมั่นให้คืนมา ความเชื่อมั่นจะทำให้จิตมีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วคิดจะทำสิ่งใดก็ปลอดโปร่งสะดวกสบาย
นอกจากการประพรมน้ำพระพุทธมนต์แล้ว มีศาสตร์หนึ่งเสริมสร้างพลังให้เกิดขึ้นได้ เป็นศาสตร์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณก็คือ...วิชาพลังเทียน
เมื่อกล่าวถึง “เทียน” ตามความเข้าใจของคนทั่วไปมักคิดว่าประโยชน์ของเทียนเพียงแต่ไหว้พระหรือจุดเพื่อให้ความสว่าง แท้จริงแล้วเทียนมีประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับแสงออร่าในร่างกายคนเราด้วย แสงออร่าที่อยู่รอบกายมนุษย์เรานั้นถือเป็นแสงจากพลังงานไฟฟ้าและพลังแม่เหล็ก ซึ่งเกิดขึ้นได้และก็หมดไปได้
“ปัจจุบันรู้จักออร่ากันทั่วโลกแล้ว รู้แล้ว่าออร่ามาจากไหน แต่ไมรู้ว่าจะสร้างออร่าได้อย่างไร รู้อย่างเดียวว่าต้องออกกำลังกายให้ดี พักผ่อนให้ดี กินอาหารให้ดี แต่ทำทุกอย่างแล้วยังไม่เกิด ยังไม่ทำให้ออร่าสดใสได้... เพราะอะไร คำตอบก็คือ ออร่ายังเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณอีกด้วย”
จากจุดนี้จึงพยายามค้นหาว่าทำอย่างไรให้พลังแสงออร่าขยายกว้างขึ้น แต่ปัญหาก็คือ ปัจจุบันคนเราใกล้ชิดกับธรรมชาติน้อยลงทุกที บางคนแทบไม่เจอแสงอาทิตย์ บางคนอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างเดียว หรือแม้แต่คลื่นจากโทรศัพท์ มือถือเหล่านี้ก็มีส่วนดึงดูดออร่าจากตัวเราทั้งสิ้น ผู้คนเดียวนี้จึงไม่
แข็งแรง

พลังเทียน ตอน 2ลงโลกวันนี้รายวัน วันพฤหัสบดี 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2551
วัตถุทรงพลังถือเป็นประเพณีนิยมของคนในสมัยโบราณสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ เทียนก็จัดว่าเป็นวัตถุทรงพลังชนิดหนึ่งที่ใช้กันมาเนิ่นนาน คนไทยเราคุ้นเคยกับการจุดธูปจุดเทียนในการบูชาพระอยู่แล้ว และมีการนำเทียนมาใช้ในกรณีพิเศษอื่น เช่น ในพิธีกรรมต่างๆ โดยมีการลงอักขระคาถาหรือบรรจุพลังลงในเทียน การบรรจุพลังในสมัยก่อนเรียกว่า “เสกหรือการปลุกเสก” ตรงกับคำว่าการใส่ “โปรแกรม” ที่ใช้กันในปัจจุบัน
อาจารย์อันติกา อริยชวัล ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตและการบำบัด้วยวัตถุทรงพลัง กล่าวและอธิบายว่า การใช้เทียนมาเสริมออร่าเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงก็เป็นการเพิ่มพลังปราณทางหนึ่ง
“เรานำเทียนมาเป็นตัวแทนของพลังธรรมชาติ นำมาใช้กับผู้ที่ไม่ค่อยได้สัมผัสธรรมชาติ โดยเฉพาะคนเมืองในปัจจุบันมักแวดล้อมด้วยมลพิษ   พลังงานในร่างกายคนเราก็จะลดลง รัศมีกายหรือออร่าของคนเราก็จะลดและลีบ ยิ่งเป็นคนป่วยจะยิ่งเห็นได้ชัด”
ด้วยเหตุนี้จึงได้คิดทำเทียนพลังทิพย์ขึ้นมาในการเสริมพลังใช้ในการฉาบพลังสีออร่า ที่ใช้ได้ทั้งคนป่วยและนำมาใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับคนร่างกายปรกติ เพราะคนที่ไม่ป่วยไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย แต่การเสริมพลังด้วยเทียนเหมือนกับการบรรจุแบตเตอรี่
ดังที่กล่าวแล้วว่าเทียนที่นำมาใช้ต้องเป็นเทียนที่มีพลัง ซึ่งอาจารย์อันติกา ได้พิถีพิถันสร้างขึ้นจากขี้ผึ้งแท้ เรียกว่า “เทียนพลังทิพย์” เป็นวัตถุในการสื่อระหว่างผู้ใช้กับเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ ซึ่งรักษาได้ทั้งพลังกาย พลังออร่า และพลังจิต
ทั้งนี้ พลังแสงเทียนสามารถสร้างสรรค์ตามวัตถุประสงค์แต่ละเรื่องที่ต้องการได้ด้วยเทียนหลากสีที่แตกต่างกันถึง 9 สี แต่ส่วนใหญ่มักนำมาใช้เพียง 7 สีความหมายและวัตถุประสงค์ของพลังเทียนแต่ละเล่มมีดังนี้
เทียนสีแดง   หมายถึง พละพลังเหมาะกับผู้ที่รู้สึกหมดแรงไม่กระตือรือร้น ไม่กระปรี้กระเปร่า
“เทียนสีแดงยังเหมาะกับการจุด ในห้องของผู้ป่วย หรือต้องการให้ห้องมีพลัง”

เทียนสีส้ม เป็นอีกสีที่กระตุ้นพลัง ช่วยขจัดความเศร้าซึม ทำให้รู้สึกสดชื่น “เด็กบางคนที่มีอารมณ์หงอยเหงา เก็บตัว ชอบอยู่คนเดียว ควรใช้พลังเทียนสีส้ม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมจากการแยกตัวโดดเดี่ยวมาเข้าเข้าสังคมมากขึ้น”

เทียนสีเขียว ให้พลังในด้านการเจริญเติบโต ให้พลังด้านความอุดมสมบูรณ์ การไม่ขาดแคลน
“ที่จริงแล้วพลังเทียนสีเขียวยังเป็นสีของเงินทอง ความมั่งคั่ง การติดสีเขียวบริเวณใดบริเวณหนึ่งหรือมุมใดมุมหนึ่งของห้อง จะทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ได้ตามเทคนิคในการเรียกเงิน แต่ทั้งนี้ต้องตั้งวางให้ถูกต้อง แล้วต้องมีองค์ประกอบของธาตุทั้งสี่ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้”
เทียนสีน้ำเงิน หรือเทียนสีฟ้า เป็นสัญลักษณ์ของการใช้พลังคำพูด ใช้ในการสื่อสาร การเจรจา
“ผู้ที่เป็นนักพูดหรือนักร้องที่มีชื่อเสียง มักจะปรากฏออร่าเป็นสีน้ำเงิน หรือสีฟ้ามากกว่าสีอื่นๆ”

 พลังเทียน ตอน 3ลงโลกวันนี้รายวัน วันศุกร์ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2551
“เทียนที่ใช้ในท้องตลาดทั่วไปทำมาจากสารเคมี จึงให้เพียงแสงสว่างเท่านั้น แต่เทียนพลังงานหรือเทียนพลังทิพย์ที่สร้างสรรค์มาเป็นพิเศษด้วยไขผึ้งแท้จะเยียวยาออร่าที่ชำรุด ฉีกขาด ทรุดโทรมหรืออ่อนแสงให้กลับมามีพลังขึ้นได้ และสามารถสร้างแสงออร่าให้คนที่ขาดแสง ส่วนในคนที่มีร่างกายปรกติก็จะช่วยรักษาแสงไม่ให้ถูกผู้อื่นดึงดูดหมดไปได้”
อาจารย์อันติกา อริยชวัล ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตและการบำบัดด้วยวัตถุทรงพลัง กล่าวและอธิบายว่า วิธีสังเกตว่าพลังแสงออร่าหรือรัศมีกายของเรายังมีพลังเพียงพอหรือพร่องหรือไม่ ให้ดูได้จากผู้คนที่เข้ามาพบปะพูดคุยกับเรา การที่มีคนโน้นคนนี้ชอบเข้ามาทักทายพูดคุยกับเราแสดงว่าเขาต้องการดูดพลังงานของเรา ในทางตรงกันข้ามวันใดที่ออกไปพบปะผู้คนแล้วไม่มีใครสนใจหรือเห็นหน้าแล้วไม่พอใจเรา แสดงว่าวันนั้นพลังแสงของเราขาดหรือพร่องไปนั่นเอง
ทั้งนี้ แสงออร่าหรือรัศมีกายเป็นแสงจากธรรมชาติ มนุษย์ที่มีชีวิตทุกคนมีแสงออร่า หากไม่มีแสงออร่าหมายความว่าบุคคลผู้นั้นไม่มีลมหายใจแล้ว และแสงออร่าจะเข้มแข็งหรืออ่อนแอก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจของบุคคลผู้นั้น การใช้พลังของเทียนเป็นทางหนึ่งที่ช่วยเสริมออร่าให้เข้มแข็ง โดยเทียนแต่ละสีมีความหมายและวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป
ฉบับนี้มาดูกันต่อ...เทียนสีม่วง มีพลังโน้มนำความสงบเข้าสู่ร่างกาย ใช้ลดความกังวล ความฟุ้งซ่าน ความตื่นกลัว และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ

เทียนสีขาว  มีพลังแห่งความบริสุทธิ์และความสงบนิ่ง ให้พลังกับจิตวิญญาณในด้านความเป็นอิสระไม่ยึดติด ไม่ยึดเหนี่ยว และปล่อยวางแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึกทึกครึกโครม
เทียนสีดำ   เป็นเทียนที่ตามปรกติไม่แนะนำให้ใช้ ยกเว้นพิธีกรรมบางอย่าง เช่น การไหว้พระราหู ไหว้เจ้ามหาป่าช้า หรือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ เนื่องจากเป็นสีแห่งความเครียดและความวิตกกังวล อีกสีหนึ่งคือ เทียนสีทอง เป็นเทียนพิเศษที่ใช้เป็นเกราะปกป้องคุ้มครองออร่า และใช้เชื่อมต่อพลังจากแผ่นดิน...
“แต่ก่อนจุดเทียนสีทองจะต้องจุดเทียนให้ครบทั้งเจ็ดสีเสียก่อน”
ส่วนวัสดุที่วางเทียนอาจใช้ภาชนะจากถาดดินเผาหรือเซรามิก
การสร้างพลังจากเทียนนั้น อาจารย์อันติกาแนะนำว่า ให้จุดเทียนบนภาชนะที่เป็นธาตุดิน แต่ควรให้สมดุลกับตัวเทียน โดยตระหนักถึงความปลอดภัยให้มาก อย่าวางสิ่งใดที่เป็นเชื้อไฟอยู่ใกล้ๆ เนื่องจากการสร้างพลังตามวิธีนี้ผู้รับพลังจะต้องทำสมาธิผ่อนคลายในท่านอน
ก่อนอื่นต้องสร้างบรรยากาศ บริเวณจะจุดเทียนให้สะอาด ทำจิตใจให้สงบใช้ลมหายใจเป็นตัวเคลื่อนพลังเข้าสู่ช่องท้อง หายใจให้เต็มปอดเต็มช่องท้อง ด้วยการหายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ โดยให้มือทั้งสองสัมผัสพลังปราณเข้าออกบริเวณมือได้ แต่ต้องเป็นการหายใจแบบนุ่นนวล เบาสบาย จนรู้สึกลมหายใจนิ่งสงบ พอรู้สึกว่าลมหายใจเริ่มมั่นคงขึ้นให้นึกถึงแสงเทียนที่จุดขึ้นมา เป็นตัวนำทางโดยจินตนาภาพให้เห็นสิ่งที่ต้องการ
ส่วนการจุดเทียน 7 สี ควรตั้งเทียนเป็นครึ่งวงกลมหรือเรียงแบบหน้ากระดาน และมีองค์ประกอบธาตุสี่ คือ ธาตุดินจากวัสดุรองเทียนอย่างกระเบื้องเซรามิกที่สังเคราะห์จากดินจนใส แก้วใส่น้ำให้เต็มแทนธาตุน้ำ   ธูปแทนธาตุลม และเทียนแทนธาตุไฟ
จะว่าไปแล้วพลังเทียนที่กล่าวถึงนี้ เกิดจากพลังงานของจิตในการใช้กระแสของแสง ซึ่งมีเทียนพลังทิพย์เป็นตัวเชื่อมจากนามธรรมให้เกิดเป็นธูปธรรมนั่นเอง....

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อ.อันติกา อริยชวัล
โทร 081-844-6425















 
 














ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)








Copyright article from www.promdeva.com.

ทำไม !!!เราจึงต้องสร้างพลังแสงกายทิพย์...

ทำไม !!!เราจึงต้องสร้างพลังแสงกายทิพย์...
โดย พลังแสงกายทิพย์
by  Antiga   Ariyachawul
อาจารย์อันติกา อริยชวัล
สวัสดีค่ะ...ท่านผู้ชมทางเวป..วันนี้อาจารย์ตั้งใจนำเสนอบทความเรื่องพลังจิต ที่เกี่ยวข้องกับพลังกายทิพย์ หลายๆท่านสงสัยกันว่าพลังกายทิพย์คืออะไร...หมายถึงอะไร...โดยเฉพาะท่านที่ต้องการดึงดูดความรัก...คนรักที่เราปราถนาถึง หรือคุณสมบัติคู่รักที่เหมาะสมกับตัวเรา โดยที่ไม่ต้องอาศัยดวงชะตาว่ามีชะตาชีวิตรักของเรานั้นมีคู่แท้หรือไม่...แต่วิธีการสร้างกายทิพย์คือการพึ่งตัวเอง เพราะเป็นพลังมีมาตั้งแต่กำเนิด พลังกายทิพย์สามารถนำไปแก้ไขเคราะห์กรรม หรือวิบากกรรม โซ่กรรมในอดีต อย่างเช่น กรณีของการสร้างกายทิพย์ของแม่สู่ลูกในกรณีที่มีการทำแท้ง พลังกายทิพย์ก็สามารถช่วยเหลือได้ ทำให้วิญญาณของเด็กที่เราได้ฆ่าเขากลับให้มีพลังกายทิพย์ที่สมบูรณ์พร้อมที่จะไปเกิด....       

แต่อาศัยที่ว่า คุณเข้าใจและสามารถที่จะสร้างให้กายทิพย์มีแรงสั่นสะเทือนกว้างขึ้นหรือไม่...และมีรัศมีกายที่สวยงาม ใครเห็นแล้วอดที่อยากเข้ามาใกล้ชิด....
วิธีการสร้างกายทิพย์นี้ไม่ใช่วิธี มนต์มายา หรือมนต์ไสยศาสตร์ใดๆทั้งสิ้นค่ะและไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่คิด... แต่เป็นพลังที่อยู่ในตัวเราล้วนๆเลยค่ะ...
ตัวของเราประกอบไปด้วย กายและจิต ซึ่งก็คือรูปและนาม
เมื่อกายที่แข็งแรงกินอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม และมีการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย จิต ก็ต้องฝึกให้แข็งแรงไปด้วย แต่ปัจจุบันนี้ กายของเราได้รับผลกระทบจาก สภาวะเศรษฐกิจ สภาวะด้านสังคม ความเป็นอยู่ทั้งหลายที่มีแต่ความกดดันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้จิตของเราอ่อนแอไปด้วยเพราะความตึงเครียด ความกลัว ความกังวล ความโมโห ความโกรธ ความน้อยใจ ความอาฆาต ความพยาบาท ความโลภ ความหลงผิด  ฯลฯ เป็นต้น....ที่เกิดขึ้นกับตัวของเราและจิตใจของเราไม่มากก็น้อย กระทบกันอย่างมาก   ร่างกายที่ทรุดโทรมและเหนื่อยอ่อน...หากได้รับการสร้างพลังกายทิพย์....ความทรุดโทรมหรือความเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็จะหายไป...เหลือไว้แต่ร่างกายที่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แข็งแรงดีกว่าเดิม แต่กับจิตใจที่อ่อนแอ เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายแม้ว่าจะเป็นความทุกข์แสนสาหัส สร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้เป็นเจ้าของร่างกายอย่างมาก แต่นั่นเป็นความทุกข์เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น...เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ความทุกข์ทรมานดังกล่าวก็จะลดน้อยลงจะกระทั่งหายไปในที่สุด เหมือนกับนิ้วมือที่ถูกเข็มทิ่มแทง อาจจะมีเลือดสดไหลออกมามากมายในตอนแรก และสร้างความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ แต่หากบาดแผลดังกล่าวได้รับการเยียวยาที่ดี ไม่ช้ามักก็จะหายดี....
ไม่เหลือหยดเลือดให้เห็นแม้แต่น้อย...ซึ่งตรงกันข้ามกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจ...ซึ่งเมื่อได้เกิดขึ้นแล้ว หากไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม ความทุกข์ในใจดังกล่าว...จะสะสมพอกพูนขึ้นและตกตะกอนฝังรากลึกอยู่ในจิตใจจนยากที่จะชะล้างหรือเยียวยาให้หายดีได้... เมื่อเวลาผ่านไปความทุกข์ทรมานที่สั่งสมอยู่ภายในจิตใจเบื้องลึกจะสำแดงฤทธิ์ของมันออกมา ก่อให้เกิดผลกระทบไม่เพียงแต่สภาพจิตใจเท่านั้น...แต่ยังส่งผลร้ายต่อร่างกายและบุคคลิกภาพได้เช่นกัน.. ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า ความเคียดแค้น ความวิตกกังวล ความโกรธเคือง หรือความผิดหวัง... ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดวิบากกรรมขึ้นในพลังแสงล้อมรอบร่างกายทั้งสิ้น (ชั้นวิบากกรรมในแสงกายทิพย์อยู่ชั้นที่3 ก็จะแคบลงเพราะแสงพลังกายทิพย์ในตัวได้หมดไปเรื่อยๆ จนทำให้วิบากกรรมตามทันจนถึงกายเนื้อได้ง่าย) แม้ว่าความรู้สึกในด้านลบเหล่านี้บางครั้งจะเลือนหายไปบ้าง...แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าจะหายไปอย่างสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้ามมันกลับฝังรากลึกลงไปในจิตใจเบื้องลึกจนยากที่จะลืมเลือนได้...เปรียบได้กับบาดแผลที่ดูภายนอกแห้งสนิท แต่ภายในกลับมีแต่หนองเน่าเฟะน่าสะอิดสะเอียน และพร้อมที่จะลามไปกัดกินเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ทุกเมื่อ... ความทุกข์หรือความรู้สึกเบื้องต่ำที่เกิดขึ้นบ่อยๆจะส่งผลให้สมรรถภาพของสมองค่อยๆเสื่อมลง ความทรงจำ ความสามารถในการตัดสินใจเริ่มถดถอย อารมรณ์ปรวนแปร จิตใจรวนเรหาความมั่นคงหรือความแน่นอนไม่ได้ สมองมีแต่ความหวาดระแวง ตึงเครียด แค้นเคือง หรืออิจฉาตลอดเวลา ไม่เพียงเท่านั้น...ความคิดเบื้องต่ำที่เกิดขึ้นภายในใจยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสื่อมโทรมและโรคร้ายแรงเกิดขึ้นกับร่างกายอีกด้วย...
สาเหตุมาจากจิตใจจะยากต่อการรักษาให้หายขาด ไม่ว่าจะใช้ยาดีหรือหมอที่เก่งกาจสักเพียงใดก็ตาม เปรียบได้กับการรักษาอาการผิดปกติที่เกิดจากการกินอาหารที่เป็นพิษ อาการผิดปกติดังกล่าวมิอาจหายเป็นปกติได้ ตราบใดที่สารพิษหรือของเสียที่เกิดจากอาหารเหล่านั้น ไม่ได้รับการขับหรือชะล้างออกมา เช่นเดียวกัน วิธีรักษาความเสื่อมโทรมและโรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากจิตใจดีที่สุด ก็คือการสร้างพลังแสงหรือพลังกายทิพย์ เพราะเป็นการจัดการกับปัญหาที่ฝังในจิตใจมาช้านาน ทำบ่อยๆหรือทำเป็นประจำ ทำให้จิตใจสงบสุข เยือกเย็น และพร้อมถอนรากถอนโคน ของความทุกข์ที่ฝังลึกมานานในจิตใจ...ซึ่งหายาใดเข้ามาเทียบเท่า......
เนื่องจากสรรพสิ่งในจักรวาลของเรา ประกอบด้วยคลื่นพลัง เช่นคลื่นคอสมิก คลื่นแสง คลื่นเสียง จิตและกายของคนเราก็เป็นคลื่น ซึ่งมักมีการแปรเปลี่ยนสภาพกันตลอดเวลา และกายของเราประกอบไปด้วยเซลล์นับล้านๆเซลล์ แต่ละเซลล์มีชีวิต มีระบบขั้วไฟฟ้า ทำให้ร่างกายของคนเราจึงมีคลื่นไฟฟ้าห่อหุ้มอยู่รอบตัวเรา ซึ่งนักบำบัดด้วยคลื่นเรียกว่า “ออร่า” หรือเรียกว่า “พลังแสงกายทิพย์”
พลังแสงกายทิพย์จะมีถึง 7 ชั้นและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ อากาศ บ้านเรือนที่พักอาศัย และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ถ้าอยู่ในที่อากาศแออัด ผู้คนมากมาย ก็มีผลกระทบต่อพลังแสงกายทิพย์  การกินอาหารที่เป็นธรรมชาติช่วยให้พลังแสงกายทิพย์แจ่มใส และพลังแสงกายทิพย์ ยังเกี่ยวกับกรรม ซึ่งก็คือการกระทำของเราเองตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบัน เป็นตัวเก็บเรื่องต่างๆตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน ภายในแสงกายทิพย์ของเรา  จะเห็นได้ว่าถ้าเมื่อไหร่เขาเครียด กังวลและเป็นทุกข์ แสงกายทิพย์ก็จะค่อยๆหมดไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง กายเนื้อไม่มีแสงกายทิพย์คลุมอยู่เลย... เมื่อนั้นวิบากกรรมทั้งหลายก็เข้ามากระทบกับกายเนื้อของเราได้ทุกเมื่อ... ซึ่งผลกระทบนี้อาจทำให้พลังแสงกายทิพย์ของเรา อ่อนแอ พร้อมกับมีการฉีกขาด หรือเว้าแหว่ง ทำให้เกิดช่องว่าง เช่น การทำแท้งเด็ก ซึ่งเด็กมีพลังแสงกายทิพย์มาตั้งแต่เกิด แต่ยังไม่ทันสร้างได้แข็งแรงเต็มที่เป็นเวลา 9 เดือน ก็ถูกฆ่าก่อนซะแล้ว !! จึงทำให้พลังกายทิพย์หรือออร่าของเด็ก ถูกตัดขาด จึงไม่สามารถกลายเป็นวิญญาณที่มีพลังกายทิพย์ไปเกิดได้อย่างสมบูรณ์และง่ายดาย...
เมื่อพลังแสงกายทิพย์ เกิดช่องว่าง เปิดให้คลื่นพลังอื่นจากภายนอกส่งผลกระทบ ทำให้กายทิพย์อ่อนแอลงไป ในที่สุดร่างกายของเจ้าของเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา ไม่ว่าเป็นทางกายหรือทางใจ....
คลื่นพลังแสงกายทิพย์หรือแสงออร่า จะมีขั้ว หรือขุมพลัง หรือเรียกว่า จุดปราณ ตามวิชาโยคะ หรือเรียกว่า จักระตามวิชาพลังจักรวาล จุดเหล่านี้เรียงรายอยู่ตามตำแหน่งต่างๆบนร่างกายมนุษย์ นับตั้งแต่ จุดก้นกบ จุดใต้สะดือ จุดหน้าท้อง จุดกลางอก จุดกลางลำคอ จุดหน้าผาก และจุดกระหม่อม…
จุดเหล่านี้ จะเป็นจุดที่สามารถสร้างพลังแสงกายทิพย์ และรับคลื่นสั่นสะเทือนจากแสงสีของเทียนพลังทิพย์ และคลื่นของพลังเทียนจะกระทบกับจุดพลังในร่างกาย โดยการไล่กันมาเป็นคลื่นสี ตั้งแต่ สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีขาว ซึ่งพลังของเทียนนี้มีคุณค่าสูงมาก เป็นหนึ่งในวัตถุที่นักพลังหรือนักบำบัดมักจะนำมาสร้างพลังแสงกายทิพย์ให้กับร่างกายของเราได้รับพลังอย่างสม่ำเสมอ... อานุภาพของพลังแสงเทียน มีคนหลายชนชาติและหลายศาสนา ยามเมื่อต้องการประกอบพิธีมงคลต่างๆ ก็มักจะมีการจุดเทียน.... นั่นเป็นเพราะเทียนย่อมมาพร้อมกับแสงสว่างและความอบอุ่นของไฟ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมของมนุษยชาติ ไฟกำจัดซึ่งความหนาวเย็น ความมืด ความไม่รู้ รวมถึงภยันตรายต่างๆ ...พลังเทียนจึงเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้คลื่นนำมาสร้างเป็นพลังแสงกายทิพย์ เพราะแสงเทียนที่มีพลังส่งตรงไปสู่ร่างกาย....ทำให้ชีวิตมีแต่ความเป็นสิริมงคล วิบากกรรมทั้งหลายก็ลดลงหรือหมดไปตามสภาวะที่พลังแสงกายทิพย์ได้เพิ่มขึ้น....จนไม่สามารถเข้าทำใกล้กายเนื้อได้... แล้วสร้างแรงดึงดูดสิ่งที่ใจปรารถนาที่ต้องการ สามารถลบพลังด้านลบ ความกลัวและความมืดบอดแห่งปัญญาลงไปได้ พลังเทียนจึงยังคงเป็นเครื่องมือส่งพลังจิตให้จิตวิญญาณของเรามีความผาสุกอย่างไม่น่าเชื่อ....

คุณเคยสัมผัสกับพลังแสงกายทิพย์หรือแสงออร่าหรือไม่
(ถ้าคุณตอบคำถามข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ว่า “ใช่” แสดงว่าคุณเคยได้รับผลจากแสงกายทิพย์ภายนอกที่
มากระทบกับแสงกายทิพย์จากตัวคุณ)
1.เมื่ออยู่ใกล้คนบางคน คุณรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงหรือไม่
2. คุณเคยรู้สึกตัวเมื่อมีคนจ้องมองคุณอยู่หรือเปล่า
3.คุณเคยรู้สึกชอบหรือไม่ชอบคนบางคนตั้งแต่แรกเห็นหรือไม่
4.คุณเคยรู้สึกว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร โดยวัดจากความรู้สึกของคุณ
ไม่ใช่จากกิริยาที่ผู้นั้นแสดงออกหรือไม่
5.คุณเคยรู้ว่ามีคนอื่นเข้ามา ก่อนที่คุณจะได้ยินเสียงหรือเห็นตัวเขาหรือไม่
6.แสง สี และ กลิ่นหอมบางชนิดทำให้คุณรู้สึกอึดอัดไม่สบายหรือรู้สึกดีขึ้น หรือไม่
7.พายุ ไฟฟ้า (ฝนที่มีพายุและฟ้าแลบ) ทำให้คุณกระสับกระส่ายหวาดกลัวหรือไม่
8.คุณรู้สึกว่าบางคนทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นหรือกระปรี้กระเปร่าได้มากกว่าคนอื่นๆหรือไม่
9.คุณเคยเดินเข้าไปในห้อง แล้วรู้สึกเคร่งเครียด หงุดหงิดอารมณ์เสียหรือไม่
ห้องบางห้องทำให้คุณอยากหรือไม่อยากเข้าไปหรือไม่
10.คุณเคยไม่ใยดีต่อความรู้สึกประทับใจเมื่อแรกเจอใครสักคน และในที่สุดก็พบว่าความรู้สึกของคุณถูกต้องหรือไม่
11.คุณรู้สึกว่าห้องนี้อยู่สบายและรื่นรมย์กว่าห้องอื่นหรือไม่ คุณเคยสังเกตความแตกต่างเมื่อเข้าไปอยู่ในห้องแต่ละห้องหรือไม่ คุณเคยรู้สึกว่าห้องของพี่น้องแตกต่างจากห้องของคุณหรือไม่ แล้ว คุณรู้สึกอย่างไรกับห้องของพ่อแม่หรือลูกของคุณ

จะเห็นว่าการที่อาจารย์ยกตัวอย่างมาให้พอเข้าใจ...เพื่อทำให้คุณรู้ว่าพลังกายทิพย์นั้นเป็นพลังที่อยู่ข้างกายเราและเกิดมาพร้อมกับเราตั้งแต่เกิด..และไม่ใช่ว่ามนุษย์มีกายทิพย์ได้อย่างเดียว วัตถุ สิ่งของ พืช สัตว์ ล้วนมีพลังแสงกายทิพย์ทั้งนั้น...

แสงพลังกายทิพย์หรือแสงออร่าของคนเรานั้น เป็นแสงที่มีรัศมีล้อมรอบกายหยาบอยู่ทุกทิศทาง แสงพลังกายทิพย์มีสามมิติ คนที่มีสุขภาพแข็งแรง แสงพลังกายทิพย์หรือแสงออร่าจะเป็นรูปกลมรีหรือรูปไข่ล้อมรอยกายหยาบ และแสงกายทิพย์มีทั้งหมด 7 ชั้น โดยเฉพาะชั้นที่สาม มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวกับ วิบากกรรมทั้งหมดที่เราได้สร้างมาในอดีตชาติ...

คนทั่วไปจะมีแสงกายทิพย์ล้อมรอบกายหยาบในระยะแปดถึงสิบฟุต เราเคยเห็นภาพวาดที่มีแสงรอบกายของผู้นำศาสนาหลายศาสนา ซึ่งสามารถแผ่รัศมีกายทิพย์ออกไปไกลได้หลายไมล์เลยทีเดียว...จึงไม่แปลกเลยที่คนส่วนใหญ่จึงนิยมในตัวท่าน... ยิ่งสุขกายและสุขใจดีเท่าไหร่ แสงกายทิพย์ยิ่งมีแรงสั่นสะเทือนมากและแผ่รัศมีไปไกลมากขึ้น นี้แหละค่ะ....พลังกายทิพย์จึงมีพลังอำนาจดึงดูด ความรัก การเงิน การงานเข้ามาในชีวิตของเราได้ง่าย... และข้อดีของพลังกายทิพย์คือถ้าแสงมีพลังมากขึ้น ชั้นวิบากกรรมก็จะกว้างขึ้น ทำให้กรรมเก่าๆ
ไม่สามารถเข้าใกล้ตัวของเราได้ และพลังของแสงกายทิพย์นี้สามารถตัดกรรม หรือแก้ไขกรรมในอดีต ได้แบบไม่น่าเชื่อค่ะ....
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าพลังแสงกายทิพย์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก... ยิ่งแสงพลังกายทิพย์ในตัวเรายิ่งมีมากเท่าไหร่ จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมากและแผ่รัศมีไปได้ไกล ตัวของเราก็ยิ่งพลังในการดึงดูดในสิ่งที่ต้องการเข้ามาได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเมื่อไหร่แสงกายทิพย์ของเราน้อย ลงหรืออ่อนแรงก็ยิ่งทำให้ชีวิตของเรามีแต่เรื่องหรือมีเหตุอุปสรรค.... ถ้าพูดตามสมัยโบราณคือ เหมือนมีเคราะห์เข้ามาก่อกวนเราอย่างง่ายดาย เพราะแสงกายทิพย์ของเรามันแคบมาก ทำให้เวรกรรมซึ่งอยู่ในชั้นที่3 แคบลง จนทำให้เจ้ากรรมนายเวรสามารถตามมาพบกับตัวเราได้โดยง่าย   เพราะฉะนั้น เราควรมาสร้างแสงพลังกายทิพย์เพื่อทำให้แสงหรือรัศมีรอบกายของเรา กว้างขึ้นและมีแรงสั่นสะเทือนพร้อมที่จะดึงดูดเรื่องที่เราปราถนา หรือสิ่งที่ดีๆเข้ามาหาเราได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก การเงิน การงาน และผู้คนที่ดีๆ เพราะถ้าใครมีจิตใจที่คิดดีกับเรา แสงพลังกายทิพย์ก็จะดึงดูดเข้ามา เหมือนมีคนเข้ามาอุปถัมภ์ค้ำชู จะไม่พบกับคนที่เอาเปรียบ หรือ เจ้ากรรมนายเวร มาคอยแต่ข่มเหงกายและใจ   
ปัจจุบันนี้ ผู้คนนับว่ามีแสงพลังกายทิพย์น้อยมาก เพราะได้ถูกสภาวะแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าเป็นเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว เข้ามาบีบคั้นมาก จึงทำให้ ตัวเราจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น เพราะแสงกายทิพย์ของเราอ่อนแอจนทำให้เรารู้สึกล้มเหลว อกหัก เจ็บป่วย ท้อใจ และไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต การที่เรามาจุดเทียนพลังทิพย์เพื่อสร้างแสงพลังกายทิพย์ในตัวเราให้มีแรงสั่นสะเทือนมากขึ้นและรัศมีกายของเรากว้างขึ้น ทำให้เกิดความแข่งแกร่ง ดังที่อาจารย์ได้อธิบายให้กับคุณได้อ่านข้างต้นแล้ว...
การมีชีวิตอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนพลังของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะพลังร่างกายของคนเราซึ่งประกอบด้วยแสงรัศมีกายหรือแสงกายทิพย์ที่แผ่ออกมาจากกายหยาบ



อาจารย์รู้ว่า....แสงกายทิพย์ของเราทุกคนมีเหมือนกัน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ เราแต่ละคนจะสามารถที่เก็บรักษาได้หรือไม่ เพราะแสงกายทิพย์มีตั้งแต่เกิดแล้ว ซึ่งการสร้างกายทิพย์ของเด็กที่ถูกทำแท้ง เป็นหนึ่งเหตุผลหนึ่งที่วิญญาณเด็กไม่สามารถไปเกิดได้เพราะ แสงกายทิพย์ได้ถูกตัดขาดไป จึงทำให้วิญญาณต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ คือ ในร่างมารดาตลอดไปจนกว่าวิญญาณนั้นจะได้สร้างกายทิพย์ขึ้นมาใหม่..... แสงกายทิพย์ของแต่ละคนจะมีความแตกต่างหรือมีความโดดเด่นในตัวเอง... เราจะเห็นว่าถ้าแสงกายทิพย์ของเรามีความถี่หรือแรงสั่นสะเทือนใกล้เคียงกับของคนอื่น หรือ คนรัก ก็จะมีความรู้สึกมีไมตรีจิตต่อกัน หรือ มีการพูดคุยกันถูกคอ เข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน เหมือนเคยสร้างบุญกันมาแต่ชาติปางก่อน   ส่วนถ้าแสงกายทิพย์ของเรามีความถี่หรือแรงสั่นสะเทือนแตกต่างจากเรา ก็มักจะลงเอยด้วยการไม่รู้สึกไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรกเห็น เหมือนคู่รักบางคู่ตอนแรงพลังกายทิพย์มีแรงความถี่เท่ากัน ทำให้พูดกันรู้เรื่อง รักกันเหลือเกิน...แต่หลังจากที่พลังกายทิพย์ของเราอ่อนกำลังลง จึงทำให้ความรักของเราดูเหมือนจืดจาง ยิ่งติดตามยิ่งหนี เหมือนไม่เคยพบกันซะอย่างงั้น....คนหลายคนมักคิดว่า ทำไม...ดวงชะตาความรักของเราอาภัพอย่างนี้.. เหมือนกับว่าเรามีอะไรผิดปรกติในชีวิตหรือเปล่า...จริงๆแล้วดวงดาวในโหราศาสตร์เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญแต่ถ้าเราเคยคิดว่า..ถ้าเรามัวแต่รอดวงชะตา..เมื่อไหร่เราพบคนรักที่เหมาะสมหรือคู่แท้ อย่างที่หลายๆท่านต้องการที่จะรู้จึงพยายามหานักพยากรณ์ได้ทำนาย ถ้าเขาทำนายว่า ดวงความรักของคุณ เป็นความรักที่ไม่ดี มีแต่ความแตกแยก ร้างรา ตลอดไปจนกว่าตาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้จิตใจของเราหดหู่เศร้า หรืออาจจะสับสนไป จนทำให้จิตใจไม่ยอมรับ ไม่ดิ้นรน ไม่สามารถสร้างความดีหรือมองโลกในแง่ดีได้อย่างไร...จึงทำให้คนเราทุกวันนี้..มีแต่ความทุกข์แบบสับสนกันอย่างมากๆ ... ที่อาจารย์นำบทความเกี่ยวกับการสร้างพลังกายทิพย์มาให้ท่านได้เรียนรู้ได้มีวิธีการทางเลือกหนึ่ง และก็ได้ผลกันทุกคนถ้าได้ทำอย่างจริงจัง โดยการมาเริ่มสร้างแสงพลังกายทิพย์กันเพื่อทำให้ชีวิตใหม่ของเรามีแต่ความสุข และสมหวังได้อย่างง่ายดายและตลอดไป โดยที่ไม่ต้องอาศัย ชะตาชีวิตมาเป็นเครื่องกำหนดอีกต่อไป....ยิ่งทุกวันนี้คนเราถ้าไม่เข้าใจก็จะอยู่ในโลกแบบทุกข์ตลอดไป...

อาจารย์จึงได้การนำวิชาการสร้างกายทิพย์ออกมาเผยแพร่ให้ได้เข้าใจ โดยได้นำพลังแสงเทียนพลังทิพย์ทั้ง 7 สีเข้ามาให้ร่างกายของเราได้มีการปรับเปลี่ยนความถี่หรือเพิ่มแรงสั่นสะเทือนภายในตัวเราให้กว้างขึ้น และให้เราได้เป็นผู้กำหนดชีวิตได้ตัวของเราเอง และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น และปกป้องตนเอง ให้หลีกหนีจากวิบากกรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และการสร้างแสงกายทิพย์นี้เป็นพลังที่สามารถดึงดูดและแลกเปลี่ยนกันได้ ถ้าเราไม่เคยสร้างพลังกายทิพย์ เรารู้สึกว่าตอนเย็นๆเมื่อเรากลับบ้าน เรารู้สึกเหนื่อยล้า หรือมักเกิดความคิดแปลกๆ ที่มีแต่ความขุ่นมัว เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า พลังกายทิพย์ของเราได้ถูกดึงดูดไปและสะสมพลังกายทิพย์ที่มีแต่ความทุกข์ใจ และขุ่นมัว จากคนอื่นมาตลอดวัน ไม่ว่าจะเกิดจากการพูดคุยกันตัวต่อตัว หรือทางโทรศัพท์ เมื่ออยู่ใกล้ทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ถ้าเป็นไปมากๆทำให้ตัวเราไม่เหลือพลังกายทิพย์อยู่ตามธรรมชาติ อีกเลย ทำให้ร่างกายของเรารู้สึกเบื่อ เพราะพลังกายทิพย์ของเราไม่กว้างพอและไม่สามารถป้องกันกายเนื้อให้มีสภาพที่ดีได้

การจุดเทียนพลังทิพย์ทำให้สร้างแสงพลังกายทิพย์เพื่อดึงดูดความรักและแก้เคราะห์กรรมตั้งแต่อดีตชาติได้อย่างไร.... อาจารย์จะเขียนต่อตอน 2 ขอให้ท่านที่ได้อ่านบทความนี้มีความสุขและมีแนวคิดใหม่เพื่อทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นกว่าเดิมน่ะค่ะ....

ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)







Copyright article from www.promdeva.com.

เคล็บลับ....กำจัดจุดอ่อนของเวรกรรม...

เคล็บลับ....กำจัดจุดอ่อนของเวรกรรม...

โดย พลังแสงกายทิพย์
by  Antiga   Ariyachawul
อาจารย์อันติกา      อริยชวัล


สวัสดีค่ะ....วันนี้อาจารย์มีความยินดีอย่างมากกับหลายๆท่าน...ที่ได้มารับการเข้าหลักสูตร..การสร้างพลังแสงกายทิพย์กันอย่างหนาแน่น ...และมีหลายๆรุ่นที่จบออกไปสามารถที่นำพลังกายทิพย์มาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี.... อาจารย์ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่ได้มีความตั้งใจและศรัทธา
ที่มีให้กับพลังแสงกายทิพย์ค่ะ
มีหลายๆท่านที่โทรเข้ามาเพื่อจะเข้าครอส์หลักสูตรการสร้างพลังกายทิพย์ ปัจจุบันนี้หลายๆท่านกว่าที่จะเดินทางเข้ามาหาอาจารย์อาจไม่สะดวก เพราะส่วนมากมักจะอยู่ต่างประเทศหรือต่างจังหวัด เข้ามาสนใจที่จะสร้างพลังกายทิพย์กันอย่างมากมาย   อาจารย์จึงจัดทางเลือกให้กับทุกท่านค่ะ จึงได้ทำดีวีดีสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างพลังกายทิพย์ไม่ว่าจะเป็นการล้างวิบากกรรมทำแท้งของเด็กและการสร้างพลังกายทิพย์เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น
สามารถนำไปปฏิบัติได้เองที่บ้านค่ะ...
ดีวีดีจะทำเสร็จประมาณเดือนสิงหาคมปี2552 นี้
ขอให้ท่านที่ติดตามผลงานของอาจารย์ตลอดไปน่ะค่ะ บางท่านถ้ารอไม่ไหว ก็สามารถลงสมัครการสร้างพลังกายทิพย์ทุกวันที่ 1 และวันที่ 15 ของทุกเดือน ขอแจ้งความจำนงที่ต้องการ อาจารย์รับสมัครอยู่ 2 ช่วง ช่วงละไม่เกิน 5 คนค่ะ ถ้าสนใจสามารถติดต่อเบอร์โทร 081-8446425 สามารถคุยกับอาจารย์อันติกาได้โดยตรงค่ะ...
ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะได้เข้ามาสู่บทความกันสักทีน่ะค่ะ
วันนี้...อาจารย์จะมาพูดถึงเรื่อง จุดอ่อนกันค่ะ...
แต่จุดอ่อนที่ว่านี้เป็นสิ่งที่อยู่กับตัวของเราและเป็นสิ่งที่เรามักจะละเลยหรือไม่ค่อยสนใจว่ามันสำคัญอย่างไรแต่วันนี้พวกเราทุกคนกำลัง..ที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญกันแล้วล่ะค่ะ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และต้องรีบกำจัดให้หมด   การที่จะเข้ามากำจัดจุดอ่อนนั้น
เราต้องรู้ว่าจุดอ่อนของเราอยู่ไหน ...
จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเราทุกคน ก็คือ  “ความรู้สึก”
เพราะมันเป็นจุดอ่อนที่ฝังราก...ลึกลงสู่จิตใต้สำนึก
หรือฝังลงไปในกรรมเวรหรือวิบากกรรมทั้งหลายที่ล้อมรอบตัวเราตลอดเวลา....
นั่นก็คือ ... ความคิดลบหรือความรู้สึกลบๆทั้งหลาย... ที่สำคัญมันอยู่คู่กับเรามาตั้งนาน ถ้าเรายังไม่คิดที่จะกำจัดให้ออก ความรู้สึกลบทั้งหลายอาจกลับมากำจัดคุณ..สักวัน...ก็ได้น่ะค่ะ
สิ่งที่สำคัญก็คือ เราจะทำให้ความรู้สึกลบๆที่เก็บไว้มานานตั้งแต่อดีตนั้น....ให้ออกไปจากใจของเราได้อย่างไร ขอตอบว่า...มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุด...
แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของจักรวาลที่มอบความรู้ให้กับเรา คือ พลังแสงกายทิพย์ มีหลายๆคนมักเข้ามาถามอาจารย์ว่า...พลังแสงกายทิพย์มันมีตามธรรมชาติตั้งแต่เกิด
ทำไม! จึงต้องสร้างพลังแสงกายทิพย์ด้วยค่ะ
อาจารย์ตอบว่า อย่าลืมว่าเราเกิดมาไม่ได้อยู่คนเดียว พอลืมตามองโลก ไม่ว่าเป็นครอบครัวของเรา หรือสภาพแวดล้อมต่างๆล้อมตัวเราไม่ว่าจะเป็นบุคคล สัตว์ สิ่งของ สถานที่ต่างๆ ต่างก็มีพลังดูดและพลังดึง ทำให้ชีวิตของเราถ้าไม่เคยพัฒนาแสง .... แสงที่ติดตัวมา
ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ .... และในภาวะโลกปัจจุบัน
ทุกอย่างเป็นมลพิษ.... นับตั้งแต่เกิดแล้ว
ปัจจุบันนี้เด็กเกิดมาสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่ากับสมัยก่อนซึ่งยังไม่มีเทคโลยีหรือสภาวะต่างๆไม่เสียเท่ากับสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น  เป็นพลังดูดแสงในตัวของเรา...ให้ลดน้อยไปเรื่อยๆ และจิตใจของคนปัจจุบัน.... เรายังไม่สามารถที่มีความสุขได้เลย ไม่ต้องดูไกล ดูคนใกล้ชิด อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆปี พอหมดเยื่อใย ก็จะแยกทาง เลิกร้างกันไป เหมือนคนไม่รู้จักกัน เพราะอะไรค่ะ ก็เพราะว่า แสงในตัวของเรามันหมดลงทุกที ไม่ว่าเราจะคิดเรื่องอะไร อยากคบคนที่ดีสักแค่ไหน ทุกอย่างมันยากเหลือเกิน

ถ้าเราไม่กลับมาดูต้นเหตุ หรือรักษาพลังแสงของเรา .... ใครกันล่ะค่ะ ที่จะมารับผิดชอบชีวิตของเรา ขนาดเป็นพ่อแม่ หรือสามี ภรรยา ก็ได้มองตากันแต่ไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้เลย เหมือนอยู่แต่เพียงผู้เดียวตามลำพัง.... เมื่อเรามาพัฒนาหรือมาสร้างพลังแสงกายทิพย์ให้มีพลัง มีการต่อเชื่อมกับจักรวาล เหมือนแก้วสารพัดนึก.... สามารถมีชีวิตในโลกมนุษย์อย่างที่สามารถพูดได้ว่า “เกิดมาทั้งที สบายกับเขาได้บ้าง” ซึ่งเป็นคำพูดที่อาจารย์ ต้องการให้ผู้คนที่สนใจเข้ามองจิตวิญญาณของตนเอง
ซึ่งมันก็คือ ...การหาจุดอ่อนของตนเองให้เจอและมากำจัดจุดอ่อน....

โดยการสร้างพลังกายทิพย์ให้เป็นแสงที่ล้อมรอบกายเนื้อของเรา ให้ชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที ให้มีแต่ความสุข สมหวังดั่งที่ใจคิดค่ะ...เพราะความรู้สึกลบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ซิกมุนด์   ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์บอกว่า ความรู้สึกส่วนใหญ่ที่ผุดขึ้นมามีสาเหตุมาจาก

ประสบการณ์ในวัยเด็ก ขณะที่ทางพระพุทธศาสนา บอกว่า   ความรู้สึก คือการเหนี่ยวนำของพลังแห่งกรรมเก่าทั้งจากปัจจุบันชาติและอดีตชาติ ทำให้ดวงจิตรับอารมณ์ไม่ว่าจะมาสาเหตุใด ความรู้สึกก็คือ
พลังที่ฝังอยู่ในจิตส่วนลึกยากที่ทำลาย .......ซึ่งมีผลทำให้พลังของแสงทิพย์ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด...

ได้ฝังวิบากกรรมทั้งหลายมาจากความรู้สึกลบทั้งหมด ....  จึงทำให้เวลาเราเกิดมาจากกรรมเวรที่เราสร้างมาตั้งแต่อดีตชาติ..... ที่สะสมให้แสงของเรามีมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับกรรมเวรมันมากหรือน้อยเช่นกัน...

เพราะฉะนั้นความรู้สึกต้องตัดด้วยความรู้สึก...
พลังแสงกายทิพย์...เป็นพลังนำความรู้สึกลบทั้งหมด...
ที่ฝังแน่นอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเราให้มันลดน้อยลงไปเรื่อยๆ  ซึ่งพลังความคิดไม่มีอำนาจพอที่จะไปสกัดความรู้สึกได้ทันท่วงที
......และสิ่งหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือหรือองค์ประกอบที่อยู่ในวิชาการสร้างพลังแสงกายทิพย์เพื่อที่จะ

กำจัดความรู้สึกลบอย่างได้ผลก็คือ .....
1.  พลังแสงกายทิพย์นำการให้อภัย.....
แสงกายทิพย์สามารถสร้างแสงนำ การให้อภัย..มาเป็นหลักในการสกัดความรู้สึกลบอย่างเด็ดขาด ความรู้สึกโกรธแค้นก็จะหายไป แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการให้อภัยจากความรู้สึกภายในจิตใจของเรา ซึ่งแสงกายทิพย์จะเป็นการนำทำให้จิตใต้สำนึกของเราได้นำเรื่องอดีตที่เคยฝังใจจำ หรือเรื่องอดีตที่เรามีความเสียใจ เศร้าใจ น้อยใจ กลับมาใหม่ แล้วแสงกายทิพย์ก็จะมีการบันทึกเรื่องใหม่ที่เราได้เคยทำผิดกับใคร หรือใครมาทำผิดกับเรา ทำให้เราไม่พอใจ   แต่ถ้าเราใช้ความคิดให้อภัยเฉยๆ มันไม่สามารถทำได้ เพราะจิตส่วนลึกติดยึดกับเหตุการณ์เก่าๆถอนไม่ออก เหมือน ที่เขาเรียกว่า อยากลืม แต่กลับจำ เพราะการใช้ความคิดจะทำลายความรู้สึกลบที่ฝังมานานไม่ได้ค่ะ สังเกตได้ก็คือ เวลาที่เราอยากให้อภัยใคร ได้แต่พูด ว่า ฉันให้อภัยคุณแล้วแต่ในใจลึกๆของ เรานั้น ยังอาฆาตพยาบาท เพราะอะไรหรือค่ะ เพราะกรรมเก่านั้นก็ยังฝังตัวอยู่ในจิตลึกของเรา ขอรอแค่การแสดงผลต่อไปเท่านั้นในอนาคต การไม่รู้จักให้อภัยหรือไม่มีเมตตา ก็คือ การจองเวรผูกเวร ที่จะต้องกลับมารับกรรมนั้นอีก...
การให้อภัยกับพลังแสงกายทิพย์  คือ วิธีการกำจัดจุดอ่อนด้านลบในตัวเราได้อย่างชะงัด .....
หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า การจะเอาชนะศัตรูต้องรู้สึกลบกับศัตรู ความจริงแล้วตรงข้าม ........
ยิ่งอยากเอาชนะยิ่งต้องรู้สึกบวกกับศัตรู
เพราะข้อหนึ่ง.... จะเป็นการลดความร้อนลุ่มภายในตัวเอง
และข้อสอง....จะทำให้พบทางแก้ปัญหาด้วยปัญญาที่ได้ผลเกินความคาดหมาย
การสร้างกายทิพย์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราสามารถหลั่งความรู้สึกติดลบทั้งหมดในส่วนลึกของจิตใจของเราให้ปลดปล่อยเวรกรรมที่ติดค้างกับเจ้ากรรมนายเวรได้อย่างแน่นอน... เพราะเมื่อตัวของเรามีการพัฒนาแสงกายทิพย์ให้มีขยายและกว้างขึ้น ก่อเกิดความรู้สึกบวกมากยิ่งขึ้น ก็จะเกิดแรงดึงดูดให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นศัตรูรู้สึกบวกตามมา เพราะเมื่อกายแสงได้หลั่งสารแห่งความสุขออกมาจากเซลล์ภายในร่างกาย จะไปกระตุ้นให้ร่างกายของศัตรูหรือเจ้ากรรมนายเวรหลั่งสารแห่งความสุขตามไปด้วยโดยมหัศจรรย์..เมื่อทั้งสองฝ่ายทั้งคุณและเจ้ากรรมนายเวรหรือศัตรูล้วนรู้สึกบวก
การจะเลิกรบแล้วมานั่งคุยกัน...อย่างสมานฉันท์กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ....
เช่นเดียวกัน..... ถ้าคุณอยากได้รับการให้อภัย
การสร้างพลังแสงทิพย์....เป็นส่วนที่สำคัญ
 ที่คุณจะได้รู้จักการให้อภัยตัวเองและคนอื่น
พลังแสงกายทิพย์จากตัวเรา.... ก็จะถูกส่งไปเหนี่ยวนำเซลล์ประสาทของคนอื่นๆรอบข้างในรูปแบบเดียวกันและสะท้อนกลับมาหาคุณอีกที ......ทำให้ชีวิตของคุณได้เบาขึ้นสบายขึ้น

2.การสร้างพลังกายทิพย์ช่วยใน...การแผ่เมตตา...
การตกเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกลบเสมอไป การที่ถูกคนอื่นดูถูกก็ไม่จำเป็นต้องโกรธกลับ เพราะพลังแสงทิพย์มีพลังแสงล้อมรอบตัวเราเหมือนกำแพงแก้วแบบใส... ที่มีพลังเหมือนกำแพงเจ็ดชั้นกั้นสิ่งที่ไม่ดีหรือใครที่คิดไม่ดีกับเรา ..วิ่งเข้ามาสู่ตัวเรา
 เมื่อสร้างพลังแสงกายทิพย์ ไม่ว่าคุณจะมีปัญหากับใคร ความคิดความรู้สึกของคุณ
..... ก็จะไม่โกรธกลับ และคิดได้ว่าเขาคงมีปัญหาคับข้องใจ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือกลัวไม่ได้การยอมรับ
 เป็นต้น .... เพราะแสงกายทิพย์ช่วยทำให้เมื่อเราตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ โดยการ สร้างพลังแสงกายทิพย์เพื่อแผ่เมตตา...ได้โดยอัตโนมัติ
“การแผ่เมตตา” เป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญในการลดความรู้สึกลบ
....โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้สึกพยาบาท พลังแสงกายทิพย์
จะนำแสงเมตตานำจิตส่วนลึกของเราได้แผ่ออกไป...
 จนทำให้เราละจากการจองเวร ผูกอาฆาต
...มีผลทำให้จิตใจของเราจะชุ่มชื้น.......
อันเนื่องมาจาก การระงับของเวรทั้งปวง
..... เมื่อจิตของเราสงบ.....
 แสงกายทิพย์ของเราได้สว่างและขยายมากขึ้น จิตใจของเราอ่อนโยน และมีความสมดุล มีความสุขได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...
คำว่า... เมตตา... เป็นการตัดความรู้สึกลบที่ฝังในจิตของเรา
มานาน.... ที่ได้ผลมหาศาล
เมตตาเป็นเครื่องกำจัดกิเลส คือ ความโกรธ....
 ความประทุษร้าย ความอิจฉาริษยา ออกไปจากจิตเราได้
 ถ้าเราสามารถตัดกิเลสสามตัวนี้ออกไปได้
ก็สามารถตัดกรรมไปมากกว่าครึ่ง........
การสร้างพลังแสงกายทิพย์ มีส่วนที่ตัดกรรม....
ที่ต้องการให้เกิด หรือกำลังจะเกิด ให้ตัดขาดออกไป....
จากเราได้เลย......ที่สำคัญนำพาจิตวิญญาณของเรา
ได้แผ่เมตตา..... ทำให้ไม่มีความเดือดร้อนใจ
 ไม่มีความรู้สึกกระวนกระวายใจอีกต่อไป
เพราะการปล่อยวางจากความโกรธ   ความไม่พอใจ 
ได้เสียแล้ว....... ซึ่งผิดกับตอนที่เรามีแต่ความโกรธ
 ความแค้น...และยังอิจฉาริษยาเขาอยู่.....
 ในตอนนั้นจิตใจของเรามันร้อนรุ่มในใจ.......
ของเราไม่ต่างอะไรกับการเอาใจ......
ไปลงในกระทะทองแดง
 เพื่อชดใช้กรรม แบบรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็จะทำ นี้แหละค่ะ เขาเรียกว่ามีเวรกรรมตามทัน
ตลอด...ทำให้มีปัญหาที่แก้กันไม่จบตลอดไป...
การสร้างพลังกายทิพย์ เป็นการนำพลังความเมตตา...
 เป็นพลังแสงที่สามารถ...
มาฉุดรั้งให้เราหลุดพ้นจากนรกได้อย่างง่ายดาย...

3.พลังแสงกายทิพย์...นำพาความรักให้สมปราถนา....
“ความรัก” เป็นยาขนานเอกในการสกัดความรู้สึกลบได้อย่างชะงัด การสร้างพลังกายทิพย์ เป็นการสร้างความรักแบบธรรมชาติ...
 หลายคนที่มีปัญหากับความรัก.....
ไม่ว่าจะเป็นรักหลายเศร้า หรือรักซ่อนเร้น...
 รักปันใจ รักแล้วเพื่อรอ .....
หลายๆรักที่นำพามาแต่ความผิดหวัง
ซึ่งปัญหาความรักมักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน...
ถ้าไม่เกิดกับคุณหรือกับใครก็จะไม่รู้หรอกค่ะ ..
ว่ามันทรมานขนาดไหน..เห็นๆง่ายๆนิดเดียว
 แต่ยากหรือทุกข์ใจแบบขาดใจตายได้..ในทันทีน่ะค่ะ....
 คุณหลายๆคนอาจในช่วงเวลาหนึ่งมักมีความรัก...
แต่ละช่วงไม่เหมือนกัน ....
ส่วนมากครั้งหนึ่งในชีวิตก็ต้องมีความรักที่ไม่สมหวังหรือสมหวังก็แล้วแต่ว่า....
เคยสร้างวิบากกรรมมาแต่ละเรื่องแบบไหน...

เพราะการที่เรามีความรักที่ผิดหวังมากมาย....
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ ครั้งหนึ่งหรือในอดีตชาติหนึ่ง....
เราเคยทำกรรมเวรกับเขาหรือเธอมาก่อน....
 จึงทำให้พอเจอกันในชาตินี้เราต้องรับ...
การกระทำอย่างนั้นแบบสุดๆ...
จึงทำให้ชีวิตของเรามีความรู้สึกลบ เครียด น้อยอกน้อยใจ   หลายๆท่านที่เข้ามาหาอาจารย์ ร้อยละ 90เปอร์เซ็นต์ มักมีความรักไม่สมหวังมากเลย 
ถ้าท่านใดมักมีปัญหาความรักตลอดเวลา...
จงคิดน่ะค่ะว่า..ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จแน่...
 เพราะพลังของความรักนี้มีผลทำให้ชีวิตของเราขึ้นหรือลงก็ได้ค่ะ...
โดยเฉพาะ การทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก หลายๆคนที่เข้ามารับคำแนะนำชีวิตเรื่องความรักกันอย่างมากมาย ...
เพราะจิตส่วนลึกขาดเรื่องความรัก อยากมีคู่รักที่สมหวัง แต่ก็หาไม่ได้ซะที .....

การสร้างพลังแสงกายทิพย์ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ....
ที่ได้ทำมาสำหรับคนที่ต้องการความรักที่หวังไว้....
 แต่อย่าลืมว่าความรู้สึกเก่าๆที่เคยติดอยู่ในจิตส่วนลึก...
ของเรามานานแล้ว...... ยิ่งมีความรักผิดหวังมาก...
 ทำให้ความทรงจำดีๆกับความรักมันได้หมดไป....
 การสร้างพลังแสงกายทิพย์.....
 สามารถนำภาพความรู้สึกลบทั้งหมด.....ออกจากส่วนลึกของจิตใจได้.... และนำความรู้สึกดีๆนำมาสร้าง...เป็นความรู้สึกบวกได้เช่นกัน ....
โดยการสร้างภาพความรักที่สมหวัง...
ในระหว่างที่เข้าพลังแสงกายทิพย์.....
 และเมื่อใดที่มีปัญหาความรัก เราสามารถดึงภาพความรักดีๆที่เราประทับเข้าไปพลังแสงกายทิพย์ดึงขึ้นมา ....เพื่อลบล้างภาพเก่าๆ ที่เราไม่สมหวังให้หมดไป  ....
 เช่น เมื่อใดที่มีความขัดแย้งกับคู่รัก ....
เราสามารถดึงภาพจากกายแสงทิพย์เข้ามา เป็นภาพของความรักที่สมหวังและหวานชื่นเข้ามาช่วยลดความขัดแย้ง และลดความรุนแรงลงได้...

4.การสร้างพลังแสงกายทิพย์ เป็นการสร้างพลังบวกให้กับชีวิตได้รับความสุขตลอดไป.....
เป็นการนำสภาวะของพลังแสงกายทิพย์......
มาใช้ในชีวิตประจำวัน จะเห็นว่าปัจจุบันนี้ชีวิตของเราทั้งโลกมีแต่การแข่งขัน.... ชิงดีชิงเด่นกันตลอด....
 ทำให้ชีวิตของเราขาดความเข้าใจและการมองโลกในแง่ดีให้แก่กัน การสร้างพลังแสง
กายทิพย์ เป็นการนำพลังแสงที่นำเราไปสู่ผู้คน....
ที่มีความรู้สึกที่ดี เห็นใจ และมีความคิดที่ดีกับเรา..... ปัจจุบันผู้คนมีมากในโลก..... แต่การที่เราจะรู้ว่าใครคิดดีกับเรา หรือใครช่วยเหลือเรา.........
 ปัจจุบันนี้ทำได้ยาก การคบใครสักคนที่เป็นมิตรยังหายาก แล้วเราสามารถรู้ได้อย่างไรล่ะ....
แสงกายทิพย์...จะเป็นแสงที่ดึงดูดความดี ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ จากผู้คนที่มีจิตใจคิดดี เหมือนกับเรา เข้าสู่มาชีวิตของเรา.....
 เมื่อเราได้คบมิตรที่ดี..... มีโอกาสที่เติบโต
.....แต่ถ้าเรามีแต่ความรู้สึกลบ .....
พลังลบทั้งหมดก็จะดึงดูดเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นลบ .......หรือบีบบังคับให้เราแย่ลงทุกวัน .......
  พลังแสงกายทิพย์สามารถที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยการที่ท่านมองภาพของแสงภายในจิต.......
แล้วเมื่อจิตใจของเรา เป็นบวก ......
ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้น......
 เช่น ในขณะนี้เรากำลังโกรธคนรักที่ไม่เข้าใจเรา ...
และพูดไม่ดีกับเรา   ......
ขอให้คุณกลับไปที่พลังแสงกายทิพย์สัก
พัก แล้วหัวเราะออกมา .......
พบว่าความรู้สึกที่เป็นลบทั้งหมดสามารถเปลี่ยนเป็นบวกได้โดยอัศจรรย์......
 แทนที่จะโกรธแต่กลับมองว่าเป็นเรื่องให้อภัยได้....
หรือเป็นเรื่องขบขัน เพราะเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง มีผิด
มีถูกบ้าง ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ทุกอย่าง .....
ณ.ขณะที่เราสามารถนำพลังแสงกายทิพย์เข้ามาใช้ ...
ก่อนที่เรื่องจะเกิดแบบไม่น่าเข้าใจกัน ....
เรื่องก็จบลงด้วยดี ไม่บาดเจ็บกันทั้งคู่.....
 ถือว่าเป็นการลดความแรงของเวรกรรม....
 หรือเป็นการเจาะจุดอ่อนของเวรกรรมได้อย่างฉับพลัน ...

5.การสร้างพลังแสงกายทิพย์สามารถยอมรับจุดที่แย่ที่สุดของชีวิตได้อย่างกล้าหาญ.....
พลังแสงกายทิพย์สามารถทำให้เรากำจัดจุดอ่อนความรู้สึกลบอีกแบบหนึ่ง ก็คือ การกำหนดจุดที่เป็นศูนย์ ....
เช่นการพิจารณาจุดเลวร้ายที่สุดของเหตุการณ์...
นั้นคืออะไร... และทำใจยอมรับเสียถ้ามันเกิดขึ้น ..
การสร้างพลังแสงกายทิพย์ .....
เป็นทางหนึ่งทำให้เราสามารถยอมรับความเลวร้ายที่สุดได้...เปรียบเทียบเหมือนคนที่รับ.....
สภาวะเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจมากที่สุด....
 แต่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างที่คนอื่นๆ...
อาจคิดว่าชีวิตของคุณอาจแย่เพราะเวรกรรมไปแล้ว แต่จริงๆแล้วชีวิตของคุณกำลังได้เกิดใหม่และต้องดีกว่าเก่า...
ทำให้มีกำไรกับชีวิต แม้เกิดเลวร้ายจิตใจของเราก็ไม่หวั่นไหวตามเหตุการณ์  เพราะจริงๆแล้ว ถ้าคุณสามารถคิดได้อย่างนี้แสดงว่า....
 คุณเข้าใจธรรมชาติของชีวิตที่แท้จริง....
 ความหมายก็คือ เวรกรรมจะซ้ำเติมกับคนที่มีความรู้สึกลบ และไม่ยอมรับรู้อะไร พร่ำบ่นแต่เรื่องเลวร้ายกับตัวเอง จนกระทั่งแสงรอบตัวหมดไปเรื่อยๆ ....
จนไม่เหลือให้แสงกายทิพย์ที่มาพร้อมกับตัวตนของเขา ได้มีแสงที่ช่วยทำให้เวรกรรมไม่เข้ากระทำให้ชีวิตของเขาตกต่ำมากกว่านี้ ...  
เพราะฉะนั้น....ถ้าเราคิดว่า..เราเกิดมาไม่มีอะไรติดตัวมาด้วย ตอนตายก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้...
 เมื่อยอมรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ความรู้สึกที่เคยเจ็บปวด หรือความรู้สึกที่เป็นลบ......
 จะเปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกที่เป็นบวกตลอด...
 เพราะการสร้างพลังแสงกายทิพย์ เป็นพลังที่อบอุ่น...
 และเป็นแสงที่ล้อมรอบกายเนื้อของเรา.....
 ให้สามารถเข้าใจต้นตอของปัญหา และทำให้จิตใจส่วนลึกหรือจิตใต้สำนึกได้ยอมรับและนำทางให้เหตการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราเป็นไปด้วยดี.....
ไม่ต้องเดือดร้อนและทุกข์ใจเรื่องอะไรอีกแล้ว...
เพราะการสร้างแสงกายทิพย์สามารถทำให้ จุดเลวร้ายสุดๆ ที่คิดว่าเป็นไปได้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ พลังแสงกายทิพย์ เป็นพลังสามารถทำให้เรื่องเลวร้าย... เปลี่ยนร้ายเป็นดีได้ เพราะเมื่อความรู้สึกของคุณ....
ได้หมดความกังวล ...ความคิดลบ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น.....
 และทุกเรื่องที่เข้ามาก็จะดีขึ้นทุกๆเรื่อง....
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า การที่มีเหตุการณ์ร้ายๆ...
เกิดขึ้นก็เป็นเพราะว่าจิตของเรานั้นมันมีความรู้สึกลบๆ..
 จึงทำให้เหตุการณ์เสียมาตลอดหรือมาตั้งนาน..
 แต่เมื่อมีเรามีพลังแสงกายทิพย์คุ้มครอง...
เหมือนเกราะป้องกันภัยในชีวิตของเรา...
 ซึ่งพลังแสงกายทิพย์
สร้างความรู้สึกที่ดีๆทุกสิ่งก็จะดีอย่างที่ใจของคุณหวังได้ทุกอย่าง..
จากที่พูดหัวข้อมาทั้งหมดเป็นการทำลายจุดอ่อนของเวรกรรมให้หมดไปจากจิตวิญญาณของเราได้อย่างแท้จริง... อาจารย์หวังว่าบทความแต่ละบทความที่เสนอให้แก่ท่านทั้งหลายที่เข้ามาอ่านเพื่อเป็นการจุดประกายความคิด ความรู้ และการดำรงชีวิตในทางที่ถูกที่ต้อง เพราะคำพูด หนึ่งคำ เป็นตัวชนวน...
ทำให้ท่านได้มีความคิด...ที่มีการพัฒนา ....
หรือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ท่านได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับการดำรงชีวิต...ปัจจุบันผู้คนต่างสับสนด้านจิตใจ....และไร้ความมั่นใจ ที่เดินทางไปในที่ถูก....เราเกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ที่สมบูรณ์แบบทางร่างกาย....
แต่เสียที่จิตใจของเรานั้น ....
ต้องพยายามปรับความสมดุลให้เกิด เพื่ออย่างน้อยในชีวิตหนึ่งที่เกิดมาของเรา .....
พูดก่อนไปจากโลกนี้ว่า.....

“เกิดเป็นมนุษย์ช่างมีความสุขเหลือเกิน”





ด้วยความรักปราถนาดีอย่างจริงใจ...
by  Antiga   Ariyachawul
(อาจารย์ อันติกา  อริยชวัล)















Copyright article from www.promdeva.com.