Showing posts with label จิตใต้สํานึก(SUBCONSCIOUS). Show all posts
Showing posts with label จิตใต้สํานึก(SUBCONSCIOUS). Show all posts

Saturday, December 25, 2010

สะกดจิตย้อนอดีต (Regression Hypnosis)

สะกดจิตย้อนอดีต (Regression Hypnosis)



การบำบัดรักษาด้วยวิธีการสะกดจิตย้อนอดีต (Regression Therapy หรือ Age-regression Therapy) เป็นเทคนิคการสะกดจิตบำบัดแขนงหนึ่งที่ได้ผลดีมากและมีการประยุกต์ใช้กันในคลีนิคสะกดจิตบำบัดในต่างประเทศอย่างแพร่หลาย นักสะกดจิตบำบัดบางท่านประกาศตนเองเป็นนักอดีตบำบัด (Regression Therapist) โดยตรงเลยก็มีมาก นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเทคนิคการบำบัดด้วยวิธีการสะกดจิตย้อนอดีตมีศักยภาพในตัวเองเป็นอย่างมากจนกระทั่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือหลักในคลีนิคสะกดจิตบำบัด (จินตบำบัด) โดยใช้เทคนิคอื่นๆประกอบเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

การสะกดจิตย้อนอดีตคืออะไร?
การบำบัดด้วยการสะกดจิตย้อนอดีตคือการที่นักบำบัด (Practitioner) นำผู้รับการบำบัด (Subject) ท่องเข้าไปในกาลเวลาแห่งอดีตของตนเองเพื่อย้อนกลับไปยังรากเหง้าของการเกิดปัญหาที่ต้องการรับการบำบัด จนถึงขณะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต...  เป็นที่น่าประหลาดใจว่าเมื่อจิตใจของมนุษย์เราได้กลับไปมีประสบการณ์ซ้ำ (Re-experiencing or Re-living) ในเหตุการณ์ต้นกำเนิดของปัญหาแล้ว อาการในปัจจุบันของปัญหานั้นกลับลดลงไปและหายไปเองอย่างง่ายดาย

ตัวอย่างเช่น ชายหนุ่มอายุ 28 ปีคนหนึ่งมีความรู้สึกเกลียดกลัวผักกระหล่ำปลีโดยไม่ทราบสาเหตุ ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกครั้งที่เห็นผักกระหล่ำปลีเขาจะรู้สึกคลื่นไส้ผะอืดผะอมเป็นอย่างมาก อาการของเขาพัฒนาตัวเองรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเมื่อเขาเห็นอาหารที่ปรุงด้วยผักกระหล่ำปลีถูกยกขึ้นมาตั้งบนโต๊ะอาหารทีไรเขาจะต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่ออาเจียนออกมา! นี่ทำให้เขาเสียบุคคลิกในสังคมเป็นอย่างมากและถูกล้อเลียนจากคนรอบๆข้างซึ่งก่อให้เกิดความกดดันและความทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง

การที่คนเราจะเกลียดกลัวผักกระหล่ำปลีถึงขนาดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเอาเลยและการบำบัดรักษาอาการให้หายเป็นปกติก็ไม่สามารถทำได้ด้วยการพูดคุยอธิบายด้วยเหตุผลหรือด้วยการกินยาใดๆอีกด้วย ในการบำบัดกรณีทำนองนี้นักสะกดจิตบำบัดอาจเริ่มต้นโดยใช้เทคนิคการป้อนคำสั่งโดยตรง (Direct Suggestion) เข้าไปในจิตใต้สำนึกของผู้รับการบำบัดเพื่อให้เขาเลิกเกลียดกลัวผักกระหล่ำปลีลงทีละน้อย แต่หากผลการบำบัดไม่เป็นที่น่าพอใจ นักบำบัดก็อาจจะนำผู้รับการบำบัดย้อนกลับไปในอดีตกาลที่เขาลืมมันไปหมดสิ้นแล้วแต่เขาสามารถเห็นมันอีกครั้งเมื่ออยู่ในภวังค์แห่งการสะกดจิตบำบัด เมื่อเขา “เห็น” ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาโดยมีผักกระหล่ำปลีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว กลไกอันลึกลับและมหัศจรรย์ของจิตจะรับรู้สาเหตุแท้จริงของปัญหา พร้อมๆกันนักบำบัดก็จะพูดชี้นำให้จิตใต้สำนึกของเขาจินตนาการภาพใหม่เกี่ยวกับผักกระหลำปลี... โดยการใช้เทคนิคเหล่านี้ประกอบกันผู้รับการบำบัดก็สามารถได้รับการปลดปล่อยจากปัญหาในที่สุด

ในกรณีตัวอย่างที่กล่าวมานี้ การสะกดจิตย้อนอดีตทำให้ได้รู้ว่าเหตุการณ์จริงได้เกิดขึ้นเมื่อเขามีอายุประมาณ 3 ขวบ... วันหนึ่งในขณะที่เขายังไม่รู้สึกหิว เขาเคยถูกพี่เลี้ยงบังคับให้กินอาหารที่ปรุงด้วยผักกระหล่ำปลีที่ต้มจนเละ กลิ่นและรสก็ไม่อร่อยสำหรับเด็กอย่างเขา ขณะที่เขากำลังรู้สึกผะอืดผะอมกับอาหารในปากที่ปรุงจากผักกระหล่ำปลีนั้นเอง โดยไม่มีใครคาดคิด แมวตัวหนึ่งที่คุณยายของเขาเลี้ยงไว้ในบ้านก็สำรอกอาหารออกมาต่อหน้าเขา จิตใต้สำนึกของเด็ก 3 ขวบได้เก็บบันทึกภาพและอารมณ์ความรู้สึกด้านลบทั้งหมดเกี่ยวกับอาหารที่ปรุงจากผักกระหล่ำปลีและความน่าขยะแขยงของการสำรอกอาหารของแมวไว้อย่างลึกซึ้ง ก่อให้เกิดปัญหาและพัฒนาขึ้นจนมีอาการดังกล่าวในที่สุด...

ในปัจจุบันนี้มีการนำเทคนิคการสะกดจิตย้อนอดีตไปใช้บำบัดอย่างกว้างขวางและได้ถูกประยุกต์ใช้ต่อยอดไกลออกไปจนกระทั่งก่อกำเนิดเป็นเทคนิคการสะกดจิตระลึกชาติบำบัด (Past-life Regression Therapy) ขึ้นมา ซึ่งก็ได้ก่อให้เกิดนักบำบัดผู้ชำนาญในเทคนิคการสะกดจิตระลึกชาติบำบัดขึ้นมาด้วยที่เรียกกันว่านักอดีตชาติบำบัด (Past-life Therapist) ตัวอย่างของนักอดีตชาติบำบัดที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันได้แก่ ดร.ไบรอัน แอล ไวส์ (Dr. Brian L. Weiss, MD) ผู้เขียนหนังสือ  “เราจะข้ามเวลามาพบกัน” (ONLY LOVE IS REAL) อันโด่งดัง ฯลฯ

ในด้านหนึ่งการทำอดีตชาติบำบัด (Past-life Therapy) ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องของชีวิตหลายภพหลายชาติและไม่เชื่อถือในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด อย่างไรก็ตามนักอดีตชาติบำบัดอาชีพ (Professional Past-life Therapist) จะไม่เสียเวลาถกเถียงในเรื่องความจริงเกี่ยวกับชีวิตหลายภพหลายชาติ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักศาสนา นักวิทยาศาสตร์ ตลอดจนนักปรัชญาเป็นผู้ถกเถียงพิสูจน์ความจริงกันไปในขณะที่นักอดีตชาติบำบัดจะทำงานของตนต่อไปในการชี้นำผู้รับการบำบัดให้ย้อนอดีตของตนและเห็นภาพ ในอดีตของตนเอง (จินตนาการไปเอง?) จนถึงเหตุการณ์ต้นเหตุของปัญหาในชีวิตปัจจุบัน เมื่อไปถึงจุดนั้นแล้วผู้รับการบำบัดได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากปัญหา... นั่นคือคุณค่าแท้จริงของเทคนิคการสะกดจิตย้อนอดีต....

สะกดจิตบำบัดตนเอง

สะกดจิตบำบัดตนเอง



การสะกดจิดบำบัดเป็นศาสตร์และศิลป์ในการแก้ไขบำบัดอุปนิสัย พฤติกรรม ความเคยชิน และ สภาวะของจิตใจที่ไม่พึงปรารถนา ที่ได้ผลดีมากวิธีหนึ่งโดยไม่ต้องใช้ยา  ความจริงประการหนึ่งของมนุษย์ที่ถูกมองข้ามไปเสมอคือเรื่องที่ว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมาจากอุปนิสัยภายในจิตใจนั้นเองเป็นต้นเหตุของปัญหามากมายในชีวิตของคนเรา (เช่นเครียดวิตกกังวลเกินเหตุ กินมากเกินจำเป็น ติดบุหรี่ ติดอ่าง กลัวแบบโฟเบีย IBS-ถ่ายท้องหรือท้องเสียเมื่อเครียดหรือตื่นเต้น ฯลฯ)
 

ยกตัวอย่างเช่นปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนนั้นเกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารเกินกว่าความจำเป็นแทบว่าจะทุกๆวัน คนอ้วนส่วนใหญ่มีนิสัยติดการกินอาหาร พวกเขากินอาหารไม่ใช่เพราะร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยง หากแต่ว่าพวกเขากินเพราะเขามีนิสัยการแสวงหาความสุขจากการได้ใช้ปากเคี้ยวและกลืนอาหาร! การกินกลายเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เขามีความสุข ดังนั้นพวกเขาจึงได้หล่อหลอมอุปนิสัยติดการกินอาหาร เพราะการกินทำให้เขามีความสุข! ดังนั้นหากเราสามารถทำให้คนอ้วนเปลี่ยนไปหาความสุขได้จากวิธีการอื่นนอกจากการกินแล้วในไม่ช้าน้ำหนักของเขาจะลดลงเองและเป็นการลดลงอย่างถาวรและเป็นธรรมชาติด้วย... การสะกดจิตบำบัดเพื่อแก้นิสัยติดการกินจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากที่สุดทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาน้ำหนักเกิน
 

เราสามารถฝึกฝนเพื่อการสะกดจิตบำบัดตัวเองได้โดยไม่ยากนักและผลที่ได้ก็คุ้มค่ามากจริงๆ การสะกดจิตบำบัดตนเองมีหลายแนวทาง ในที่นี้จะได้แนะนำแนวทางที่ง่ายแนวทางหนึ่งไว้สำหรับผู้ที่สนใจได้ฝึกฝนกัน...
 

การสะกดจิตบำบัดตนเองประกอบด้วยขั้นตอนใหญ่ๆสามขั้นตอนคือ

1.การกำหนดประเด็นเป้าหมายของการบำบัด

2.การให้ข้อมูลแก่จิตสำนึก

3.การนำตัวเองเข้าสู่ภวังค์แห่งจิตใต้สำนึกหรือที่เรียกว่าเข้าสู่สภาวะถูกสะกดจิต เมื่อเข้าสู่ภวังค์แล้วข้อมูลที่ได้ป้อนไว้ในจิตสำนึกจะซึมซาบเข้าสู่จิตใต้สำนึกสร้างอุปนิสัยใหม่ต่อไปซึ่งเป็นปลายทางของการบำบัดที่ต้องการ
 
ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อการสะกดจิตบำบัดตนอง  
1.กำหนดเป้าหมายการบำบัดที่ชัดเจน เช่นต้องการคลายเครียด ต้องการลดการสูบบุหรี่ ต้องการควบคุมพฤติกรรมการบริโภคและปริมาณอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ต้องการเลิกนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง ฯลฯ

2.เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้วให้เขียนคำสั่งสำหรับการบำบัดเป็นประโยคสั้นๆสัก 1-2 ประโยค โดยใช้คำพูดที่เป็นบวก และเป็นปัจจุบันกาล (หลีกเลี่ยงคำว่า “ไม่” และคำว่า “จะ”) ตัวอย่างเช่น หากต้องการควบคุมพฤติกรรมการบริโภคและลดปริมาณอาหาร อาจเขียนคำสั่งว่า “เราเบื่ออาหารแป้ง เราเบื่ออาหารมัน เราเบื่ออาหารหวาน เราชอบกินผักและผลไม้”

3.เริ่มช่วงการสะกดจิตตัวเองเพื่อการบำบัดโดย นั่งหรือนอนในที่สงบสบาย ผ่อนคลายร่างกาย ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆในใจ ทำใจสบายๆ เปิดเพลงที่ทำให้คลื่นสมองลดระดับลงต่ำ (โดยมากเป็นเพลงบรรเลงที่มีท่วงทำนองไหลเลื่อนสม่ำเสมอปราศจากจังหวะกระแทกกระทั้น ปราศจากเสียงเครื่องดนตรีที่โดดออกมาอย่างแปลกแยกซึ่งอาจทำให้ตกใจ)

4.สูดลมหายใจเข้าให้ยาวและลึกถึงท้องแล้วค่อยๆระบายออกมาช้าๆ...ให้ทำดังนี้สามครั้ง แล้วหลับตาลงเบาๆ

5.ป้อนข้อมูลคำสั่งที่เตรียมไว้ให้แก่ตัวเองด้วยการพูดเบาๆกับตัวเอง 10-15 ครั้ง

6.นำตัวเองเข้าสู่ภวังค์แห่งจิตใต้สำนึกโดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่นเทคนิค Progressive Relaxation โดยให้สร้างจินตนาการผ่อนคลายร่างกายทีละส่วนจากศีรษะจรดปลายเท้า พูดบอกตัวเองว่าส่วนนั้นของรางกายกำลังผ่อนคลาย เช่น “หน้าผากผ่อนคลาย... ดวงตาผ่อนคลาย... แก้มผ่อนคลาย... คางผ่อนคลาย... กล้ามเนื้อต้นคอผ่อนคลาย... หน้าอกผ่อนคลาย.... ท้องผ่อนคลาย... แขนผ่อนคลาย... หัวเข่าผ่อนคลาย... น่องผ่อนคลาย... เท้าผ่อนคลาย...” หรือใช้เทคนิค Pleasure Imaginary โดยสร้างจินตนาการเห็นตัวเองเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ที่ที่เราโปรดปรานเช่นทะเล ภูเขา  หรือสร้างจินตนาการการเลื่อนไหลไปอย่างต่อเนื่อง เช่นจินตนาการว่าเรากำลังดำน้ำดิ่งลงไปในทะเลลึก หรือจินตนาการเห็นตัวเราเป็นสะเก็ดดาวตกที่พุ่งผ่านฟากฟ้าลงมา หรืออาจจินตนาการว่าเรากำลังนั่งรถไฟชมภูมิประเทศข้างทางไปเรื่อยๆ หรือเรากำลังลอยขึ้นไปบนก้อนเมฆ ...

7.หลับไปกับภวังค์และจินตนาการจนกระทั่งตื่นขึ้นมาเอง  
การเข้าสู่ภวังค์จิตใต้สำนึกด้วยตนเองอาจเข้าสู่ภวังค์ได้ไม่ลึกนักซึ่งมีผลต่อการที่จิตใต้สำนึกจะรับรู้ข้อมูลที่ได้ป้อนเข้าไป ดังนั้นการสะกดจิตบำบัดด้วยตนเองให้ได้ผลจะต้องกระทำซ้ำทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง (กระทำก่อนนอนสะดวกที่สุด) และต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วันขึ้นไปจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ปรากฏชัดเจน
 

แต่หากใครต้องการได้ผลลัพธ์การบำบัดที่รวดเร็วก็ควรได้รับการบำบัดจากนักสะกดจิตบำบัดอาชีพโดยตรง นักสะกดจิตบำบัดอาชีพคือผู้ที่ผ่านการศึกษาเรียนรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและได้รับการฝึกฝนอบรมภาคปฏิบัติจนกระทั่งสอบผ่านได้รับประกาศนียบัตรนักสะกดจิตบำบัด (Certified Hypnotherapist – C.Ht.) จากสถาบันฝึกสอนการสะกดจิตมาตรฐานรับรองความรู้ความสามารถมาแล้ว

วิธีการสะกดจิต

วิธีการสะกดจิต



นักสะกดจิตตั้งแต่สมัยแรกจวบจนกระทั่งถึงสมัยปัจจุบันได้พัฒนาเทคนิควิธีการสะกดจิตกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่เทคนิควิธีของแต่ละสำนักสะกดจิต (Hypnosis School) ต่างก็มีคุณค่าในตัวเองและได้รับการยอมรับในแวดวงนักสะกดจิตบำบัดด้วยกันทั้งสิ้น ในสมัยปัจจุบันสถาบันฝึกอบรมการสะกดจิต ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา มักใช้เทคนิควิธีการสะกดจิตตามแนวทางและวิธีการของ Nancy School, Dave Elman, และ Milton Erickson เป็นหลัก อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้เรียนรู้พื้นฐานที่ถูกต้องแล้วนักสะกดจิตบำบัดส่วนใหญ่มักจะพัฒนาวิธีการที่เหมาะสมเป็นสไตล์ของตนเองขึ้นมาใช้งานทั้งนั้น
       
เทคนิควิธีการสะกดจิตที่เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันมักอยู่ในลักษณะหนึ่งลักษณะใดต่อไปนี้หรืออาจเป็นวิธีที่ผสมผสานกัน
  1. โดยการใช้เสียงพูดสั่ง (Oral Techniques)
  2. โดยใช้พลังอำนาจจิตที่กล้าแข็งกว่า (Mesmeric Techniques) ซึ่งแสดงออกโดยใช้สายตา โทนเสียง กิริยาท่าทาง ตลอดจนพิธีกรรมและเครื่องมือเฉพาะ
  3. โดยการให้จ้องมองวัตถุที่มีแสงสว่างจ้า (Dr. Braid’s method)
  4. โดยการทำให้หลงเพลินหมกมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่าง (Fascination Techniques)
  5. โดยการสัมผัสแตะต้องไปตามตัว (Contact passes with)
  6. โดยการกวาดมือไปตามตัวแต่ไม่แตะต้อง (Non-contact passes over)
  7. โดยการให้ฟังเสียงระดับเดียวอย่างต่อเนื่อง (Monotonous procedure)
  8. โดยใช้เสียงดังและคาดคิดไม่ถึง (Loud & unexpected noises)
  9. โดยใช้เพลงกล่อมเบาๆ (Lullably Techniques)
  10. โดยใช้อุปกรณ์หมุนวนและแสงแวบวาบ (Revolving spiral & flashing lights)
  11.  โดยการสั่งจิตของตัวเอง (Auto-suggestion / Self-hypnosis)
  12. โดยการกระทำโดยตรงกับร่างกาย (Physical induction) เช่นบีบนวด คลึง แช่น้ำอุ่น อบไอน้ำฯลฯ
  13. โดยการทำให้ช็อคตกใจกระทันหัน (Shock induction)
  14. นักสะกดจิตบำบัดในอดีตที่ผ่านมาต่างก็ได้พัฒนากระบวนการสะกดจิตให้เกิดผลเร็วขึ้นโดยได้พัฒนาเทคนิควิธีที่จะนำผู้รับการบำบัดเข้าสู่ภวังค์โดยใช้เวลาที่สั้นลง แต่กระนั้นก็ยังเกิดคำถามที่ตามมา นั่นคือ ...
1. จะทราบได้อย่างไรว่าผู้รับการบำบัดได้เข้าสู่ภวังค์ในระดับที่ลึกพอที่จะป้อนคำสั่งบำบัดให้แก่จิตใต้สำนึกได้อย่างมีคุณภาพและเกิดผลถาวร?
2. เป็นการสมควรหรือไม่ที่จะทำการทดสอบความลึกของภวังค์ก่อนที่จะป้อนคำสั่งบำบัด?
3. หากสมควรที่จะทดสอบ การทดสอบควรทำอย่างไร?
นักสะกดจิตบำบัดสำนักต่างๆมีความเห็นต่อปัญหานี้ในแนวทางที่แตกต่างกัน 3 แนวทางได้แก่...
1. สมควรทดสอบความลึกของภวังค์ของผู้รับการบำบัด เพื่อทำให้การบำบัดได้รับผลสำเร็จแน่นอน
2. ไม่สมควรทดสอบความลึกของภวังค์ของผู้รับการบำบัด เพราะหากผู้รับการบำบัดทราบจากการทดสอบว่าตัวเองไม่ได้เข้าสู่ภวังค์ที่ลึก เขา/เธอ จะรับรู้ด้วยจิตสำนึกว่ากำลังได้รับการบำบัดจากนักบำบัดที่ไม่เก่ง หรือไม่มีความสามารถเพียงพอ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้วการบำบัดครั้งนั้นก็จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
3. การทดสอบภวังค์ไม่ใช่ประเด็นที่ควรสนใจ เพราะระดับความลึกของภวังค์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงเวลาของการสะกดจิต
Dave Elman เป็นนักสะกดจิตชั้นแนวหน้าที่ได้พัฒนาเทคนิคการสะกดจิตที่นำผู้รับการบำบัดเข้าสู่ภวังค์พร้อมๆกับสามารถแสดงเครื่องหมายของ การเข้าภวังค์ที่ลึกได้ด้วย ดังนั้นการใช้เทคนิควิธีการสะกดจิตของ Dave Elman จึงสามารถตอบปัญหาข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กําจัดความดิ้นรนให้หมดสิ้น

กําจัดความดิ้นรนให้หมดสิ้น



ผู้ชายส่วนมากต่างก็ดิ้นรนที่จะได้สาวๆสวยๆ มาควงกันแทบทั้งสิ้น ผม คุณหรือใครๆก็เคยรู้สึกกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ว่าไอ้ตัวดิ้นรนนี่เองที่มันเป็นด่านแรกที่ขวางไม่ให้เรากลายเป็นดอนฮวน มันทําให้เรากลายเป็นคนอ่อนแอไปโดยปริยาย
จะยกตัวอย่างให้ดู ผมเคยลองถามเพื่อนผู้หญิงที่สนิทกันดูว่าทําไมเธอถึงไม่ชอบผู้ชายที่เข้ามาจีบเธอเลย ผู้ชายพวกนั้นไม่ดีตรงไหน (เธอเป็นคนที่ค่อนข้างสวยมาก มีคนเข้ามาจีบตลอดเวลา) เธอตอบทันทีเลยว่า เธอไม่ชอบพวกผู้ชายที่ดิ้นรนอยากจะมีแฟนจนตัวสั่น ไม่รู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง มันทําให้เธอคิดว่าพวกผู้ชายเหล่านั้นกําลังจนตรอก ไม่มีใครเอามาเป็นแฟน พวกเค้านั้นให้ความสนใจเธอทุกเวลา พวกเค้าคิดถึงธอตลอด โทรหาเธอทุกวัน พูดคําหวานๆ ซื้อดอกไม้ ของขวัญ พวกเค้าไม่เคยขัดใจเธอแม้แต่ครั้งเดียว พวกเค้าแคร์ความรู้สึกเธอตลอดเวลา ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ผู้ชายเหล่านี้หวังว่าการกระทําเช่นนี้จะทําให้เธอมาหลงรักได้
พวกเค้าเลยบูชาเธออย่างกับนางฟ้ามาเกิด!!!!
พวกเค้าทําให้เธอคิดว่า "โอ้! อย่าจากผมไปนะ นางฟ้าของผม ผมรักคุณมาก ผมจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไรโดยที่ไม่มีคุณอยู่เคียงข้างกาย คุณคือทุกๆอย่างในชีวิตที่ผมต้องการ" ถ้าคุณทําอย่างนี้เวลาจีบสาวสวยละก้อ คุณกําลังทําสิ่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่สุด!!!!
ผู้หญิงไม่ชอบผู้ชายที่ดิ้นรนเกินไป ง่ายๆ สั้นๆ ได้ใจความ คุณไม่สามารถทําเช่นนี้แล้วหวังว่าเธอจะมาชอบคุณได้ คุณจะหวังว่าเธอจะมาชอบได้ยังไง ในเมื่อคุณกําลังบอกเธออยู่ว่าเธอดีกว่าคุณ เธอเหนือกว่าคุณ เธอเป็นนางฟ้า ในท้ายที่สุดพวกเธอนั้นก็จะทิ้งคุณไปหาคนอื่น คนใหม่ที่คู่ควรกับเทพธิดาอย่างเธอแทน อันนี้ไม่สามารถโทษผู้หญิงได้จริงๆ โลกแห่งความเป็นจริงไม่ใช่นิยาย ที่ดอกฟ้าจะลงเอยกับหมาวัดเสมอไป ถ้าคุณจะเอานางฟ้าคุณก็ต้องเป็นเทพบุตร
คุณต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิด ความดิ้นรนตรงนี้โดยด่วนที่สุด แต่ว่าโชคดีครับที่เราสามารถจะขจัดไอ้ตัวดิ้นรนนี้ออกไปได้ ด้วยทัศนคติของเรา เป็นวิธีเดียวที่ได้ผลและจะเป็นแค่วิธีเดียวเท่านั้น ไม่สามารถกําจัดออกด้วยวิธีอื่นครับ ไม่ว่าคุณจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงแค่ไหน ทรงผมคุณจะเท่แค่ไหน ไม่ว่าหุ่นคุณจะบึกแค่ไหนก็ตาม มันก็จะยังอยู่ในตัวคุณ กําจัดออกได้วิธีเดียวเท่านั้น
ทางความคิด (ทัศนคติ perspective)
อย่าไปทําให้เธอคิดว่าเธอดีกว่าคุณเป็นอันขาด!!!
อย่าไปบอกเธอว่า เธอเป็นรางวัลชีวิตที่คุณต้องการ
ตรงกันข้ามคุณนั่นแหละเป็นรางวัลชีวิตที่เธอต้องการ
พวกผู้ชายที่ดิ้นรนไม่ได้คิดอย่างนี้ และนั่นเป็นสาเหตุว่าทําไม พวกเค้าไม่สามารถจีบสาวได้อย่างที่ใจเค้าอยากจะให้เป็น
หลักสําคัญก็คือให้คิดว่าคุณนี่แหละที่เป็นดอนฮวน คุณนี่แหละที่จะทําให้เธอมีความสุข ทําให้เธอหัวเราะได้
วิธีคิด : วิธีคิดที่ถูกต้องก็คือ คุณต้องคิดว่าคุณเป็นคนที่รวย อ๊ะๆๆๆ ไม่ใช่รํ่ารวยเงินทองมากมาย แต่คุณรวยเสน่ห์ เป็นคนที่ใครเห็นแล้วก้อต้องหลงในเสน่ห์ หัวปักหัวปํา ถ้าคุณสามารถคิดและบอกตัวเองได้อย่างต่อเนื่องแล้วล่ะก้อ วันนึงคุณก็จะรู้สึกอย่างที่คิดจริงๆ และคุณก็จะเป็นอย่างที่คุณคิดไว้จริงๆ ความด้นรนทั้งหลายแหล่จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่คุณคิดเอาไว้ นั่นคือ
ความมีเสน่ห์ (Charming)
และเมื่อบวกกับเทคนิคอื่นๆที่คุณจะได้เรียนรู้ไปจากเวปนี้แล้วละก้อ ผู้หญิงจะไม่สามารถต้านคุณได้เนื่องจาก คุณได้กลายเป็นดอนฮวนสมบูรณ์แบบ
ลองคิดดูว่าถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนรวยเสน่ห์คุณจะรู้สึก และมีความคิดยังไง
-คุณจะไม่สามารถโทรหาสาวคนใดคนหนึ่งได้ทุกๆวันเนื่องจากว่าคุณมีเบอร์อีกเป็นสิบที่จะให้โทร
-คุณไม่สามารถที่จะให้ความสนใจเธอได้ตลอดเวลาเพราะมีแต่คนมาสนใจคุณมากมาย
-คุณไม่สามารถที่จะเจอเธอได้ตลอดเพราะคุณอยู่กับสาวสวยเยอะแยะไปหมด
-คุณไม่ต้องแคร์ว่าเธอจะรักคุณหรือไม่เพราะมีสาวๆอีกมากมายที่อยากจะอยู่กับคุณ
-คุณไม่ต้องแสดงให้เห็นว่าคุณดีพอสําหรับเธอตรงกันข้ามเธอต้องแสดงให้คุณเห็นว่าเธอดีพอสําหรับคุณ
โอเคๆ ผมรู้ว่าในหัวคุณคิดอะไรอยู่ "โอวววว โนวววว แล้วผมจะคิดอย่างนั้นได้ไงวะ ก็ผมไม่ได้มีสาวๆ มารายล้อมเต็มไปหมดนี่หว่า!" ใช่ครับถูกต้อง แต่การคิดเช่นนี้เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ คุณเคยเห็นนักกีฬาอาชีพพูดกระตุ้นตัวเองเวลาแข่งเปล่าครับ ตัวอย่างเช่น นักวิ่ง 100 เมตร ก่อนการวิ่งแข่ง คุณคิดว่าเค้าพูดอะไรกับตัวเองครับ ใช่ครับ ไม่มีนักวิ่งที่คนไหนมัวแต่มาคิดว่าตัวเองสู้คนอื่นไม่ได้หรอก เค้าคิดเพียงแต่ว่า เค้าเร็วที่สุด เก่งที่สุด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายแสดงประสิทธิภาพสูงสุดออกมา
เมื่อเรามีความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จิตใต้สํานึกก็จะสรุปเอาเองเลยว่าสิ่งที่คิดเป็นความจริง แล้วก็จะแสดงออกมาทางร่างกาย
ถ้าคุณคิดว่าคุณมีเสน่ห์คุณก็จะมีเสน่ห์ ถ้าคุณคิดว่าคุณทําได้คุณก็ทําได้
ถ้าคุณคิดว่าคุณจะจีบสาวไม่ติดคุณก็จะจีบสาวไม่ติด
ความสําเร็จเริ่มมาจากความคิดแล้วต่อด้วยการกระทํา ถ้าคิดได้อย่างดอนฮวนคุณก็จะเป็นดอนฮวน
นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการจีบสาว เพราะจริงๆแล้วเราไม่ได้กําลังจะเอาชนะผู้หญิง
แต่เรากําลังจะต้องเอาชนะใจตัวเราเองต่างหาก
คุณพร้อมที่จะทํามันหรือยัง!!!

Thursday, December 23, 2010

การสั่งจิตใต้สำนึก

การสั่งจิตใต้สำนึก



“ร่างกายมนุษย์เรามีกลไกธรรมชาติของพลังจิตใต้สำนึกที่มหัศจรรย์ซึ่งสามารถบำบัดรักษา ฟื้นฟู และพัฒนาศักยภาพทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาให้แก่ตัวเองอยู่แล้ว... นี่คือของขวัญที่พระเจ้าได้มอบให้แก่มนุษย์ทุกคน มันคือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเราเองและรอวันเปิดนำออกมาใช้...”
 Subconscious Mind หรือจิตใต้สำนึกเป็นแหล่งรวมอุปนิสัย บุคคลิกภาพ และพลังงานอันไร้ขอบเขตแห่งจิตใจมนุษย์ จิตใต้สำนึกควบคุมการทำงานของอวัยวะอัตโนมัติทุกอย่างภายในร่างกาย จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งความจำถาวรของมนุษย์ที่ไม่มีขนาดจำกัด ประสบการณ์ในชีวิตประจำวันทั้งหมดของมนุษย์ถูกเก็บบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึก

ความตั้งใจมั่นอันแรงกล้า (Strong Intention) หรือกำลังใจ (Will Power) หรือแรงจูงใจ (Motivation) ซึ่งทำงานในระดับของจิตสำนึก (Conscious Mind) แม้จะมีกำลังมากเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถมีพลังอำนาจเทียบได้กับพลังแห่งจิตใต้สำนึก

การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกในชีวิตประจำวันของเรามีมหาศาลเกินกว่าจะบรรยายได้หมด ตั้งแต่การบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การแก้ไขอุปนิสัยแย่ๆที่ก่อปัญหาในชีวิต การเพิ่มศักยภาพของกระบวนการศึกษาเรียนรู้ แม้กระทั่งการผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามการเข้าถึงเพื่อใช้งานพลังจิตใต้สำนึกก็จำเป็นต้องกระทำอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนและกระบวนการที่ถูกต้องเช่นกัน
การใช้ประโยชน์จากพลังจิตใต้สำนึกต้องอาศัยกระบวนการสั่งจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind Programming หรือ Subconscious Mind Suggestion) การสั่งจิตใต้สำนึกจะเกิดขึ้นได้เมื่อจิตสำนึก (Conscious) ถูกเบี่ยงเบนให้หันเหออกไปจากการทำหน้าที่ปกติของมันชั่วคราวและปล่อยให้จิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) ได้มีโอกาสแสดงตัวออกมารับคำสั่งและลำเลียงเข้าไปเก็บจดจำไว้ภายในจิตใจเสมือนหนึ่งเป็นอุปนิสัยใหม่ที่ได้สร้างขึ้น เพื่อนำออกมาปฏิบัติในชีวิตจริงในลักษณะเดียวกันกับการแสดงออกของอุปนิสัยอื่นๆอันเป็นปกติ  สภาวะที่จิตสำนึกถูกเบี่ยงเบนออกไปชั่วคราวและจิตใต้สำนึกแสดงตัวออกมาทำงานแทนนั้นเรียกว่าการอยู่ในสภาวะภวังค์ (Trance)

ในความเป็นจริงแล้ว สภาวะภวังค์ (Trance) นี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนทุกวัน... เราอยู่ในสภาวะภวังค์ในชั่วขณะที่กำลังจะหลับ และในชั่วขณะที่กำลังจะตื่นขึ้นจากหลับ นอกจากนี้แล้ว ในขณะของการใจลอยหรือการฝันกลางวัน การจดจ่อหรือหมกมุ่นติดพันอย่างเพลิดเพลินกับการกระทำบางอย่าง เช่นการอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูรายการทีวี การขับรถในเส้นทางประจำที่เป็นไปตามความเคยชิน หรือแม้กระทั่งการทำงานบ้านอย่างสบายใจก็เป็นการอยู่ในสภาวะภวังค์เช่นกัน ขณะที่อยู่ในสภาวะภวังค์ สมองส่วนเหตุผลหรือจิตสำนึกจะทำงานน้อยมากหรือหยุดการทำงานไปชั่วคราว แต่จิตใต้สำนึกจะเปิดตัวออกเต็มที่และความคุมการทำงานของร่างกายทุกส่วน การทำงานในภวังค์เป็นการทำงานด้วยคำสั่งจากจิตใต้สำนึก (Subconscious Driven) เป็นไปอย่างต่อเนื่องแบบอัตโนมัติ เป็นการทำงานด้วยหัวใจและความรู้สึกอันคุ้นชินจากภายในไม่ใช้เหตุผล ในขณะที่การทำงานที่ไม่ได้อยู่ในภวังค์เป็นการทำงานด้วยคำสั่งจากจิตสำนึก (Conscious Driven) ซึ่งเป็นการทำงานด้วยกระบวนการใช้เหตุผลทางสมอง...

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการเกี่ยวกับภาวะการทำงานของสมองพบว่าในขณะที่อยู่ในภวังค์ คลื่นความถี่ไฟฟ้าในสมองจะลดลงจากคลื่นความถี่ปกติซึ่งเรียกว่าคลื่นเบต้า (Beta Wave ความถี่14-21 รอบต่อวินาที) ไปสู่คลื่นสมองความถี่ต่ำที่เรียกว่าคลื่นอัลฟ่า (Alpha Wave ความถี่ 7-14 รอบต่อวินาที) คลื่นสมองที่มีความถี่ต่ำลงไปกว่าสภาวะภวังค์เรียกว่าคลื่นเธต้า (Theta Wave ความถี่ 4-7 รอบต่อวินาที) เป็นสภาวะของการนอนหลับโดยยังมีการฝันเป็นระยะๆ และคลื่นสมองที่มีความถี่ต่ำลงไปอีกเรียกว่าคลื่นสมองเดลต้า (Delta Wave ความถี่ต่ำกว่า 4 รอบต่อวินาที) เป็นสภาวะการนอนหลับสนิทที่สุดโดยปราศจากการฝัน

การสั่งจิตใต้สำนึกคือการป้อนข้อมูลให้แก่จิตใจด้วยเสียงพูดในขณะที่สภาวะจิตใจกำลังจะเลื่อนระดับลงสู่ภวังค์ หรือ ป้อนข้อมูลให้เกิดการสร้างภาพจินตนาการภายในจิตใจในขณะที่จิตใจอยู่ในภวังค์แล้ว การทำให้จิตใจเข้าสู่ภวังค์กระทำโดยเข้ารับการสะกดจิตโดยตรงจากนักสะกดจิตบำบัดซึ่งสามารถนำเราเข้าสู่ภวังค์ลึก (ในภาวะภวังค์ลึกความถี่คลื่นสมองลดลงต่ำจนเกือบเข้าสู่สภาวะการนอนหลับ แต่แท้จริงไม่ใช่การนอนหลับ) หรือเราอาจเข้าสู่ภวังค์ด้วยการสะกดจิตตนเองก็ได้...

ข้อแตกต่างของการรับการสะกดจิตโดยนักสะกดจิตบำบัดกับการสะกดจิตตนเองคือ การรับการสะกดจิตนั้นนักสะกดจิตบำบัดจะเป็นผู้ป้อนข้อมูลเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเราในขณะจิตใจของเราเข้าสู่ภวังค์ที่ลึกแล้วซึ่งได้ผลรวดเร็วดีมาก ในขณะที่การสะกดจิตตัวเองนั้นตัวเราจะเป็นผู้ป้อนข้อมูลให้แก่จิตสำนึกด้วยตนเองก่อนที่จะเปลี่ยนสภาวะของจิตใจเข้าสู่สภาวะภวังค์(ซึ่งอาจเป็นภวังค์ที่ไม่ลึกนัก) เมื่อจิตใจเข้าสู่ภวังค์แล้วข้อมูลที่ป้อนไว้ก่อนหน้านั้นในระดับของจิตสำนึก (Conscious) จะซึมซาบลงสู่ระดับจิตใต้สำนึก (Subconscious) เอง ทั้งนี้ยิ่งเราเข้าสู่ภวังค์ลึกมากเพียงใด การสั่งจิตใต้สำนึกก็จะเห็นผลเร็วขึ้นมากเพียงนั้น...  การมีประสบการณ์ในการเข้าสู่ภวังค์บ่อยมากเพียงใดก็ยิ่งทำให้เราสามารถเข้าสู่ภวังค์ได้เร็วและลึกมากขึ้นเพียงนั้น และในหลายสิบปีที่ผ่านมาของการพัฒนาวิธีการสั่งจิตใต้สำนึกและฝึกฝนการเข้าสู่ภวังค์ทั่วโลก ยังไม่พบหลักฐานแสดงว่าการปฏิบัติเข้าสู่ภวังค์เพื่อการบำบัดรักษาและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ด้วยกระบวนการที่ถูกต้องได้ก่อให้เกิดอันตรายใดๆแก่ผู้ปฏิบัติ

เมื่อออกจากภวังค์แล้วจะพบว่าเรามีความรู้สึกแจ่มใสภายในเป็นอย่างมาก ความเครียดและความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าหายไปจนหมดสิ้น ดังนั้นประโยชน์อย่างแรกสุดที่เราจะได้รับจากกระบวนการสั่งการจิตใต้สำนึกคือการขจัดความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจ นับเป็นการฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกายในระยะเวลาสั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

Sunday, December 19, 2010

พลังจิตใต้สำนึกสู่ความสำเร็จ

พลังจิตใต้สำนึกสู่ความสำเร็จ



เรื่องจิต
ประกอบด้วย จิตสำนึก คือจิตที่สำนึกรู้ จำได้ รุ้สึกนึกคิดได้
กับจิตใต้สำนึกที่มีพลังกว่าจิตสำนึก แต่มันคิดเองไม่ได้
มันเพียงทำตามคำสั่งจิตสำนึกเท่านั้น และมีพลังมากถึง
ประมาณ85 เปอร์เซ้นตของจิตสำนึก เพราะจิตของเรามี 2 อย่าง
คือพลังจิตสำนึก 7% พลังจิตใต้สำนึกมีมากถึง 97%
แล้วเราจะเอาพลังจิตใต้สำนึกว่าใช้กัน


ตอนเริ่มฝึก อ. และคณะวิทยากร จะสาธิตการใช้กระดาษมา
ตัดตะเกียบ
เชื่อว่าหลายท่านก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว

ผมเห็นคณะวิทยากรท่านหนึ่ง เอาตะเกียบมารวมกันเป็นกำหนาๆ
สัก20 อันได้มาจับไว้ 2 มือ แล้วให้วิทยากรอีกท่านหนึ่งเอา
เอาแบ้งค์ 20 มา 1 ใบ แล้วถือตรงปลายแบงค์จากนั้นก็
ตัดลงไปตรงกลางตะเกียบที่อีกคนถือ
ปรากฎตะเกียบทั้งกำขาดกลางเป็น 2 ท่อนเลย

ทุกคนฮือฮากันใหญ่ว่าทำได้ไง

อ.บอกว่า ตะเกียบถูกตัดขาด ไม่ใช่เพราะแบงค์ 20
แต่มันชาดก่อนที่แบงค์จะสัมผัสถึงตะเกียบด้วยซ้ำ
มันขาดเพราะพลังจิตใต้สำนึก

จากนั้นอ. ก็ให้ทุกคนมาฝึกตัดตะเกียบกันโดยมีหลักการดังนี้
1 ให้บอกกับตัวเองว่าเราทำได้
เราตัดตะเกียบได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพราะเราเชื่อสิ่งใดเราจะ
ทำสิ่งนั้นได้

2 ให้จินตนาการว่า ตะเกียบเหมือนถั่วฝักยาว และกระดาษบางๆ
ที่จะมาตัดตะเกียบ ให้จินตนาการเหมือนมีดอีโต้ และคิดว่าเรา
กำลังเอาอีโต้มาหั่นถั่วฝักยาว

3 ขณะที่จะตัดตะเกียบ
ให้จินตนการว่าถั่วฝักยาวนั้นถูกตัดให้ขาดไปแล้ว
จากนั้นก็ตัดลงไป และตะเกียบก็จะขาด

เมื่อทุกคนทำตามวิธีนี้ ปรากฏผู้เข้าอบรมสามารถตัดจะ
เกียบได้หมดเลย
แค่ตัดไปเบาๆ เท่านั้น ตะเกียบก็ขาด
และฝึกใฃ้ตะเกียบหลายๆอันมากำให้แน่น
ก็ตัดขาดอย่างง่ายดาย
ถ้าตะเกียบมันถุกตัดโดยจิตใต้สำนึก มันจะเป็นรอยตัดเลย
เหมือนของมีคมตัดนะครับ รอยมันจะเรียบเสมอกัน
ไม่มีรอบหยักเป็นขุยๆ หรือรอยไม่เรียบ

คนที่ยังทำไม่ได้เพราะความเชื่อมั่นยังไม่พอนะครับ
จิตใต้สำนึกมันมีอาหารหล่อเลี้ยงมันคือความเชื่อมั่น
ตอนที่เราตัดอาจจะยังไปลังเล เพราะความเชื่อว่ากระดาษตัดตะเกียบ
เป็นไปไม่ได้ เราจึงทำไม่ได้

จิตใต้สำนึกมันสนใจที่ภาพที่จินตนาการ มันไม่สนว่าภาพที่เห็น
นั้นเป็นอะไร แล้วก็เชื่อว่าเรากำลังหั่นถั่วฝักยาว
จิตใต้สำนึกมันก็มีประสบการณ์ด้านกานหั่นผักมาแล้ว
มันจึงตัดตะเกียบนั้นได้

ตอนที่จะตัดไปอย่าไปลังเลนะครับ ตัดลงไปเลยด้วยความเชื่อมั่น
ขณะที่จะตัด เอาแบ้งคไปวางขึ้นวางลง ทำเหมือนจะตัดแต่ไม่ตัด
ให้จินตนาการถึงเราถืออีโต้ และมีถั่วฝักยาววางอยู่
แล้วบอกว่าเราทำได้ แล้วนึกภาพว่าเราได้ตัดถั่วขาดแล้ว
เห็นภาพเราตัดถั่วขาดเลย

แล้วให้ภาพนี้มันชัดขึ้นๆ รอจนกว่าพลังฮึกเหิมมันเกิด
พอมันมาแล้ว ก็ให้ตัดลงไปเลยเบาๆ ไม่ต้องแรงเลย
แล้วไม่ต้องลังเลด้วย ขณะที่ตัดลงไปเหมือนตัดถั่วฝักยาว
แล้วตะเกียบมันจะขาดอย่างงายดาย

ตอนเราหั่นผักเราไม่ลังเลยังไงก็ทำอย่างนั้นนะครับ
ถ้าลังเลแม้ชั่วแวบจิตเดียวก็จะไม่ได้ เพราะเรายังเชื่อยู่ว่า
กระดาษตัดไม้ไม่ได้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า พลังจิตใต้สำนึกได้เผยตัวออกมา
ให้สังเกตุว่า ถ้าเรามีความรู้สึกฮึกเหิม เหมือนเราเข้าสนามรบด้วย
ความฮึกเหิม นั่นคือพลังจิตใต้สำนึก ความฮึกเหิมคือพลังความ
เชื่อมั่นที่ไปดึงจิตใต้สำนึกออกมา

นี่แสดงให้เห็นว่าความลังเลที่แหละเป็นตัวการในการทำ
ให้ชีวิตเราไม่ประสบความสำเร็จ
ความลังเลอยู่ตรงข้ามกับความเชื่อมั่น
ถ้าคุณทำได้ครั้งแรก ครั้งต่อๆไป ก็หมูแล้วครับ
ตอนผมจบหลักสูตนอบรมนี้ ตอนสุดท้าย
อ.ให้ทุกคนต้องผ่านการตัดดินสอด้วย กระดาษ กับกระดาษทิษชู่ และไม้จิ้มฟันให้ได้
ถ้าไม่ได้ก็จะกลับบ้านไม่ได้ ทุกคนก็ตัดกันใหญ่เลยล่ะครับ
พอกลับมากก็ตัดดินสอเล่นให้เพื่อนๆดู
เพื่อน ถึงกับพูดว่า ทำได้ไง !!

อ. ก็บอกว่าการตัดตะเกียบนี้เป็นตัวอย่างของการดึงพลัง
จิตใต้สำนึกมาใช้ได้ในทุกๆเรื่อง

อยากจะรวย อยากเก่ง อยากหายจากโรค อยากมีความจำแม่น
ใครที่เป็นนักขายสำคัญมาครับ
สำเร็จ  สำเร็จ  สำเร็จ
รวย  รวย  รวย
หรือทุกเรื่องสามารถใช้พลังจิตใต้สำนึก
คือให้
1 มีความเชื่อมั่น โดยบอกกับตัวเองว่าเราทำได้
2 สร้างจินตนากรในสิ่งที่เราอยากได้ อยากทำว่าเป็นสิ่งที่เราทำได้ง่ายๆ
3 ให้จินตนากรว่าสิ่งนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องให้เห็นภาพด้วยนะ

พลังของจิตใต้สำนึกนัน้มีมากเท่าๆกับความฉลาดของมัน

พลังของจิตใต้สำนึกนัน้มีมากเท่าๆกับความฉลาดของมัน



พลังของจิตใต้สำนึกนัน้มีมากเท่าๆกับความฉลาดของมัน มันไม่เคยลืมสิ่งใดเลย เหมือนกับการบันทึกหรือลงทะเบียนไว้อย่างครบถ้วน บันทึกทุกท่าทาง คำพูด และความคิด ยิ่งไปกว่านั้นจิตใต้สำนึกแตกต่างจากสติ เพราะมันทำงานอย่างไม่เคยหยุดพัก ตลอด 24 ชม. คอยเพิ่มเติม และบันทึกเหตุการณ์และความคิดเป็นล้านๆเรื่องไว้ ดังนั้นจิตใต้สำนึกของคุณก็เปรียบเป็นขุมทรัพย์ของคุณ

ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ เรามักละเลยมัน หรือบางคนก็ไม่กล้าไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปนำมันมาใช้ ความจริงแล้วเป็นเรื่องง่ายและเป็นสิ่งที่ดีที่คุณควรทำเพราะงานใดๆ ก็ตามที่ปราศจากความฝัน ความชอบและความคิดดีๆเกี่ยวกับงานนั้นก็เปรียบเสมือนปราศจากเป้าหมาย

จิตใต้สำนึกเป็นที่รวมของความคิดซึ่งสามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการ แต่ข้อสำคัญคือเราจะพบได้อย่างไร ลองอธิฐานใจก่อนนอนดีไหม

ยิ่งคุณเห็นความสำคัญของความฝัน ความตั้งใจและจิตใต้สำนึกมากขึ้นและปรารถนาที่จะให้ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้เร็วขึ้นคุณยิ่งต้องย้ำให้คำแนะนำแก่จิตใจ ความคิดและจิตใต้สำนึกให้สม่ำเสมอและบ่อยขึ้น เหมือนการตั้งจิตอธิฐานขออะไรซ้ำๆ ต่อจิตใต้สำนึก ทำให้ภาพนั้นชัดเจนเป็นจริงเป็นจังขึ้นได้ และจะเร็วขึ้น

ข้อสำคัญการที่จะมีความคิดดีๆ ได้คุณต้องมีใจที่สงบนิ่ง ปราศจากเรื่องกวนใจ หาเวลานั่งพักผ่อน ทำตัวตามสบาย ปล่อยใจให้ว่าง เป็นสมาธิ นึกถึงแต่สิ่งในทางสร้างสรรค์และขั้นต่อไปจิตสำนึกของคุณจะจัดหาคำตอบที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับคุณ คุณคงจำได้ว่าจิตสำนึกได้บันทึกความคิด ความประทับใจ ความฝันและความมุ่งมั่น ความคิดและการประทำเอาไว้ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างนั้นเราอาจไม่เคยรู้ว่ามันซุกซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา สิ่งต่างๆเหล่านี้จะสะท้อนออกมาเป็นภาพและวิถีชีวิตของเรา ถ้าเราคิดถึงเรื่องการสร้างอนาคตไปสู่จุดสูงสุดแค่วันละนาที 2 นาที ชีวิตของเราก็อาจไปถึงเป้าหมายในจุดนั้นได้

ธรรมชาติบำบัดกับการสั่งจิตใต้สำนึก

ธรรมชาติบำบัดกับการสั่งจิตใต้สำนึก



การสั่งจิตใต้สำนึกอยู่บนทฤษฎีที่ว่า จิตของเราเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของร่างกาย หรือเรียกว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" จิตของเราประกอบขึ้นด้วย 2 ส่วน ได้แก่จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก
**จิตสำนึก เป็นตัวกำหนดกริยาท่าทาง การเข้าสังคม เดินเหิน ทำการงานในชีวิตประจำวัน มีพลังงานเพียง 10 % เท่านั้น

**ส่วนจิตใต้สำนึก เป็นตัวเก็บรับข้อมูลต่างๆ ทั้งหลายในชีวิตตั้งแต่อดีตกาลอันไกลโพ้นจนถึงปัจจุบัน สั่งจิตให้เพิ่ม-ลดน้ำหนักคน สั่งจิตใช้กระดาษตัดตะเกียบให้ขาด

ทั้งข้อมูลที่ดีและเลว จิตใต้สำนึกยังควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน ทั้งหัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร ตับม้าม ต่อมฮอร์โมนต่างๆ โดยระบบประสาทอัตโนมัติ จิตใต้สำนึกมีอำนาจถึง 90%

ถ้าจิตใต้สำนึกของเรารับรู้แต่ข้อมูลดีๆ อวัยวะภายในของเราก็ทำงานสงบเรียบร้อย เป็นปกติ แต่ถ้าจิตใต้สำนึกของเรารับรู้แต่ข้อมูลแย่ๆ ความเร่งรีบ เคร่งเครียด ผิดหวัง เศร้าโศกเสียใจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนเราจะต้องมีสิ่งที่ไม่สมหวังในชีวิตบ้าง แต่ถ้าไม่รู้จักวิธีที่จะระเหิดความกดดันเหล่านั้นออกไป ประสบการณ์และอารมณ์ด้านลบเหล่านี้จะถูกสะสมอยู่ในจิตใต้สำนึก และรบกวนการทำงานของอวัยวะภายในได้ เช่นผู้ที่เครียดจัด มักอาหารไม่ย่อย ปวดกระเพาะ ใจเต้นสั่น หอบเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ อารมณ์แปร ปรวน น้ำตาลในเลือดสูง กระทั่งมีภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย เนื่องจากการทำงานของตับ ของต่อมฮอร์โมนต่างๆ รวนเรไป ไม่สามารถหมุนใช่ไขมันในร่างกายให้เป็นปกติได้

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีวิธีผ่อนคลายความเครียดก็เท่ากับช่วยเปิดโอกาสให้อวัยวะในทำงานเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งถ้าได้รับการปฎิบัติผ่อนคลายด้วยการสั่งจิตใต้สำนึกให้สงบ เช่น การฝึกสมาธิ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออก หรืออาณาปานสติ ก็จะทำให้จิตสงบ สะอาด สว่าง และว่องไวในการทำงาน ช่วยลดความเครียดปรับสภาพร่างกายและจิตใจสู่ดุลยภาพ จึงใช้วิธีนี้บำบัดโรคได้อีกหลายโรค เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคความดันเลือดสูง ภูมิแพ้ หอบ หืด เครียด ภาวะอาหารไม่ย่อย โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
เคยมีผู้กล่าวว่า การฝึกจิคจนถึงระดับ ณาน 4 นั้นสามารถระงับความเจ็บปวดภายในร่างกายได้

อาการนอนไม่หลับแก้ได้ด้วย "จิตใต้สำนึก"

อาการนอนไม่หลับแก้ได้ด้วย "จิตใต้สำนึก"


อ่านเจอพี่น้องในบ้านมีปํญหาเรื่อง "นอนไม่หลับ" กันหลายคน พี่ดวงจันทร์ก็เคยศึกษาเรื่อง " อาการนอนไม่หลับแก้ได้ด้วย "จิตใต้สำนึก" มาบ้าง และได้เคยช่วยเพื่อน ๆ ที่ทำงานให้นอนหลับสบายมาหลายคนแล้ว ก็เลยอยากเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง เพราะพี่ดวงจันทร์ไม่สามารถทดลองกับตัวเองได้ เนื่องจากพี่ดวงจันทร์เป็นคนนอนหลับง่าย (นั่งตรงไหน พออุณหภูมิได้ที่ ก็เรียบร้อย หลับเลยค่ะ) เพื่อน ๆ คนไหนลองปฏิบัติตามแล้วได้ผล ก็ช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะคะ

เรื่องการนอนหลับให้สบาย ลองดูนะคะ เพื่อน ๆ เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ "จิตใต้สำนึก" ไหมค่ะ จิตใต้สำนึก นี่แหละค่ะ เป็นตัวช่วยให้ชีวิตทุกคนดีขึ้น ทุกอย่างเราต้องคิดดี ทำดี ช่วยอะไรใครไม่ได้ ก็อย่าไปทำให้ใครเดือดร้อน จิตใต้สำนึก มันจะอยู่ในตัวคนเราทุกคน มนุษย๋ทุกคนมีพลังงานอยู่ในตัวเรา ทุกคนนะคะ

เพื่อน ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปนะคะ ถ้าเราไม่ฝืน หรือไม่ต่อต้าน ทำใจให้สบาย ๆ มันจะทำให้เราเข้าใจง่ายยิ่งขึ้นค่ะ คราวนี้เรามาลองดูเพลังงานที่อยู่ในตัวเรานะคะเอามือ 2 ข้าง มาประกบกันค่ะ แล้วเอามือ 2 ข้าง ถูกันไปมา สักพักหนึ่ง จะมีความรู้สึกร้อน ๆ หน่อย เพื่อน ๆ เอามีอ 2 ข้าง ถอยห่างจากกัน ขยับเข้าออก ให้ห่างกันนิดหนึ่ง จะมีความรู้สึกว่า มือ 2 ข้าง มีแรงดูดเข้าหากัน นั่นแหละค่ะ คือพลังงานที่ทุกคนมี เราสามารถสังเกตได้ จากการถูมือ จากนั้น หงายมือซ้าย และคว่ำมือขวาประกบ (มือไหนหงายมือไหนคว่ำก็ได้ อยู่ที่เราถนัด) มือ 2 ข้าง ถอยห่างกันนิดหนึ่ง ไม่ติดกันนะคะ มือที่หงาย หงายไว้เฉย ๆ ส่วนมือที่คว่ำ เราก็หมุนมือที่คว่ำ ไปเรื่อย ๆ อยู่เหนือมือที่หงาย ห่างกันพอสมควร หมุนไปเรื่อย ๆ มันจะเกิดพลังงานค่ะ ณ ตอนนี้ ในร่างกายเรา ถ้ามีส่วนไหนเจ็บป่วย เช่นสมมุติว่าเราเจ็บแขนอยู่ เราก็เอามือที่เรามีพลังงานไปแตะลูบตรงที่เราเจ็บ และก็บอกกับตัวเราเองว่า เราไม่เป็นอะไร เราหายแล้ว แขนที่เคยเจ็บสบายดีแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ทำไปอย่างนี้เรื่อย ๆ เวลาคิดต้องคิดแต่เรื่องดี ๆ คิดตามไปด้วยว่าแขนเราหายแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว สบายดีแล้ว ทำบ่อย ๆ ไม่นานแขนที่เราเจ็บก็จะหายเจ็บ มันเหมือนปาฏิหาริย์นะ แต่หลายคนทำแล้วได้ผลนะคะ ถ้าเพื่อน ๆ มีเวลาว่าง หรือนึกได้ตอนไหนก็เพิ่มพลังงานให้ตัวเองบ่อย ๆ จะดีมากเลยค่ะ

ที่นี้มาถึงเรื่องนอนไม่หลับ เพื่อน ๆ จะเข้านอนตอนไหน ให้อาบน้ำให้สบายตัว เตรียมตัวเข้านอนเลยค่ะ ก่อนนอนเราก็เพิ่มพลังงานให้ตัวเรา ก็ใช้มือถู ใช้มือหมุนนั่นแหละค่ะ แล้วเอามือมาแตะบริเวณหน้าอก หรือหน้าท้องก็ได้ค่ะ ปิดไฟ นอน หลับตา นอนในท่าที่สบายที่สุด แล้วให้สร้างจินตนาการ คิดถึงสถานที่ ที่เพื่อน ๆ ชอบไป หรือเคยไปเที่ยว เช่นน้ำตก หรือชายทะเล ที่มีคลื่นและลมพัดเย็นสบาย ให้นึกถึงสถานที่ที่เราชอบ เราไปแล้วเราสบายใจ เราชื่นชอบมาก นอนคิดไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ คิดไป อย่าไปต่อต้านนะคะ ปล่อยใจไปตามสบาย เหมือนตัวเราไปอยู่ในสถานที่นั้นจริง ๆ คิดไปเรื่อย ๆ ค่ะ จิตใต้สำนึกเรามันก็จะรับไป แล้วก็บอกกับตัวเราไปเรื่อย ๆ ว่าเรามาเที่ยวชายทะเล ที่เราชอบ เราสนุก เรามีความสุขมาก สร้างจินตนาการไปเรื่อย ๆ จิตใต้สำนึกเรามันจะพาเราไปให้เหมือนไปอยู่ในสถานที่นั้น ๆ มันจะทำให้เรามีความสุข และมันจะช่วยให้เรานอนหลับอย่างสบาย โดยไม่รู้ตัวว่าเราหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ นอนหลับตื่นเช้ารวดเดียวเลยค่ะ เพื่อน ๆ ทำอย่างนี้ ทุกวัน ทุกวัน สักอาทิตย์ สองอาทิตย์ มันจะหลับไปเองโดยไม่รู้ตัว ต่อไปอาจไม่ทันได้คิด นอนแล้วจะหลับได้เลยค่ะ เพราะจิตใต้สำนึกเรามันจะสั่งตัวเราให้หลับได้ และหลับอย่างสบาย โดยไม่ต้องไปนอนนับช้าง ม้า วัว ควาย แกะ แรด เลยแหละค่ะ

ขอให้เพื่อน ๆ นอนหลับกันให้สบายนะคะ ข้อสำคัญอย่าต่อต้าน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ และอย่าลืมเพิ่มพลังงานให้ตัวเองทุกวัน ๆ นะคะ ชีวิตจะมีความสุขเพิมพลังงานให้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ค่ะ จะทำให้สุขภาพจิตดีมาก ๆ และไม่เบียดเบียนใครด้วยค่ะ

พลัง....จิตใต้สำนึก

พลัง............จิตใต้สำนึก


 จิตใต้สำนึก คือฐานข้อมูลของความคิด และความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ้ำกันบ่อยๆ จนตกตะกอนแล้ว

จิตใต้สำนึกไม่ได้เชื่อมต่อกับทวารทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนั้นจึงไม่รับรู้ว่า เห็นอะไร ได้ยินอะไร แต่จะบันทึกเฉพาะส่วนที่เป็นความรู้สึกพร้อมกับภาพในจินตนาการเท่านั้น
หากคุณรู้สึกอิจฉาริษยาในความสำเร็จ การได้เลื่อนตำแหน่งหรือความร่ำรวยของผู้อื่นจิตใต้สำนึกก็จะเข้าใจว่า คุณไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ จึงบันดาลให้คุณไม่มีโอกาสได้พบดังนั้นจึงควรร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อส่งสัญญาณ ไปยังจิตใต้สำนึกว่า คุณก็ต้องการประสบสิ่งเหล่านี้เช่นกัน

จิตใต้สำนึกจะไม่เข้าใจสมมติของโลก เช่นจำนวนเงิน แต่จะบันทึกไว้ในรูปของความรู้สึกแทนดังนั้นคนที่ทำบุญสิบบาท ด้วยความรู้สึกศรัทธาเต็มเปี่ยม กับคนที่ทำบุญแสนบาทด้วยความศรัทธาเท่ากันข้อมูลที่จะบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกก็จะเท่ากัน

จิตใต้สำนึกจะแยกไม่ออกระหว่างภาพในจินตนาการกับภาพจากประสบการณ์จริงดังนั้น การที่คุณสร้างจินตนาการในใจขึ้น ก็เหมือนกับเป็นการบอกจิตใต้สำนึกบันทึกภาพนี้ไว้บันดาลให้เกิดขึ้นจริงต่อไป
จิตใต้สำนึกเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ต่างจากจิตสำนึกซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดและสมอง

จิตใต้สำนึกไม่เข้าใจภาษา แต่จะบันทึกเฉพาะสิ่งที่เป็นความรู้สึก จึงไม่เข้าใจคำว่า "ไม่" "อย่า" ดังนั้นคุณจึงควรคิดแต่ทางบวก อย่าไปคิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เช่นไม่ควรคิดว่าฉันไม่อยากอ้วนแต่ให้เปลี่ยนเป็นรูปร่างในฝันของฉันคือผอมเพรียว

เมื่อคุณฝึกคิดบวกจนเป็นนิสัย จิตใต้สำนึกก็จะบันดาลให้สิ่งที่ดิดเกิดขึ้นจริงแล้วจะพบว่าสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ชีวิตคุณมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ทั้งนี้การจินตนาการภาพในใจนั้น จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้หากคุณมีความอยาก เกิดขึ้นในใจเพราะความอยากหรือพุทธศาสนาเรียกว่า ตัณหา เป็นตัวปิดกั้นศักยภาพการทำงานของพลังจิตใต้สำนึก เพราะความอยาก ทำให้คุณวิตกกังวล รุ่มร้อน ไม่สงบ และผลที่ตามมาคือความไม่เชื่อมั่น และเกิดความลังเลสงสัย ดังนั้นต้องลดอยาก หยุดอยาก และไม่คิดอยาก แต่จงเปลี่ยนเป็นความเชื่อแทน
(ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก หนังสือเรื่องเดอะ ท็อป ซีเคร็ต)

จิตใต้สำนึกทำงานอย่างไร ?



จิตใต้สำนึกทำงานอย่างไร ?
1.เมื่อมนุษย์คิด ข้อมูลทั้งลบและบวกจะถูกสะสมไว้ที่จิตสำนึก ( แสดงว่าคิดลบได้ลบคิดบวกได้บวก )
2. ข้อมูลจะถูกส่งไปยังจิตใต้สำนึกเวลาหลับ หรือใกล้หลับ ( แสดงว่าถ้าต้องการสิ่งใดให้ตอกย้ำตอนเคลิ้มใกล้จะหลับ )
3. เวลาที่เราตื่นขึ้นและทำกิจวัตรประจำวัน จิตใต้สำนึกจะทำหน้าที่กำกับอยู่เบื้องหลัง ( โดยที่เราไม่รู้ตัวเช่นสีหน้า ความมั่นใจ คำพูดดีหรือคำพูดแย่ ๆ )
4. ความสำเร็จของเราก็จะเกิดจากการกระทำนั้น ๆ ซึ่งเกิดจากจิตใต้สำนึก
5. เพราะฉะนั้นต้องคิดบวก ไม่มีคำพูดลบ ๆ แย่ ๆ ออกจากปากเรา ( เดี๋ยวจิตใต้สำนึกจะลืมคำนั้นไปเอง ส่วนคำพูดดี ๆ จิตใต้สำนึกก็จะจำเอาไว้ และกำหนดโชคชะตาในทางดี ๆ )

Saturday, December 18, 2010

จิตใต้สำนึกเกิดจากพลังความคิดหรือการทำงานของสมองซีกขวา



จิตใต้สำนึกเกิดจากพลังความคิดหรือการทำงานของสมองซีกขวาครับ อาจถูกเรียกไปต่างๆนาๆแล้วแต่กาลเวลาและสถานที่ครับ เช่น จักรวาล ฟ้า สวรรค์ พระเจ้า ยักษ์จินนี่ พรสวรรค์ แล้วแต่จะเรียกกันไปต่างๆนาๆ ซึ่งแน่นอนว่าสมองซีกขวาจะจดจำสิ่งต่างๆได้ตั้งแต่เรายังจำความไม่ได้เลย เช่น การกลัวแมวโดยไม่มีสาเหตุ นั่นแสดงว่าคุณเคยมีประสบการณ์แย่ๆกับมันแต่จำไม่ได้ว่ากลัวมันทำไม เพราะจิตใต้สำนึกนั่นเอง แน่นอนว่าจิตใต้สำนึกจะทำงานตอนที่จิตสำนึกหลับ เช่น ความฝัน การตกใจจนขาดสติ อย่างที่เค้าเล่ากันว่ามีคนยกตู้เย็นหนักๆได้สบายๆหรือกระโดดตึก4ชั้นได้ ตอนไฟไหม้ นี่แหละครับคือตอนที่จิตใต้นึกตื่น อัจฉริยะบุคคลต่างๆบางคนที่รู้ถึงพลังนี้ บางคนก็ไม่เข้าใจ เพียงแต่ทุกคนยอมรับเหมือนกันว่า ความคิดดีๆจะมาตอนสมองปลอดโปร่ง มีหลายคนควบคุมได้ยกตัวอย่างไทเกอร์วู้ด เค้าจะอยู่แต่กับกอฟและวงสวิงของเค้า ไม่สนใจเสียงเชียร์ หรือเสียงชัตเตอร์แม้แต่น้อย เหมือนมีเค้าคนเดียวบนโลกใบนี้ เราก็สามารถควบคุมจิตใต้สำนึกได้เช่นกัน โดยการฝึกเจริญสติ ตามพุทธศาสนา หรือจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เรารัก
ใครที่กำลังสับสนในชีวิตไม่รู้จะไปทางไหนดี ลองจดความฝันของคุณดูซัก1เดือนว่าคุณฝันถึงใครหรือเรื่องอะไรบ่อยที่สุด แล้วเชื่อและทำตามจิตใต้สำนึกของตัวเองซ๊ะ ศึกษากันเยอะๆนะครับ แนะนำให้ศึกษาจิตวิทยาตะวันตกก่อน แล้วตามด้วยตะวันออก รับรองว่า ประสบความสำเร็จในทุกๆอย่างแน่นอน เพราะผมก็เป็นคนนึงที่ได้รับพร จากยักษ์จินนี่ในตัวผมเองหลายข้อแล้ว

Sunday, December 12, 2010

การเรียนรู้ที่มาจากจิตใต้สำนึก

การเรียนรู้ที่มาจากจิตใต้สำนึก



Subconscious หรือ จิตใต้สำนึกของมนุษย์นั้น เปรียบได้กับแหล่งเก็บสะสมข้อมูลบันทึกความทรงจำ มีอิทธิพลต่อการทำงานที่อยู่เหนือการควบคุมของสมอง และของร่างกาย จิตใต้สำนึกเกิดขึ้นกับมนุษย์แต่ละคนเมื่อไหร่นั้น ยังไม่อาจบ่งชัดได้ จิตใต้สำนึกอาจมีอยู่ก่อนหน้าที่ชีวิตจะกำเนิดขึ้นมา หรืออาจเกิดขึ้นมาพร้อมกับการก่อกำเนิดชีวิต

การที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ค้นพบว่า มารดาสามารถสื่อสารกับทารกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น อธิบายได้ว่า สิ่งที่มารดาพยายามสื่อสารกับลูกน้อยในครรภ์ เพื่อปลูกฝังให้ลูกมีพฤติกรรม ไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ นั่นก็คือมารดากำลังปลูกฝัง "จิตใต้สำนึก" ให้กับลูก
จิตใต้สำนึก จะเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้ดีในช่วง วัยเด็กโดยเฉพาะตั้งแต่วัย 1-7 ขวบ เพราะเด็กในวัยนี้จิตใจยังว่างเปล่าใสสะอาดอยู่มาก สิ่งใดก็ตามที่เด็กรับไปในช่วงวัยเริ่มต้นชีวิตนี้ มักจะฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก ตัวอย่างเช่น เด็กที่เคยโดนสุนัขกัดจะกลายเป็นคนกลัวสุนัข แม้ว่าจะลืมเลือนวันเวลา และเหตุการณ์ในครั้งนั้นไปแล้วก็ตาม แต่ภายในจิตสำนึกยังมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ และข้อมูลเหล่านี้จะมีอิทธิพลเสมอต่อระบบประสาท ความรู้สึกและอารมณ์เวลาที่เจอสุนัข ดังนั้น การปลูกฝัง "จิตใต้สำนึก" ที่ดีให้กับเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต่อแนวทางการดำเนินชีวิตของเด็กในอนาคต
กระบวนการเรียนการสอน
การเรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึกนั้น น่าสนใจตรงที่ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้ยัดเยียดหรือใส่อะไรใหม่เข้าไปในตัวเด็ก หากแต่เป็นการ "เปิดใจ" ของเด็กให้มีโอกาสได้ซึมซับรับเอาความดี ความงาม ความจริง ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติด้วยตัวเอง ซึ่งความดี ความงาม ความจริง จากธรรมชาติที่เด็กมีโอกาสได้สัมผัสเรียนรู้นั้นจะนำไปสู่การพัฒนาจิตใต้สำนึกของเด็กให้เติบโตไปพร้อมกับร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการเรียนรู้ประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ ครู สิ่งแวดล้อม แนวทางการศึกษา
1. ครู จิตใต้สำนึกของเด็กจะเติบโตและวิวัฒนาการเป็น "จิตวิวัฒน์" ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มจากผู้ถ่ายทอด คือ ครู เมื่อใดก็ตามที่ครูตระหนักรู้ถึงความงดงามและคุณค่าของธรรมชาติที่ส่งผลต่อจิตใจได้อย่างเข้าใจถึงแก่นแท้แล้วนั้น ครูก็จะสามารถถ่ายทอดสุนทรียภาพได้อย่างมีชีวิตชีวา ถ่ายทอดออกมาจากจิตวิญญาณของความเป็นครูสู่จิตวิญญาณของเด็กโดยผ่านบทเพลง บทกลอน นิทาน กิจกรรมเข้าจังหวะต่างๆ
2. สิ่งแวดล้อม เพราะจิตใจเด็กไม่อาจซึมซับความเป็น "ธรรมชาติ" ได้จากการมองเห็นรูปภาพในกระดาษ ดังนั้น การเรียนรู้ธรรมชาติโดยการได้เข้าไปสัมผัส หรือเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่แท้จริง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะเชื่อมโยงและผูกพันเด็กและธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน
3. แนวทางการศึกษาของโรงเรียน การเรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึกนั้น มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาด้านจิตใจ หลักการนี้จึงไม่อาจที่จะสอดคล้องกับแนวทางการศึกษาได้ทุกแนว แนวทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึกได้มากที่สุดนั้นได้แก่ แนวทางการศึกษาแบบ วอลดอร์ฟ ของรูดอล์ฟ สไตเนอร์ นักคิดและครูแนวจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมุ่งเน้น การสร้างสรรค์ ความเที่ยงตรงทางศีลธรรม และการเติบโตของภูมิปัญญา

กระบวนการเรียนการสอน

เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าและได้สัมผัสกับธรรมชาติด้วยจิตวิญญาณ กิจกรรมของเด็ก นอกจากจะส่งเสริมให้เด็กได้เกิดความพร้อมทั้งทางด้านสมอง (Head) ความรู้สึก (Heart) และลงมือกระทำ (Hand) แล้ว ยังสนับสนุนให้เด็กได้ใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติก กิจกรรมต่างๆ ที่ร่วมกันทำนั้นจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุกสัปดาห์ไม่ว่าจะเป็นการร้อยดอกไม้ การวาดภาพสีน้ำ การทำขนมปัง การปั้นขี้ผึ้ง ตลอดจนการทำสวนผัก ซึ่งเด็กๆ จะได้มีโอกาสได้เรียนรู้การปลูกพืช สังเกตเห็นการเจริญเติบโตรวมทั้งประโยชน์ของพืชผักสวนครัว เป็นต้น

สิ่งที่เด็กจะได้รับคือ ความสุข จากการได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กได้เต็มอัตรา ใช้ความเป็นเด็กได้อย่างอิสระตามธรรมชาติ เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตชีวาและมีสุขภาพจิตดีด้วย จิตใต้สำนึกที่มีความดี ความงามและความจริงเป็นรากฐานของชีวิต

Saturday, December 11, 2010

ซิกมุนด์ ฟรอยด์

ซิกมุนด์ ฟรอยด์



ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (อังกฤษ: Sigmund Freud, IPA: [ˈziːkmʊnt ˈfrɔʏ̯t], 6 พ.ค. 239923 ก.ย. 2482) เป็นนักจิตวิทยาชาวออสเตรีย เป็นผู้ที่สร้างทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีทางด้านการพัฒนา Psychosexual โดยเชื่อว่าเพศหรือกามารมณ์ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของมนุษย์ แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการสนใจศึกษา และสังเกตผู้ป่วยโรคประสาทด้วยการให้ผู้ป่วยนอนบนเก้าอี้นอนในอิริยาบทที่สบายที่สุด จากนั้นให้ผู้ป่วยเล่าเรื่องราวของตนเองไปเรื่อย ผู้รักษาจะนั่งอยู่ด้านศีรษะของผู้ป่วย คอยกระตุ้นให้ ผู้ป่วยได้พูดเล่าต่อไปเท่าที่จำได้ และคอยบันทึกสิ่งที่ผู้ป่วยเล่าอย่างละเอียด โดยไม่มีการขัดจังหวะ แสดงความคิดเห็น หรือตำหนิผู้ป่วย ซึ่งพบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้รักษาได้ข้อมูลที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้ป่วย และจากการรักษาด้วยวิธีนี้เองจึงทำให้ฟรอยด์เป็นคนแรกที่สร้างทฤษฎีจิตวิเคราะห์

ซิกมันด์ ฟรอยด์ เกิดที่แคว้นโมราเวีย. ครอบครัวของเขาย้ายไปที่กรุงเวียนนาตอนเขาอายุ 3 ขวบ และเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนกระทั่งปีท้ายๆ ของชีวิต. ฟรอยด์เข้าศึกษาที่สำนักการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเวียนนาเมื่อเขามีอายุได้ 17 ปี เขามีความสนใจในความหลากหลายของการวิจัยที่นี่. แม้ว่าฟรอยด์จะมีความสนใจหลักในการวิจัยทางประสาทวิทยา แต่เขาจำเป็นต้องปฏิบัติงานทางคลินิกเพราะปัญหาเรื่องการได้รับการจ้างงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งเลวร้ายมากในกรณีของเขา จากทัศนคติและการเมืองที่ต่อต้านชาวยิว. หลังจากการทำวิจัยอิสระและทำงานทางคลินิกที่โรงพยาบาลเวียนนามามากพอสมควร ฟรอยด์ออกมาทำงานส่วนตัว โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางประสาทและฮิสทีเรีย.
ระหว่างช่วงเวลานี้ ฟรอยด์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธี “การปลดปล่อยอารมณ์อย่างรุนแรง” (catharsis) ของโจเซฟ บริวเออร์ (Joseph Breuer) เพื่อนร่วมงานของเขา ในการรักษาอาการฮิสทีเรีย ซึ่งอาการหายไปเมื่อผู้ป่วยระลึกถึงความทรงจำที่เป็นบาดแผลในขณะที่อยู่ภายใต้การสะกดจิต และทำให้ผู้ป่วยสามารถแสดงอารมณ์ดั้งเดิมซึ่งถูกเก็บกดไว้และลืมมันไป. ในการค้นคว้าความคิดนี้เพิ่มเติม ฟรอยด์ใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาวิธีการของฌอง-มาร์ติน ชาร์โคต์ (Jean-Martin Chacot) ในการรักษาฮิสทีเรียโดยการสะกดจิต. เมื่อเดินทางกลับเวียนนา ฟรอยด์เริ่มต้นงานในการค้นหาวิธีการที่คล้ายกันในการรักษาโดยไม่ใช้การสะกดจิต ซึ่งมีข้อจำกัดที่เขาพบว่าไม่น่าพึงพอใจ. นอกจากฟรอยด์จะเรียนรู้จากการสังเกตอาการและประสบการณ์ของผู้ป่วยของเขา เขายังใช้การวิเคราะห์ตัวเองจากความฝันอย่างเข้มงวดอีกด้วย. ในปี 1895 เขาและบริวเออร์ตีพิมพ์หนังสือ Studies on Hysteria ซึ่งเป็นตัวบทที่เป็นหมุดหมายสำคัญของจิตวิเคราะห์ และในปี 1900 ผลงานชิ้นสำคัญของฟรอยด์ คือ หนังสือ The Interpretation of Dreams ก็ได้ปรากฎขึ้น.
ในช่วงเวลานี้ ฟรอยด์ทำงานโดยใช้องค์ประกอบที่สำคัญในระบบจิตวิเคราะห์ของเขา คือ การใช้การระบายออกอิสระ (free association) และการปลดปล่อยอารมณ์อย่างรุนแรง โดยใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจจิตไร้สำนึก ซึ่งเป็นการระบุถึงความทรงจำที่ถูกเก็บกดไว้และเหตุผลสำหรับการเก็บกดพวกมันไว้ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยรู้จักตนเองอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น. ผู้ป่วยซึ่งได้รับการผ่อนคลายบนเก้าอี้นอนในออฟฟิตของเขา ได้รับคำสั่งให้ระบายออกทางความคิดอย่างอิสระ ซึ่งช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ที่มีประโยชน์ และได้รับคำสั่งให้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่ปรากฎขึ้นในใจ. จากการรักษากับผู้ป่วยและการวิเคราะห์ตัวเองของเขา ฟรอยด์มีความเชื่อว่าความผิดปกติทางจิตซึ่งไม่ปรากฎสาเหตุทางกายเกิดจากการตอบสนองในเชิงสัญลักษณ์ (symbolic reaction) ต่อความกระทบกระเทือนทางจิตใจ (psychological shock) โดยทั่วไปมาจากเรื่องเพศ และความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับความกระทบกระเทือนทางจิตใจเหล่านั้นจะส่งผลทางอ้อมต่อเนื้อหาของความฝันและกิจกรรมของจิตสำนึก แม้มันจะถูกเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึกก็ตาม.
ฟรอยด์ตีพิมพ์หนังสือ The Psychopathology for Everyday Life ในปี 1904 และอีก 3 เล่มในปีต่อมา เช่น Three Essay on the Theory of Sexuality ซึ่งผลักดันความคิดของเขาเกี่ยวกับพัฒนาการของสัญชาติญาณทางเพศของมนุษย์ หรือลิบิโด (libido) รวมถึงทฤษฎีลักษณะทางเพศในวัยเด็ก (childhood sexuality) และปมออดิปุส (Oedipus complex) ในขณะที่ความสนใจจากแวดวงวิทยาศาสตร์และสาธารณะชนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ในต้นทศวรรษ 1900 ฟรอยด์ได้ดึงดูดกลุ่มคนที่สนใจงานของเขา เช่น คาร์ล ยุง (Carl Jung) อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) และออตโต แรงค์ (Otto Rank) มาพบปะเพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ที่บ้านของเขา และต่อมากลายเป็นกลุ่มที่ชื่อว่า Vienna Psychological Society. แม้ว่าในที่สุดยุงและแอดเลอร์จะแยกตัวออกไปตั้งทฤษฎีและสำนักในการวิเคราะห์ของตัวเอง แต่การสนับสนุนของพวกเขาในช่วงแรกช่วยก่อตั้งจิตวิเคราะห์ให้เป็นกระแสแนวคิด (movement) ที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ. ในปี 1909 ฟรอยด์ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยคล๊าก เมืองวอร์เชสเตอร์ รัฐแมซซาชูเซต โดยอธิการบดี เซอร์ จี. แสตนลีย์ ฮอลล์ (1844 – 1924) นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียง และฟรอยด์ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์จากที่นี่. หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ฟรอยด์ได้รับชื่อเสียงมากขึ้นจากการที่จิตวิเคราะห์ได้รับความสนใจจากแวดวงปัญญาชนและได้รับความนิยมจากสื่อ.
ฟรอยด์ยืนยันว่าบุคลิกภาพของมนุษย์ถูกกำหนดโดยพลังที่เรียกว่า “สัญชาติญาณ” (instincts) หรือ “แรงขับ” (drives). ต่อมา เขาเชื่อในการมีอยู่ของสัญชาติญาณแห่งความตาย (death instinct) หรือความปรารถนาในความตาย (death wish [Thanatos]) ที่มุ่งไปยังภายนอก เช่น ความก้าวร้าว หรือมุ่งเข้าสู่ภายใน เช่น พฤติกรรมที่ทำลายตัวเอง (พึงระลึกไว้ด้วยว่าเป็นการทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆ). เขาสร้างทฤษฎีที่ครอบคลุมในเรื่องโครงสร้างของจิต (psyche structure) ซึ่งเขาแบ่งมันออกเป็น 3 ส่วน. ส่วนแรกคือ อิด (id) ซึ่งทำงานในระดับจิตไร้สำนึก เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความพึงพอใจในความปรารถนาขั้นพื้นฐานและการปกป้องตัวเอง (self-preservation). มันทำงานโดยเกี่ยวข้องกับหลักแห่งความปรารถนา (pleasure principle) และอยู่นอกขอบเขตของกฎเกณฑ์ทางสังคมและข้อกำหนดทางศีลธรรม. ส่วนต่อมาคือ อีโก (ego) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุผล อีโก้ควบคุมพลังของอิดและนำมันเข้าสู่แนวทางของหลักแห่งความจริง (reality principle) และนำพลังของอิดไปสู่พฤติกรรมที่สามารถยอมรับได้. และส่วนสุดท้ายคือ ซุปเปอร์อีโก้ (superego) หรือศีลธรรม ซึ่งพัฒนาขึ้นในวัยเด็ก ซุปเปอร์อีโก้คอยสอดส่องและตรวจสอบอีโก้ ปรับเปลี่ยนค่านิยมภายนอกให้เข้าสู่ภายในบุคคล เป็นกฎแห่งการควบคุมตัวเองซึ่งใช้ในการต่อต้านอิด. ฟรอยด์มองพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลว่าเป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนของจิต.
แก่นของโครงสร้างทางจิตของฟรอยด์คือการเก็บกดความต้องการทางสัญชาติญาณที่ไม่ได้รับการตอบสนอง. ในกระบวนการของจิตไร้สำนึก การเก็บกดเกิดขึ้นผ่านชุดของกลไลป้องกันตัวเอง (defense mechanisms). ฟรอยด์เป็นผู้ตั้งชื่อกลไกหลักๆ เหล่านี้ เช่น การปฏิเสธ (denial) (การไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล) การหาเหตุผลให้กับตัวเอง (rationalization) (การอธิบายการกระทำของตนเองโดยจุดมุ่งหมายที่สามารถยอมรับได้) การแทนที่ (displacement) (การเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่เก็บกดไว้ไปสู่ความรู้สึกที่สามารถยอมรับได้) การซัดโทษ (projection) (การถ่ายเทความปรารถนาที่ไม่สามารถยอมรับได้ของตนเองไปยังบุคคลอื่น) และการชดเชย (sublimation) (การเปลี่ยนความปรารถนาทางสัญญาติญาณที่ไม่สามารถยอมรับได้ของตนเองไปเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่สามารถยอมรับได้).
ฟรอยด์ปรับปรุงทฤษฎีของเขาอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ 1920 และเปลี่ยนแปลงแง่มุมพื้นฐานจำนวนหนึ่งของเขา เช่น ทฤษฎีแรงจูงใจและทฤษฎีวิตกกังวล.. ในปี 1923 เขาเป็นมะเร็งที่กราม (เกิดจากการสูบซิการ์อย่างหนักตลอดชีวิตของเขา) และเข้ารับผ่าตัดหลายครั้งตลอดระยะเวลา 16 ปีต่อมา. ชีวิตในเวียนนาของฟรอยด์ไม่ปลอดภัยมากขึ้นจากการเกิดขึ้นของนาซีในทศวรรษ 1930 และเขาอพยพไปยังกรุงลอนดอนในปี 1938 หนึ่งปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต. แนวคิดและทฤษฎีจำนวนมากของฟรอยด์ เช่น บทบาทของจิตไร้สำนึก ผลกระทบจากประสบการณ์ในวัยเด็กต่อพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ และปฏิบัติการของกลไกป้องกันตัวเอง ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลที่ทั้งสร้างความขัดแย้งทางความคิดและสร้างแรงบันดาลใจ. หนังสือของเขา ได้แก่ Totem and Taboo (1913), General Introduction to Psychoanalysis (1916), The Ego and the Id (1923), and Civilization and Its Discontents (1930)
แปลจาก Gale Encyclopedia of Psychology หน้า 260 – 261
หมายเหตุผู้แปล
*ฟรอยด์ไม่ใช่จิตแพทย์ เขาเรียนแพทย์ทางด้านประสาทวิทยา และภายหลังการก่อตั้งแนวคิดจิตวิเคราะห์เขาเรียกตัวเองและผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ว่า นักจิตวิเคราะห์ (psychoanalyst)
** ในยุคที่ฟรอยด์เกิด แคว้นที่เขาเกิดอยู่ในจักรวรรดิออสโตร- ฮังกาเรียน ปัจจุบันคือประเทศสาธารณรัฐเช็ค

สัญชาตญาณ

ฟรอยด์เชื่อว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณติดตัวมาแต่กำเนิด พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากแรงจูงใจหรือแรงขับพื้นฐานที่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรม คือ สัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) 2 ลักษณะคือ
  1. สัญชาตญาณเพื่อการดำรงชีวิต (eros = life instinct)
  2. สัญชาตญาณเพื่อความตาย (thanatos = death instinct)
ฟรอยด์อธิบายว่าสัญชาตญาณทั้ง 2 ลักษณะมีความต้องการทางเพศเป็นแรงผลักดัน ซึ่งบุคคลไม่กล้าแสดงออกมาโดยตรง จึงเก็บกดไว้ในระดับจิตไร้สำนึก (unconscious mind) และได้ตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์มีพลังงานอยู่ในตัวตั้งแต่เกิดเรียกว่า “Libido” ซึ่งทำให้บุคคลอยากมีชีวิต อยากสร้างสรรค์และอยากมีความรัก มีแรงขับทางด้านเพศหรือกามารมณ์ (sex) เป็นเป้าหมายคือความสุขและความพอใจ โดยมีอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไวต่อความรู้สึก เช่น บริเวณปาก ทวารหนัก อวัยวะสืบพันธุ์ เรียกว่า อีโรจีเนียสโซน (erogenous zone) ซึ่งความพึงพอใจในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะเป็นไปตามวัย เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ฟรอยด์จึงแบ่งขั้นตอนพัฒนาการบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้

ขั้นปาก

ขั้นปาก (oral stage) มีอายุอยู่ในช่วงแรกเกิดถึง 18 เดือนหรือวัยทารก ความพึงพอใจ
ของวัยนี้จะอยู่ที่บริเวณช่องปาก ทารกพึงพอใจกับการใช้ปากทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสุข เช่นการดูด กลืน กัด เคี้ยว แทะ กิน เป็นต้น ส่วนใหญ่ทารกจะใช้ปากในการดูดนมแม่ นมขวด ดูดนิ้วมือหรือสิ่งของ ทารกจะพึงพอใจเมื่อความต้องการดังกล่าวได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เขาโตขึ้นอย่างยอมรับตนเอง สามารถรักตนเองและผู้อื่นได้ ในทางตรงข้าม หากความต้องการของทารกไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม เช่น เมื่อหิวร้องไห้จนเหนื่อยแต่ไม่ได้นมเลย ได้รับนมไม่เพียงพอ ไม่มีคนสนใจ หรือถูกบังคับให้หย่านมเร็วเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดความคับข้องใจ (frustration) เกิดภาวะ “การติดตรึงอยู่กับที่” (fixation) ได้ และก่อให้เกิดปัญหาทางด้านบุคลิกภาพเรียกว่า “Oral Personality” คือจะเป็นผู้ที่มีความต้องการที่จะหาความพึงพอใจทางปากอย่างไม่จำกัด มีลักษณะพูดมาก ชอบดูดนิ้ว ดินสอ หรือปากกาเสมอโดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียด นอกจากนี้ยังชอบนินทาว่าร้าย ถากถาง เหน็บแนม เสียดสีผู้อื่น ก้าวร้าว พูดมาก กินจุบกินจิบ ติดเหล้า บุหรี่ เคี้ยวหมากฝรั่งเป็นประจำ อย่างไรก็ตามคนที่มี Oral Personality อาจเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดีมากเกินไปจนไม่สามารถยอมรับความจริงของชีวิต หรืออาจแสดงตนว่าเป็นคนเก่ง ไม่กลัวใคร และใช้ปากเป็นเครื่องมือ

ขั้นทวารหนัก

ขั้นทวารหนัก (anal stage) มีอายุอยู่ในช่วง 18 เดือน ถึง 3 ปี วัยนี้จะได้รับความพึงพอ
ใจจากการขับถ่าย การที่พ่อแม่เข้มงวดในการฝึกหัดให้เด็กใช้กระโถนและการควบคุมให้ขับถ่ายเป็นเวลาตามความต้องการของพ่อแม่ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเด็ก จะทำให้เกิดความขัดแย้ง จนเป็น fixation ทำให้เกิดบุคลิกภาพที่เรียกว่า “Anal Personality” คือเป็นคนเจ้าระเบียบ เข้มงวด ไม่ยืดหยุ่น ตระหนี่ หึงหวงคู่สมรสมากเกินไป และมีอารมณ์เครียดตลอดเวลาเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ หรืออาจมีบุคลิกภาพตรงข้าม คือ อาจเป็นคนใจกว้าง สุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นระเบียบ รกรุงรัง

ขั้นอวัยวะเพศ

ขั้นอวัยวะเพศ (phallic or oedipal stage) อายุอยู่ระหว่าง 3 ถึง 5 ปี ความพึงพอใจของ
เด็กวัยนี้อยู่ที่อวัยวะสืบพันธุ์ เด็กจะสนใจอวัยวะเพศของตน และแสดงออกด้วยการจับต้องลูบคลำอวัยวะเพศ สนใจความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชาย เด็กผู้ชายจะมีปมอีดิปุส (oedipus complex) ซึ่งเกิดจากการที่เด็กผู้ชายวัยนี้จะติดแม่ ต้องการเป็นเจ้าของแม่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกันก็ทราบว่าแม่และพ่อรักกัน จึงพยายามเก็บกดความรู้สึกที่อยากเป็นเจ้าของแม่แต่เพียงผู้เดียว และพยายามทำตัวเลียนแบบพ่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า “Resolusion of Oedipal Complex” ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีปมอีเลกตรา (electra complex) ซึ่งเกิดจากเด็กผู้หญิงมีความรักพ่อแต่รู้ว่าไม่สามารถแย่งพ่อจากแม่ได้จึงเลียนแบบแม่ คือ ถือแม่เป็นแบบฉบับพฤติกรรมของผู้หญิง ในขั้นนี้การยอมรับปรากฏการณ์ทางเพศของพ่อแม่ต่อเด็กวัยนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากพ่อแม่ไม่เข้าใจ เข้มงวดเกินไปจะทำให้เด็กรู้สึกผิด โตขึ้นจะมีปัญหาในเรื่องการรักเพศตรงข้าม ไม่ยืดหยุ่น ขัดแย้งในตนเองอย่างรุนแรง ตำหนิตนเอง ตีค่าตนเองต่ำ ไม่กล้าคิดสิ่งใหม่ ๆ และไม่กล้าถาม

ขั้นแฝงหรือขั้นพัก

ขั้นแฝงหรือขั้นพัก (latency stage) มีอายุอยู่ในช่วง 7 ถึง 14 ปี ฟรอยด์กล่าวว่าเด็กวัยนี้
จะมุ่งความสนใจไปที่พัฒนาการด้านสังคมและด้านสติปัญญา เป็นวัยที่พร้อมจะเรียนรู้การมีเหตุผล รู้ผิดชอบชั่วดี สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เรียนรู้ที่จะมีค่านิยม ทัศนคติ ต้องการเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวและเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ต่อไป เด็กจะเก็บกดความต้องการทางเพศ จะเล่นหรือจับกลุ่มกับเพศเดียวกัน เริ่มมีเพื่อนสนิทกับเพศเดียวกัน สนใจบทบาททางเพศของตน

ขั้นสนใจเพศตรงข้าม

ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (genital stage) วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป เด็กเริ่ม
สนใจเพศตรงข้าม มีแรงจูงใจที่จะรักผู้อื่น มีความต้องการทางเพศ ความเห็นแก่ตัวลดลง ต้องการเป็นอิสระจากพ่อแม่ เป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่ ต้องการความสนใจ การยอมรับจากสังคม และมีการเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่

บุคคลิกภาพ

ฟรอยด์ เชื่อว่าโครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลมี 3 ประการ คือ
  1. สัญชาตญาณ (id) คือ ตนที่อยู่ในจิตไร้สำนึก เป็นพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มุ่งแสวงหา ความพึงพอใจ (pleasure seeking principles) และเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ความถูกต้อง และความเหมาะสม ประกอบด้วยความต้องการทางเพศและความก้าวร้าว เป็นโครงสร้างเบื้องต้นของจิตใจ และเป็นพลังผลักดันให้ ego ทำในสิ่งต่าง ๆ ตามที่ id ต้องการ
  2. อัตตา (ego) คือพลังแห่งการใช้หลักของเหตุและผลตามความเป็นจริง (reality principle) เป็นส่วนของความคิด และสติปัญญา ตนปัจจุบันจะอยู่ในโครงสร้างของจิตใจทั้ง 3 ระดับ
  3. อภิอัตตา (superego) คือส่วนที่ควบคุมการแสดงออกของบุคคลในด้านของ คุณธรรม ความดี ความชั่ว ความถูกผิด มโนธรรม จริยธรรมที่สร้างโดยจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ในสังคมและวัฒนธรรมนั้น ๆ ตนในคุณธรรมจะทำงานอยู่ในโครงสร้างของจิตใจทั้ง 3 ระดับ
การทำงานของคนทั้ง 3 ประการจะพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลให้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่งของทั้ง 3 ประการนี้ แต่บุคลิกภาพที่พึงประสงค์ คือ การที่บุคคลสามารถใช้พลังอีโก้เป็นตัวควบคุมพลังอิด และซูเปอร์อีโก้ให้อยู่ในภาวะที่สมดุลได้

สะกดจิต

รู้จักการสะกดจิต



ทำไมต้องสะกดจิต
บางทีอาจอ่านเป็นวิชาการนิดหน่อย แต่ก็น่าสนใจมากเลย เพื่อให้เราสามารถเข้าใจการสะกดจิตมากขึ้น เราชี้ชัดลงไปไม่ได้ ว่าจิตคือส่วนใดของร่างกาย และมีหน้าที่อย่างไร แต่จิตมีอำนาจและอิทธิพลในการควบคุมระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และการทำงานของสมอง อาจเรียกว่า ร่างกายนั้นคือรถ สมองคือพวงมาลัย ตัวคนคือจิตนั่นเองเป็นผู้ถือพวงมาลัย สมองที่ขาดการควบคุมจากจิตก็เหมือนรถที่วิ่งไปโดยขาดคนถือพวงมาลัย หรือที่ขับไปโดยคนเมาไม่ได้สติก็จะวิ่งสะเปะสะปะเช่นกัน เปรียบได้กับจิตที่ไม่ปกติย่อมควบคุมสมองและระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายได้ไม่สมบูรณ์ จิตครอบครองการทำงานทั้งหมดของสมอง

จิตแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
(1) จิตสำนึก (CONSCIOUS SCREEN) ครอบครองความสามารถและการทำงานของสมอง ร้อยละ 5 (2) จิตใต้สำนึก (SUBCONSCIOUS) ครอบครองความสมารถและการทำงานของสมองร้อยละ 95
จิตใต้สำนึกคือแหล่งข้อมูล ความทรงจำ และสิ่งควบคุมระบบอัตโนมัติของร่างกาย

ความสำคัญอยู่ที่การทำงานและอิทธิพลของจิตใต้สำนึกที่มีในมนุษย์ ตัวอย่างเช่น เวลาเราโกรธ เลือดจะขึ้นหน้าและหน้าแดง เวลาเรากลัวจะหน้าซีด เวลาตกใจเหงื่อจะออก และใจสั่น สิ่งเหล่านั้นคือการทำงานของอารมณ์ ซึ่งระบบการทำงานของร่างกายจะตอบสนองอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นโดยอัตโนมัติ แต่ในสภาวะปกติเราไม่สามารถนึกที่จะให้ตัวเองหน้าแดง ให้หน้าซีด เหงื่อออกหรือใจสั่น ความจริงแล้วเราสามารถทำเช่นนั้นได้ ถ้ารู้วิธีและได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้อง คงเคยได้ยินว่าในประเทศอินเดียมีโยคีที่สามารถสั่งให้หัวใจตัวเองเต้นช้าลงได้ เอาศีรษะทิ่มพื้นและขาชี้ฟ้าอยู่หลายวันโดยไม่เป็นอันตรายใดๆ นั่นเป็นเพราะกระบวนการสะกดจิตหรือการสะกดจิตตนเองอย่างหนึ่ง บวกกับการฝึกฝนมาพอสมควร ก็จะสามารถควบคุมระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นไปอย่างต้องการได้ อารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์มีปัจจัยหลัก 4 อารมณ์ คือ ความกลัว ความกล้า ความเกลียด ความชอบ

ทุกอารมณ์นอกเหนือจากนี้ก็มีที่มาจากอารมณ์ เหล่านี้ทั้งสิ้น ระดับและชนิดของปรากฏการณ์ที่แต่ละคนจะได้รับนั้นแตกต่างกัน เช่น คนบางคนกลัวตาย บางคนไม่กลัวตาย บางคนชอบกินของเผ็ด บางคนไม่ชอบ เหล่านี้เกิดจากประสบการณ์และการเก็บข้อมูล ประสบการณ์และข้อมูลเหล่านนี้จะถูกเก็บลงจิตใต้สำนึก และจิตใต้สำนึกก็จะทำงานโดยอัตโนมัติที่เราไม่ได้สั่ง เช่น คนบางคนเห็นเลือดอาจจะหน้าซีดหรือเป็นลมไปเลย โดยไม่จำเป็นต้องเห็นหรือรู้ว่าเป็นเลือดของใคร หรือตัวอะไร ทำไมถึงมีเลือด ฯลฯ

จิตใต้สำนึกจะเปิด เมื่อจิต ร่างกาย และอารมณ์อยู่ในสภาวะต่อไปนี้

(1) มีสมาธิ (ขณะเข้าญาณ หรือจิตใจจดจ่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างแรงกล้า)
(2) อยู่ในภวังค์ (จิตใจล่อยลอยควบคุมไม่ได้ชั่วขณะ)
(3) สภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น
(4) จิตใจว่างเปล่า (หยุดรู้สึก หยุดนึก หยุดคิดไปชั่วขณะ)
(5) ดีใจ ตกใจ เสียใจ ตื่นเต้นสุดขีดจนลืมตัว (อาการจนลืมตัวจะทำให้จิตใจว่างเปล่าไปชั่วขณะ)

เวลาเราจำหรือท่องหนังสือนั้น เราจำผ่านจิตใต้สำนึก การท่องหนังสือหรือ
ได้รับข้อมูลใดๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ข้อมูลจะถูกนำไปเก็บในจิตใต้สำนึก หรือหากเราใช้จิตใต้สำนึกในการจำจะจำได้ดีขึ้น

ปัจจุบันมีการสร้างโปรแกรมวิธีเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะด้วยวิธีพิเศษกับลูกเมื่ออยู่ในครรภ์ ตามทฤษฎีการสะกดจิตนั้น มีความเป็นไปได้ของสิ่งต่อไปนี้คือ
(1) จิตใต้สำนึกจะจดจำได้ดีกว่าจิตสำนึก
(2) จิตใต้สำนึกจะเปิดมากขึ้นเมื่อจิตสำนึกเปิดน้อยลง
(3) จิตใต้สำนึกของบุคคลหนึ่งอาจต่อกับจิตใต้สำนึกของอีกบุคคลหนึ่งได้ ด้วยวิธีการสื่อสารทางจิต

อาศัยความเชื่อนี้ ประกอบกับความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีจิตใต้สำนึก และจิตใต้สำนึกจะมีอยู่พร้อมกับการเกิดขึ้นของชีวิต หรืออาจจะมีมาก่อนเกิดชีวิตเสียด้วยซ้ำ ด้วยความเชื่อเหล่านี้เองจึงมีการคิดค้นวิธีสื่อสารกับเด็กที่อยู่ในครรภ์ขึ้น ผู้เป็นแม่จะสอดแทรกความรู้สึกความคิดและปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ อย่างเป็นระบบเพื่อให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ตนต้องการ

การทำงานของจิตใต้สำนึกและความฝังใจยังอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ เช่น คนบางคนกลัวแมว ในขณะที่คนทั่วไปไม่กลัว เด็กทั่วไปต้องผ่านประสบการณ์ครั้งแรกจะได้พบเห็นแมว และส่วนใหญ่จะมีความสุข ประทับใจที่ได้เล่นกับลูกแมว ในขณะที่บางคนอาจได้พบในสภาวะที่ไม่เหมาะสม เช่น พบลูกแมวตัวเล็กมากๆ แล้วเข้าไปเล่น แม่แมวเพิ่งตกลูกออกมาใหม่อาจยังหวงลูก เลยตะครุบเอาเด็กน้อยเข้าไป ในวัยเด็กนั้น จิตใจมีความว่างเปล่ามากกว่า สภาวะนี้จิตใต้สำนึกเปิดง่ายอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ในสภาวะตกใจสุดขีดโดนแม่แมวตะครุบ ความกลัวความตกใจนั้นจะส่งเข้าไปเก็บในจิตใต้สำนึก และส่งผลให้เด็กคนนั้นเป็นคนกลัวแมวตลอดไปทันที ซึ่งด้วยจิตสำนึกเอง เขาจะลืมเหตุการณ์นั้นไปแล้วตามวันเวลาที่เปลี่ยนแปลง แต่จิตใต้สำนึกจะไม่ลืม และจะส่งข้อมูลขึ้นมาสร้างอิทธิพลอยู่ตลอดเวลา ทั้งต่อระบบประสาท ความรู้สึก และอารมณ์ควบคู่กันไป ยังมีปรากฏการณ์อีกมากที่สามารถใช้ทฤษฏีการสะกดจิตหรือการทำงานของจิตใต้สำนึกมาตอบคำถามได้ เช่นเรื่องการฝัน อาการตื่นตกใจอย่างแรง และสามารถยกของหนักขึ้นออกวิ่งได้ การเห็นภาพหลอนภาพลวงตา ฯลฯ

อะไรเรียกว่าสะกดจิต

คำว่าสะกดจิต ได้รับการเผยแพร่จากนายแพทย์ชาวสก็อต ดร.เจมส์เบรด ในปี 1841 เบรดกล่าวว่า ภวังค์ (Trance) เกิดขึ้นเมื่อผู้รับการบำบัดอยู่ในสภาวะผ่อนคลายด้วยดวงตาที่ปิด และสภาพของการนอนหลับ เขาเรียกสิ่งนี้ว่าการสะกดจิต (Hypnosis) จากคำในภาษากรีกว่า ”hypnos” คำดังกล่าวได้ไปแทนที่คำว่า “animal magnetism” และ “mesmerism” ซึ่งไม่ถูกต้องในความหมายของการสะกดจิตที่เข้าใจมาแต่โบราณนับพันปีก่อนยุคสมัยของเมสเมอร์ และไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องพลังงานของแม่เหล็ก

น่าเสียดายที่เบรดให้คำจำกัดความไม่ถูกนัก จากที่เขากล่าวว่า ผู้ที่ถูกสะกดจิตจะอยู่สภาพของการนอนหลับ ความจริงแล้วการสะกดจิตไม่ได้ทำให้นอนหลับ ตามที่ ดร.เฮอร์เบิร์ก สไปเกล ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการสะกดจิตกล่าวว่า “การสะกดจิตไม่ได้ทำให้นอนหลับ การสะกดจิตคือ เป็นภาวะที่มีสมาธิสูงสุดระดับหนึ่ง” แต่การสะกดจิตก็ทำให้เกิดการนอนหลับได้ในบางสภาวะ โดยความเป็นจริงแล้วก็คือ เป็นภาวะที่มีสมาธิสูงสุดจนสามารถหยุดการรับข้อมูลจากสภาวะแวดล้อมได้ สภาวะนี้คล้ายกับเวลาที่เราให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการอ่านหนังสือบางเล่ม ถ้าหากเรามีความรู้สึกเข้าถึงหนังสือเล่มนั้นอย่างมาก เราก็จะไม่รับรู้สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว แม้จะมีคนตะโกนเรียกก็จะไม่ได้ยิน

การสะกดจิตจึงแตกต่างจากการนอนหลับ เพราะผู้ที่ถูกสะกดจิตจะตื่นอยู่และรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว คลื่นสมองจะอยู่ในสภาวะเหมือนคนตื่นมิได้อยู่ในสภาวะของคนหลับ ในการนอนหลับจิตใต้สำนึกยังไม่ได้เปิดออก แต่ในการสะกดจิต จิตใต้สำนึกจะเริ่มเปิดและตอบสนองข้อมูลที่ได้รับ แทนที่จะมองว่าการสะกดจิตคือการนอนหลับ จะถูกต้องมากกว่าที่จะมองว่าการสะกดจิตคือการรับข้อมูลด้วยจิตใต้สำนึก ในขณะที่การรับรู้ของภาวะจิตมีสมาธิอยู่ในระดับหนึ่ง ข้อเท็จจริงก็คือ ความคิด ความอ่านในสภาวะถูกสะกดจิต บางทีเหมืนออยู่ในสภาพว่างเปล่า และจดจ่ออยู่แต่เสียงและสิ่งที่ผู้ทำการสะกดบอกกล่าว และไม่ตอบสนองต่อเสียงอื่น ๆ

จิตสำนึกมีความสามารถในการวิเคราะห์เหตุผล ในขณะที่จิตใต้สำนึกเป็นผู้ควบคุมวงจรความทรงจำ มีความสามารถเฉพาะการจดจำเรื่องราวเท่านั้น เราจึงทำการสะกดจิตเพื่อสื่อสารกับจิตใต้สำนึก และเปลี่ยนแปลงหรือให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการ วิธีการที่ให้ข้อมูลเรียกว่า Suggestion เบริ์นไฮม์ (Bernheim) ผู้บุกเบิกการสะกดจิตยุคใหม่กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วไม่มีการสะกดจิตหรอก มีแต่ Suggestion ”

ความหมายของ Suggestion คือ การกระตุ้นให้เกิดการรับรู้อย่างหนึ่ง James Drever กล่าวว่า Suggestion คือ “ขบวนการทางจิตที่มีผลต่อการรับรู้และการตระหนักในการกระทำหรือความเชื่อที่เกิดขึ้นในจิตใจ ซึ่งเกิดจากการตอบสนองของคำพูด ทัศนคติ และการกระทำของคนอื่น ๆ ”

Suggestion มีด้วยกันอยู่ 4 ลักษณะ
1. Verbal ภาษาคำพูด รวมถึงการสื่อสารทุกชนิดที่ใช้เสียง
2. Non Verbal ภาษาใบ้ คือ การใช้ภาษาร่างกายและท่าทางต่าง ๆ
3. Intra Verbal คือ การใช้เสียงระดับเดียวคล้ายเสียงสวดมนต์
4. Extra Verbal เป็นการใช้ร่วมกันระหว่างคำพูดและท่าทาง

เงื่อนไขในการตรวจสอบการเข้าสู่ภวังค์ของการสะกดจิต
1. CATALYPSY กล้ามเนื้อหยุดการตอบสนอง พบเห็นใน 3 ระดับของการสะกดจิต
2. AMNESIA อยู่ระหว่างลำดับขั้นที่ 3 ถึง 4 ไม่สามารถจัดลำดับหมายเลขได้ในขั้นที่ 3 และลืมหมายเลขในขั้นที่ 4
3. ANESTHESIA อยู่ระหว่างระดับที่ 4 และ 5 ระดับที่ 4 เรียกว่า ANAL TESIA ไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ยังรู้ถึงการสัมผัส ในระดับที่ 5 จะไม่รับรู้การสัมผัสและความเจ็บปวด
4. HALLUCINATIONS ในระดับที่ 5 เรียกว่า POSITIVE HALLUCINATIONS เห็นและได้ยินสิ่งที่มีอยู่จริง (อาการหลอน) ในระดับที่ 6 เรียกว่า NEGATIVE HALLUCINATIONS ไม่เห็นและไม่ได้ยินสิ่งที่มีอยู่จริง
การตรวจสอบความลึกของการสะกดจิต

การตรวจสอบความลึกของการสะกดจิตใช้เมื่อจะทดสอบผู้รับการสะกดจิตใน
การทำฟัน ผ่าตัด และคลอดบุตร หรือเพื่อย้อนอดีต ภาวะเบาสบาย ใช้เมื่อต้องการจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือใช้ในการบำบัดทางจิตวิทยา ในการทดสอบความลึกอย่าทดสอบข้ามลำดับขั้น

การที่เราจะตรวจสอบว่าคนที่ถูกสะกดเข้าสู่ภวังค์ของการสะกดจิตได้หรือไม่ มีดังนี้
1. เปลือกตากะพริบถี่ 2. แขนขาแข็ง 3. นับเลขไม่ครบ 4. เกิดอาการชาบางส่วน 5. อาการหลอน 6. เห็นสิ่งที่มีอยู่หายไป

การใช้ SUGGESTION ที่ถูกต้องควรจะใช้หลัก 5 P 1. PESONAL ต้องเป็นเรื่องใกล้ตัว 2. POSITIVE คำพูดเป็นด้านบวกเสมอ 3. PRESENTENSE คำพูดเป็นปัจจุบันเสมอ 4. POSSIBLE สิ่งที่พูดต้องเป็นไปได้เสมอ 5. PRACTICE สิ่งที่พูดต้องปฏิบัติได้

เมื่อมนุษย์รู้และเข้าใจในการทำงานของจิตใต้สำนึก จึงพยายามแสวงหาวิธีควบคุมและสั่งการจิตใต้สำนึก ด้วยกลวิธีที่สามารถเปิดจิตใต้สำนึกและเพิ่มหรือเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นไปตามที่ต้องการ

จิตใต้สำนึกจะเปิดเมื่อจิต ร่างกาย และอารมณ์อยู่ในสภาวะต่อไปนี้
1. มีสมาธิ (ขณะเข้าญาณ หรือใจจดจ่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งแรงกล้า)
2. อยู่ในภวังค์ (จิตใจล่องลอย ควบคุมไม่ได้ชั่วขณะ)
3. สภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น
4. จิตใจว่างเปล่า (หยุดรู้สึก หยุดนึก หยุดคิดไปชั่วขณะหนึ่ง)
5. ดีใจ ตกใจ เสียใจ ตื่นเต้นสุดขีดจนลืมตัว (อาการจนลืมตัวจะทำให้จิตใจว่างป่าวไปชั่วขณะ)

การสะกดจิตคือ สภาวะที่ผู้ถูกสะกดตอบสนองต่อคำบอกกล่าว (SUGGESTION) ผู้ถูกสะกดจิตจะอยู่ในสภาวะยอมรับคำบอกกล่าวโดยอัตโนมัติ ภายใต้สภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขที่ผู้สะกดจิตทำขึ้น โดยรวมแล้วผู้สะกดมักจะทำให้ผู้ถูกสะกดอยู่ในสภาวะเสมือนหลับลึก หรืออยู่ในภวังค์ (DEEP TRANCE) ที่กล่าวว่าเสมือนหลับลึกก็เพราะว่าผู้ถูกสะกดจะไม่หลับ แต่ผู้ถูกสะกดรู้สึกว่าตนเองกำลังตอบสนองคำบอกกล่าว ผู้ถูกสะกดจะได้ยิน ได้เห็น และรู้สึกไปตามผู้สะกดจิตกำหนด นอกจากนี้ ความทรงจำยังตื่นตัวก็จะถูกควบคุมเช่นเดียวกัน และการตอบสนองเหล่านี้ก็อาจยังคงอยู่แม้หลังการสะกดจิตไปแล้วก็ตาม ดูคล้ายกับการสะกดจิตสามารถแยกผู้ถูกสะกดออกจากโลกแห่งความจริงในสภาวะหนึ่ง ๆ ได้ทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการสะกดจิต
ลักษณะนิสัยและความทรงจำจะถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจะมี
ผลต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อลักษณะนิสัยและความทรงจำ เว้นแต่จะเข้าสู่จิตใต้สำนึกโดยตรง ในทางจิตวิทยามีการใช้การวัดคลื่นสมอง ตรวจสอบผู้ที่ได้รับการสะกดจิต พบว่าผู้ที่เข้าสู่สภาวะหลับลึก คลื่นสมองจะมีการเคลื่อนไหวลดลงตั้งแต่ระดับ 7 รอบต่อวินาที ซึ่งในแต่ละระดับของคลื่นสมองแสดงประสิทธิภาพการทำงานแตกต่างกัน คือ

เบต้า (BETA) ความเร็ว 14 รอบต่อวินาที เป็นระดับเคลื่อนสมองในภาวะปกติ เป็นระดับ
การรับรู้ขณะที่เราตื่นเต็มที่ สามารถใช้ความคิดและแสดงความรู้สึกอารมณ์ต่างๆ ได้เต็มที่
อัลฟ่า (ALPHA) ความเร็ว 7 รอบต่อวินาทีเป็นระดับคลื่นสมองในสภาวะจิตเหม่อลอย ยัง
รู้สึกตัวและใช้สมองคิด ในภาษาไทยเรียกว่าอยู่ในภวังค์ จิตใจจะมุ่งเพ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนลืมสิ่งอื่น ๆ ไป
เธทต้า (THETA) ความเร็ว 4 รอบต่อวินาที เป็นระดับคลื่นสมองที่ค่อนข้างต่ำ อยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น อาจได้ยินและเห็นภาพ แต่จิตใต้สำนึกไม่อาจตอบสนองอย่างทันทีในสิ่งที่เกิด สภาวะนี้จิตใต้สำนึกเริ่มเปิด
เดลต้า (DELTA) ความเร็วต่ำ 4 รอบต่อวินาที เป็นระดับคลื่นสมองที่เกือบเป็นเส้นตรง อยู่ในสภาวะหลับลึก จิตใต้สำนึกเปิดเต็มที่ ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดในสภาวะนี้จะได้รับการบันทึกสู่จิตใต้สำนึก (SOM-NAMBULISM)

วิธีเปิดจิตใต้สำนึก
ขบวนการนี้สำคัญที่สุดในการสะกดจิต จะทำการสะกดจิตได้หรือไม่ต้องผ่านขั้นตอนนี้ก่อน

1. นั่งสมาธิ (หรือขบวนการอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน เช่นภาวะจิตจดจ่อ แน่วแน่) ความเข้าใจโดยพื้นฐานของการนั่งสมาธิคือ การทำจิตใจให้ว่าง เป็นการกำหนดหรือสั่งไปที่จิตใต้สำนึก ตามทฤษฏีการสะกดจิตตัวเองวิธีหนึ่ง แต่ความจำและลักษณะนิสัยจะเปลี่ยนแปลงไปยาก เพราะมิได้ส่งข้อมูลโดยตรงไปสู่จิตใต้สำนึก นอกจากนี้การนั่งสมาธิ เมื่อรวมกับความเชื่อทางพุทธศาสนาที่จะต้องมีสติอยู่เสมอซึ่งตีความหมายถึงการรู้สึกตลอดเวลา(แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ หมายถึงการรับรู้อารมณ์ของตัวเองได้) ขัดกับความเข้าใจของทฤษฏีการสะกดจิตตรงที่มีสติอยู่เสมอ ทำให้ประสาทการทำงานต่างๆ ของร่างกายตื่นตัว และคลื่นสมองอยู่ในสภาวะเบต้า หรือ อัลฟ่า ทำให้จิตใต้สำนึกไม่อาจเปิดได้อย่างเต็มที่ เว้นแต่อาจนั่งสมาธิฝึกฝนมาถึงระดับหนึ่งแล้ว เช่นมีภาวะจิตจดจ่อแน่วแน่ มีจิตที่นิ่งจนเข้าสู่ภาวะสงบอย่างแท้จริง

2. อยู่ในภวังค์ (จิตใจล่องลอย ควบคุมไม่ได้ชั่วขณะ) เรากำหนดไม่ได้ว่าจะทำให้ตัวเองอยู่ในภวังค์เมื่อไหร่ การสะกดจิตโดยผู้ถูกสะกดไม่รู้ล่วงหน้า อาจทำให้ผู้ถูกสะกดอยู่ในภาวะดังกล่าวได้ง่ายกว่า

3. สภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตใต้สำนึกของคนทั่วไปจะเปิดเมื่ออยู่ในสภาวะนี้ การฝันเกิดขึ้นจากข้อมูลบางอย่างยังค้างอยู่ และถูกบันทึกลงในจิตใต้สำนึกเมื่อเราอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตใต้สำนึกเมื่อได้รับข้อมูลแล้วจะทำงานทันที จิตใต้สำนึกจึงทำงานสะเปะสะปะ การฝันเป็นขบวนการทำงานอย่างหนึ่งของจิตใต้สำนึก

4. จิตใจว่างเปล่า (หยุดรู้สึก หยุดนึก หยุดคิดไปชั่วขณะหนึ่ง) ใครๆ ก็อาจอยู่ในภาวะจิตใจว่างเปล่าได้ การสะกดจิตสามารถทำให้กดจิตอยู่ในภาวะว่างเปล่าไปชั่วขณะหนึ่ง และในขณะนั้นเองจิตใต้สำนึกจะเปิด

5. ดีใจ เสียใจ ตกใจ ตื่นเต้นสุดขีดจนลืมตัว (อาการจนลืมตัว จะทำให้จิตใจว่างเปล่าไปชั่วขณะ) เราไม่สามารถควบคุมอาการรุนแรงทางอารมณ์เหล่านี้ได้ และเป็นอันตรายที่จะใช้ภาวะดังกล่าวในการสะกดจิต
ทำไมต้องเปิดจิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งควบคุมลักษณะนิสัย ความรู้สึก นึกคิด และกระบวนการทำงานของระบบประสาทของร่างกาย สภาวะทางจิตของมนุษย์อาจปรวนแปร หรือเสื่อมสมรรถภาพ หรือสูญเสียการควบคุม ลักษณะนิสัย ความรู้สึกนึกคิด รวมไปถึงกระบวนการทำงานของระบบประสาทของร่างกาย จิตที่อยู่ในสภาพดังกล่าวต้องได้รับการบำบัดและแก้ไขให้คืนสภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การเปิดจิตใต้สำนึกเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ย่อมทำได้ดีกว่าการบำบัดด้วยวิธีอื่นๆ
ประโยชน์ของการสะกดจิต

ถ้ารู้การสะกดจิตแล้วไม่รู้ถึงคุณประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางไม่ได้ ก็เหมือนวิธีเล่นกลไพ่พื้นๆ เอามาเล่นหลอกกันสนุก ๆ ในวงเหล้า ถ้าจะตอบคำถามอย่างสรุปได้ใจความที่สุด ว่าการสะกดจิตคือไร การสะกดจิตทำให้เกิดอุปทาน ให้เชื่อและคิดไปตามสิ่งที่เห็นและรู้สึก ที่ผ่านมาเราเข้าใจกันว่าอุปทานมักเกิดขึ้นเองและมักไม่ค่อยดีหรือไม่มีประโยชน์ เช่นเกิดอุปทานว่าป่วยไม่สบาย หรืออุปทานว่าจะเกิดความล้มเหลวในการทำงาน ในทางกลับกันนักสะกดจิตรุ่นแรกๆ ในยุโรปใช้การสะกดจิตทำให้ผู้ป่วยเกิดอุปทานว่าตัวเองหายป่วยไข้แล้ว หรืออาการเจ็บป่วยกำลังทุเลา ปรากฏว่าคนที่ป่วยประเภทปวดหัวตัวร้อน เครียด นอนไม่หลับ สามารถหายได้เป็นปลิดทิ้งอย่างน่าอัศจรรย์ การสะกดจิตจึงเป็นที่สนใจและศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่นั้น

เรามักได้ยินเรื่องราวสนุกๆของคุณป้าที่อยู่บ้านคนเดียวแล้วเหงา เลยหาเรื่องป่วยไข้มาหาหมออยู่เรื่อย โดยอ้างว่าเป็นโรคนอนไม่หลับ หมอก็ให้ยาไปบ่อยมาจนเห็นว่าคุณป้าไม่น่าจะรับยานอนหลับมากไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะมีผลข้างเขียงที่ไม่ดีตามมา ครั้งหนึ่งก็เลยให้น้ำตาลอัดเม็ดไป แล้วบอกคุณป้าว่ายานี้เป็นยาใหม่กินแล้วนอนหลับดีกว่าเดิม ปรากฏว่าคุณป้าก็ยังมาหาหมอและเอ่ยชมสรรพคุณยาว่าดีกว่าเก่าจริงๆ คุณป้ารับน้ำตาลอัดเม็ดไปกินโดยเข้าใจว่าเป็นยานอนหลับนานนับปี กระทั่งเกิดอาการป่วยไข้อย่างใหม่คือเป็นโรคเบาหวาน เพราะมัวแต่กินน้ำตาลอัดเม็ดที่ได้มาจากหมอ

Friday, December 10, 2010

โครงสร้างบุคลิกภาพ

โครงสร้างบุคลิกภาพ



ฟรอยด์อธิบายว่า โครงสร้างบุคลิกภาพ ประกอบด้วยพลัง ๓ ประการ ได้แก่ Id, Ego และ Super Ego (ยังไม่พบศัพท์ภาษาไทย ที่แปลตรงความหมายอย่างแม่นยำ
จึงขอให้ทับศัพท์ด้วยภาษาอังกฤษไปพลางก่อน – ผู้เขียน ) พลังทั้ง ๓ มีลักษณะเฉพาะตัว แต่ก็มีอิทธิพลต่อกันและทำงานร่วมกัน
บุคลิกภาพของผู้ใดมีลักษณะใดขึ้นอยู่กับพลัง Id, Ego และ Super Ego ทำงานประสานร่วมกันในลักษณะอย่างไร

(1) Id
เป็นพลังงานติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด จึงหมายรวมทั้งสัญชาตญาณด้วย มักเกี่ยวพันกับการสนองความปรารถนาทางกาย เป็นพลังเพื่อให้ได้มาซึ่งความพอใจโดย
ไม่คิดคำนึงถึงเหตุผลตามความเป็นจริง หรือความถูกต้องดีงามแล้วพลัง Id จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พลังแสวงหาความสุข (Pleasure Seeking Principle)
พฤติกรรมที่เกิดจากการกระตุ้นของพลัง Id มีหลายรูปแบบซึ่งไม่พึงประสงค์จะพรรณนา ณ ที่นี้ ในช่วงวัยเด็กพลัง Id มีหลายรูปแบบ ซึ่งไม่พึงประสงค์จะพรรณนา
ณที่นี้ ในช่วงวันเด็กพลัง Ego และ Super Ego หากเก็บถูกกักกันมากเกินไปไม่ให้ได้รับความพึงพอใจ ตอบสนอง Id ดังนี้จะเป็นผลร้ายต่อพัฒนาการบุคลิกภาพที่สมดุล
ในภายหน้า เช่น เป็นคนอ่อนไหวง่ายต่อคำสรรเสริญ นินทา เป็นต้น

(2) Ego
เป็นพลังแหงการรู้และเข้าใจ, การรับรู้ข้อเท็จจริง, การใช้เหตุผล, การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย, การแสวงหาวิธีการเพื่อตอบสนองพลัง Id เช่น เมื่อหิว
(Id)พลัง Ego ก็จะใช้เหตุผลตรึกตรองว่าจะบำบัดความหิวโดยวิธีใด ตามสถานภาพแวดล้อม เช่น ไปสำรวจตู้เย็น ทำอาหารเอง? ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน?ฯลฯ
จึงมีชื่อเรียก Ego อีกอย่างพลัง ‘รู้ความจริง’ (Reality principle)

(3) Super Ego
เป็นพลังที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่นเดียวกับ Ego แต่แตกต่างจาก Ego
โดยลักษณะคือเป็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับค่านิยมต่าง ๆ เช่น ความดี ชั่วถูก ผิดมโนธรรม ความยุติธรรม ฯลฯ Super Ego หักห้ามความรุนแรงของพลัง Id โดยเฉพาะพลังจากสัญชาตญาณแรงขับทางเพศและความก้าวร้าว

(4) การทำงานร่วมกันของพลังทั้ง 3 :
ลักษณะบุคลิกภาพของคนเกิดจาก การทำงานร่วมกันของพลังทั้ง ๓ นี้ พลังใดมีอิทธิพล
เหนือพลังอื่น ย่อมเป็นตัวชี้ลักษณะบุคลิกภาพของคนนั้น เช่น ถ้าพลัง Id มีอำนาจสูง บุคลิกของคนผู้นั้นก็เป็นแบบเด็กไม่รู้จักโต, เอาแต่ใจตนเอง
ถ้า Ego มีอำนาจสูง คนนั้นจะเป็นคนมีเหตุผล เป็นนักปฏิบัติ ถ้า Super Ego มีอำนาจสูง ก็เป็นนักอุดมคตินักทฤษฎี ดร. ประมวญ คิดคินสัน ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน่าฟังว่า

“สำหรับบุคลิกภาพอันพึงประสงค์ คือ ความมี Ego เข้มแข็ง สามารถจัดการกับ Id ได้อย่างมีสมรรถภาพ โดยอาศัยหลักแห่งความจริงเป็นที่ตั้ง และสามารถโน้มน้อม Super Ego ให้เข้าสู่หลักแห่งความจริง เพื่อให้เกิดการประสมประสานอย่างสนิทสนมในการดำเนินชีวิต”

ซิกมันด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์ที่ได้ศึกษาวิเคราะห์จิตของมนุษย์ โดยทฤษฎีส่วนใหญ่ของฟรอยด์จะได้จากประสบการณ์จากการรักษาผู้ป่วยในคลินิก ซึ่งฟรอยด์ตั้งข้อสังเกตว่ามีคนป่วยบางประเภทที่ไม่สามารถค้นหาสาเหตุทางกายได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแนวทางที่ทำให้ฟรอยด์สนใจการที่จะบำบัดรักษาผู้ป่วยด้วยการใช้วิธีการทางจิต (Psychoanalysis)

ทฤษฎีของฟรอยด์ สามารถอธิบายได้ใน 5 ส่วน คือ

1) จิตสำนึก (Conscious) – (ส่วนบนสุด) เป็นจิตส่วนที่เราตระหนักรู้ เมื่อตื่นและรู้ตัว
จิตก่อนสำนึก (Pre-Conscious) – (ส่วนที่คั่นระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก) เป็นจิตที่ช่วยให้เข้าใจถึงจิตใต้สำนึกอย่างรางๆ ประกอบด้วยความจำจากความฝันหรือคำพูดที่พลั้งเผลอ
จิตไร้สำนึก (Unconscious) – (ส่วนล่างสุด) จิตส่วนนี้เต็มไปด้วยความปรารถนา ความกลัวความทรงจำที่เจ็บปวดในอดีตที่ถูกซ่อนไว้

2) ลิบิโด (Libido) ตามมุมมองของฟรอยด์ หมายถึง พลังงานที่เรามีมาตั้งแต่กำเนิดซึ่งช่วยให้เราสามารถดำรงอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น แรงขับทางเพศ

 3) อิด (Id) อีโก้ (Ego) ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) ฟรอยด์ได้แบ่งจิตมนุษย์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
อิด (Id) เป็นส่วนของจิตที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และตั้งอยู่ตามลำพังในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต อิดทำงานโดยมุ่งนำมาซึ่งความสุขความพอใจของคนเรา
อีโก้ (Ego) จะเริ่มก่อตั้งในช่วงปีที่สองของชีวิต อีโก้ทำงานโดยยึด “หลักแห่งความเป็นจริง” เพราะในการดำรงชีวิตนั้นต้องคำนึงถึงความเป็นจริงและวางแผนในอนาคต
ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นจิตส่วนที่เริ่มพัฒนาในวัยประมาณ 3 ขวบ โดยได้รับอิทธิพลจากกรเลี้ยงดู และจะพัฒนาเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น
4) ลำดับขั้นของพัฒนาการทางเพศ ฟรอยด์ได้แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพออกเป็น 5 ขั้น ดังต่อไปนี้
       1. ขั้นใช้ปาก (Oral Stage) อายุ 0-2 ปี
       2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) อายุ 2-3 ปี
       3. ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage) อายุ 3-6 ปี
       4. ขั้นแฝง (Latency Stage) อายุ 6-11 ปี
       5. ขั้นวัยรุ่น (Genital Stage) อายุ 11 ปีขึ้นไป

5) กลไกป้องกันทางจิต (Defense Mechanism) ฟรอยด์อธิบายว่าคนเรามีวิธีการป้องกันตนเองจากความคิดแความรู้สึกที่ไม่ดีหลายวิธี หากคนเราใช้กลไกป้องกันทางจิตเหล่านี้ในระดับที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์ แต่หากเราใช้มันมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ตัวอย่างของกลไกป้องกันทางจิต อาทิเช่น การเก็บกด (Repression) การถดถอย (Regression) การปฏิเสธความจริง การโยนความผิดให้ผู้อื่น

จิตใต้สํานึก(SUBCONSCIOUS)

จิตใต้สํานึก(SUBCONSCIOUS)



จิตใต้สํานึก(Subsciousness) คือจิตที่ทำหน้าที่อิสระไม่สามารถการควบควมได้ โดยมันจะทำหน้าที่หรือตัดสินใจได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องคิด หรือวิเคาะ  สภาวะการตัดสินใจเกิดจากการสะสมมาจากจิตสำนึกในเรื่องราวต่างๆ ไว้  และพอถึงเวลา บางสถานะการณ์จิตใต้สำนึกจะดึงข้อมูลออกมาเอง โดยที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องมาวิเคาะว่าดี ไม่ดี ถูก ไม่ถูก   แต่มันจะตัดสินใจเองแล้วส่งออกมาให้เรา ก็เหมือนคำที่เราใช้ว่า "วูบหนึ่งของความคิด" นั้นแหละ  พวกที่เรียนเกี่ยวกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือการออกแบบ จิตใต้สำนึกมีประโยชน์มากในการช่วยในเรื่องสร้างแรงบันดลใจ  ยกตัวอย่าง เช่น มีงานหรือโจทย์ ยากๆ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก พอเลิกๆ คิดไป บางทีร้องๆเพลงอยู่ขณะกำลังอาบน้ำอยู่(จริงๆแล้วจะพิมพ์ว่านั่งขี้อยู่ แต่ไม่สุภาพเปลี่ยนเป็นอาบน้ำแทนแล้วกันนะ) ก็มีความคิด วูบหนึ่งโผล่เข้ามาในหัวสมองว่าต้องทำแบบไหนหรือเห็นภาพอะไรเกี่ยวกับงานนั้น  นี่แหละ ( อ่อ  ขี้ ออกแหละ) คือ "จิตใต้สำนึก"

อย่างที่บอกแหละ ครับ การบวนการตัดสินใจของจิตใต้สำนึกมาจาก การสะสมข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ จากจิตสำนึก หากเรารับรู้ขอมูลไม่ดีไว้เยอะ ภาวะการตัดสินใจของ จิตใต้สำนึกจะส่งออกมา ก็จะเป็นเรื่อง ไม่ดีต่างๆมาให้เรา
หารับรู้เรื่องดีๆไว้เยอะๆ จิตใต้สำนึกจะส่งออกมาให้เราก็จะเป็นเรื่อง ดีๆ

มีวิธีง่ายๆ ที่จะฝึกให้จิตใต้สำนึก ทำงานบ่อยๆ คือ การใช้จินตนาบ่อยๆ การใช้จินตนาการณ์ ทำให้เปิดช่องว่างของจิตสำนึกเราได้ ก็เหมือนการผ่อนคลายจิตแหละครับ

รูป เปรียบเทียบจิตทั้งส่วนสำนึก และส่วนใต้สำนึก เหมือน ภูเขาน้ำแข็ง ลอยในมหาสมุทร ส่วนลอยเหนือน้ำต้อง แสงสว่างและอากาศ ปรากฏแก่ สายตาโลก คือ จิต หรือ พฤติกรรม ที่อยู่ในความควบคุมของ ความสำนึกตัว ส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำ (ซึ่งปริมาณมากกว่า) อยู่ใน ความมืดกว่า ไม่ปรากฏแก่สายตาโลก คือ จิตใต้สำนึก อันเป็นภาคสะสม ประสบการณ์ในอดีตมากมาย ถูกบีบอัด เก็บกด หรือคอย เพื่อให้สม ปรารถนา เพื่อให้ได้ จังหวะเหมาะ สำหรับตอบสนองสิ่งเร้า อันยังไม่ได้ทำ หรือทำ ไม่ได้ในภาวะปกติ (เช่น กฎหมายห้าม, ประเพณีไม่ยอมรับ ว่าถูก, สังคมไม่นิยม ฯลฯ)
รูปซ้ายมือ เปรียบเหมือนเวลาอันเป็นปัจจุบันเท่านั้น และมีความเป็นปกติบุคคลย่อมรู้สึกสงบ สบาย มีสติ พลังจิตสำนึก ควบคุมพฤติกรรม ทั้งหลาย ให้เป็นไปตามที่เขาเห็นว่า ถูกต้อง,สมควร, ทำโดยเคารพกฎหมายและระเบียบของสังคม, รูปขวามือแสดงว่าเวลาลมฟ้าอากาศ แปรปรวน มหาสมุทรมีคลื่นจัด ภูเขาน้ำแข็งโครงเครง ส่วนที่เคยจมใต้น้ำ โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ให้มองเห็นได้ เทียบได้กับยามบุคคล มีอารมณ์ขุ่นมัว เคร่งครัด ด้วยความโกรธ เกลียด อิจฉา พยาบาท กลัว ตื่นเต้น วิตก เจ็บป่วย ฯลฯ พลังจิตใต้สำนึกที่ไม่มีโอกาสได้แสดง พฤติกรรมออกมานั้น มักแปรรูปเป็นพฤติกรรมผิดปกติ รูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เช่น รู้สึกกลัวตลอดเวลา กามวิปริตซึมเศร้าตลอดเวลาฯลฯ การช่วยเหลือบุคคล ที่มีพฤติกรรมผิดปกติประเภทนี้ จำเป็นจะต้องเข้าใจหยั่งรู้ถึง พลังจิตใต้สำนึก ที่เป็นต้นเหตุ จิตแพทย์สกุลฟรอยด์ อาจใช้วิธีการสะกดจิต หรือทำการบำบัดแบบ Free Association เพื่อให้คนไข้เปิดเผยพลังจิตใต้สำนึก ซึ่งเขาไม่เคยเล่า, ไม่เคยเปิดเผย, ไม่เคยแสดงออก หรือซึ่งเจ้าตัวเองก็อาจไม่ตระหนักรู้มาก่อน
อนึ่ง พลังจิตใต้สำนึกมีหลายระดับ บางอย่างอยู่ในระดับตื้น บางอย่างอยู่ในระดับลึก และยังแตกต่างกันในแง่พลังแรงเข้ม หรืออ่อน ของการขับดัน ด้วยจากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้อธิบายหรือทำความเข้าใจได้ว่า คนแต่ละคนแตกต่างกัน ในรูปของ พลังจิตสำนึก และใต้สำนึก ฉะนั้น คนแต่ละคนจึงมีบุคลิกภาพไม่เหมือนกัน



รูป พลังจิตสำนึกและใต้สำนึก กระตุ้นให้มนุษย์ประกอบพฤติกรรมต่าง ๆ นานา พฤติกรรมบางประเภทถูกกระตุ้นโดยจิตสำนึกอย่างเดียว (เครื่องหมาย ๑) และจิตใต้สำนึกปะปนกัน (เครื่องหมาย ๒) เช่น บางคราวเผลอพูด คิด ทำ แล้วมีสติระลึกได้ทันทีว่าควรหรือไม่ควร จึงเปลี่ยนคำพูด วิธีคิด การกระทำพฤติกรรมบางประเภทถูกกระตุ้นโดยจิตใต้สำนึกอย่างเดียว (เครื่องหมาย ๓) เช่น ความฝัน การพลั้งปาก การทำอะไรอย่างเผลอไผล ไม่รู้ตัว